Slider

สหรัฐจีบไทยเข้าก๊วนใหม่ ชูอาเซียนแหล่งซัพพลายเชนไอทีแทนจีน

ดันไทย-อาเซียนเป็นแกนหลักยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก ย้ำการเมืองภายในไม่ใช่ปัญหา

แมต พอตทินเจอร์ รองผู้ช่วยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ และผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเอเชียประจำทำเนียบขาว เปิดเผยว่า ไทยและกลุ่มประเทศอาเซียนกำลังจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในด้านการเป็นซัพพลายเชนของสหรัฐ เนื่องจากเป็นหนึ่งในแกนหลักในการเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก ซึ่งเป็นความร่วมมือทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ท่ามกลางความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนในขณะนี้

“ในระยะสั้นนี้สหรัฐจะปรับเปลี่ยนทิศทางความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน ขณะที่ในระยะกลางนั้น ไทยและอาเซียนกำลังจะมีบทบาทสำคัญในด้านซัพพลายเชนของสหรัฐ โดยนอกจากจะเป็นตลาดที่น่าสนใจมากขึ้นแล้ว ยังจะเป็นจุดหมายการลงทุนของต่างชาติมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในภาคเทคโนโลยี” พอตทินเจอร์ กล่าว

ทั้งนี้ พอตทินเจอร์ ระบุว่า ความสำคัญของไทยและอาเซียนในด้านซัพพลายเชนกำลังเพิ่มขึ้น เนื่องจากบริษัทสหรัฐเผชิญความยากลำบากในการทำธุรกิจในจีน โดยเฉพาะจากกรณีจีนบีบให้เอกชนสหรัฐถ่ายโอนเทคโนโลยีให้ทางการ ทำให้เอกชนสหรัฐกำลังมองหาตลาดใหม่ และอาเซียนเป็นตลาดที่มีศักยภาพ จากการที่มีประชากรรุ่นใหม่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากขึ้น และบุคลากรด้านเทคโนโลยีที่กำลังเพิ่มขึ้น

สำหรับไทยนั้น นอกจากเป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญในอาเซียนแล้ว ยังเป็นพันธมิตรแนบแน่นอันยาวนานของสหรัฐด้วย โดยล่าสุดนั้นสะท้อนออกมาจากการที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมของไทย เดินทางเยือนสหรัฐเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

ขณะที่แถลงการณ์กลยุทธ์อินโด-แปซิฟิกก่อนหน้านี้ ระบุว่า ไทยและสหรัฐกำลังร่วมมือกันทั้งในด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ ขณะที่ในอนาคตทั้งสองฝ่ายอาจขยายความร่วมมือยิ่งขึ้นในด้านการค้าและการลงทุน การจัดการปัญหาสาธารณสุข รวมถึงการต่อสู้กับอาชญากรรมระดับชาติ การค้ามนุษย์ และการให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยด้วยเช่นกัน

เลขาฯอาเซียน พร้อมร่วมมือในช่วงที่ไทยเตรียมเป็น ปธ.อาเซียน ปี62

เลขาฯอาเซียน พร้อมเสริมสร้างความร่วมมือในช่วงที่ไทยเตรียมเป็น ปธ.อาเซียน ปี62 ทั้งแลกเปลี่ยนความเห็นผลักดันอาเซียนไปข้างหน้า

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2561 เวลา 14.00 น. ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ดาโต๊ะ ปาดูกา ลิม จ๊อก ฮอย เลขาธิการอาเซียน เข้าเยี่ยมคารวะ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในโอกาสเยือนประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุม ACMECS ครั้งที่ 8 สรุปสาระสำคัญดังนี้

นายกรัฐมนตรียินดีที่ได้พบเลขาธิการอาเซียนอีกครั้งหลังการประชุมผู้นำ ACMECS ครั้งที่ 8 และขอแสดงความยินดีอย่างเป็นทางการต่อการเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการอาเซียนคนที่ 14 ซึ่งนับเป็นโอกาสดีที่ไทยและสำนักเลขาธิการอาเซียนจะเสริมสร้างความร่วมมือให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ ในช่วงที่ไทยเตรียมการเป็นประธานอาเซียนในปี 2562 ไทยพร้อมที่จะสนับสนุนการทำงานร่วมกับสำนักเลขาธิการอาเซียนในการผลักดันวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ค.ศ. 2025 ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งสนับสนุนการเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรในสำนักเลขาธิการอาเซียน เนื่องจากเป็นกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนอาเซียนให้พัฒนาและแข็งแกร่งต่อไป

เลขาธิการอาเซียนกล่าวขอบคุณรัฐบาลที่ได้เชิญให้เข้ามาร่วมการประชุมผู้นำ ACMECS ครั้งที่ 8 พร้อมแสดงความยินดีและชื่นชมไทยที่ประสบความสำเร็จในการจัดการประชุมครั้งนี้ โดยเลขาธิการอาเซียนจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานงานทั้งด้านการเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม-วัฒนธรรม รวมทั้งแสดงความพร้อมในการร่วมมือกับรัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศในการเตรียมความพร้อมของไทยในการเป็นประธานอาเซียนปี 2562 โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวสนับสนุนบทบาทในการเป็นผู้ประสานงานของเลขาธิการอาเซียน และยังสนับสนุนให้สำนักเลขาธิการอาเซียนประสานงานกับคณะกรรมการผู้แทนถาวรประจำอาเซียนและองค์กรในอาเซียนเกี่ยวกับประเด็นคาบเกี่ยวมากขึ้น เพื่อให้ทุกฝ่ายของอาเซียนเห็นภาพรวมการดำเนินการของอาเซียนทั้งหมด

ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงการผลักดันให้ประเทศสมาชิกอาเซียนก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน เพื่อสร้างประชาคมอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และมองไปสู่อนาคต โดยมีความสมดุลในทั้ง 3 เสาความร่วมมือ ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องเรื่องการเสริมสร้างความร่วมมือและสร้างพันธมิตรที่ครอบคลุมในทุกระดับ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนในภูมิภาค รวมทั้งส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคกับโลก เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความสำคัญของประเทศสมาชิกอาเซียนที่ต้องรวมมือกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้สามารถสร้างอำนาจต่อรองในเรื่องต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสินค้าทางการเกษตร ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งเลขาธิการอาเซียนเห็นด้วยเพราะสินค้าทางการเกษตรเป็นเอกลักษณ์และข้อได้เปรียบของอาเซียนทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยอาเซียนสามารถเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของโลกได้

ปฐมนิเทศนักเรียนไทย 167 ชีวิตเข้าแคมป์เตรียมสู้อาเซียนสกูลเกมส์ที่มาเลย์

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2561 ที่ห้องประชุมแมนดาริน โรงแรมแมนดาริน ดร.ปัญญา หาญลำยวง อธิบดีกรมพลศึกษา เป็นประธานในพิธีปฐมนิเทศคณะนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ก่อนการเก็บบำรุงตัวและฝึกซ้อม เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาอาเซียนสกูลเกมส์ ครั้งที่ 10 ที่ประเทศมาเลเซีย โดยมี ดร.วินิตย์ จันทร์มนตรี ผู้อำนวยการสำนักการกีฬา พร้อมด้วยผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และนักกีฬาตัวแทนนักเรียนร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง

กรมพลศึกษา เตรียมจัดส่งคณะเจ้าหน้าที่และคณะนักกีฬาตัวแทนนักเรียนไทย เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาอาเซียนสกูลเกมส์ ครั้งที่ 10 ระหว่างวันที่ 19-27 กรกฎาคม 2561 ที่ประเทศมาเลเซีย โดยปีนี้ทางเจ้าภาพได้จัดให้มีการแข่งขันกีฬา 10 ชนิดกีฬา โดยกรมพลศึกษาได้ดำเนินการคัดเลือกตัวนักกีฬาเป็นที่เรียบร้อย ประกอบด้วย กรีฑา 35 คน, เซปักตะกร้อ 12 คน, บาสเกตบอล 24 คน, แบดมินตัน 16 คน, เทเบิลเทนนิส 12 คน, ยิมนาสติก 14 คน, วอลเลย์บอล 24 คน, ว่ายน้ำ 10 คน, สควอช 8 คน และเนตบอล 12 คน รวมจำนวนนักกีฬาทั้งสิ้น 167 คน แบ่งเป็นชาย 82 คน และหญิง 85 คน

น.ส.ดารณี ลิขิตวรศักดิ์ รองอธิบดีกรมพลศึกษา กล่าวว่า ในนามของกรมพลศึกษา ขอแสดงความยินดีกับนักกีฬานักเรียนไทยทุกคนที่ผ่านการคัดเลือกไปเข้าร่วมการแข่งขัน ถือว่าทุกคนเป็นตัวแทนและเป็นผู้ทำหน้าที่เพื่อชาติ ซึ่งเป็นเกียรติภูมิแก่ตนเองและครอบครัว ขอให้นักกีฬาทุกคนได้แสดงความสามารถทางด้านการกีฬาที่ได้ฝึกฝนมาอย่างเต็มที่

“ทุกคนจะต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างเคร่งครัด โดยคำนึงถึงชื่อเสียงของประเทศ ขอให้ทุกคนแสดงออกถึงความเป็นไทยให้ทุกชาติได้เห็น ด้วยการมีสัมมาคารวะ แสดงน้ำใจนักกีฬา เคารพกฎกติกา เคารพผู้ตัดสิน สิ่งเหล่านี้แสดงถึงความเป็นมืออาชีพและจะเป็นพื้นฐานให้นักกีฬาประพฤติปฏิบัติตัวในการเป็นนักกีฬาที่ดี ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับการแข่งขันในรายการที่สูงขึ้น” อธิบดีกรมพลศึกษา กล่าวทิ้งท้าย

ปักหมุด’ACMECS’ เจดีดอทคอมมุ่งแก้ยากจนชาติสมาชิก จ่อนำเข้าสินค้าไทยแสนล.

เจดีดอทคอม ชูแพลตฟอร์มแก้ปัญหาความยากจนในเวที ACMECS นำร่องไทย ยาหอมนำเข้าสินค้าไทยกว่า 1 แสนล้าน ใน 3-5 ปี

นายริชาร์ด หลิว ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจดีดอทคอม กล่าวในงาน ACMECS CEO Forum “Connecting Our Future : Enhancing ACMECS Cooperation and Integration” ว่า บริษัทพร้อมจะร่วมมือกับประเทศไทยและประเทศสมาชิก ACMECS หรือยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง โดยจะมุ่งแก้ไขปัญหาความยากไร้ในพื้นที่ชนบทผ่านการสร้างโปรดักต์เชนที่มีคุณภาพและติดตามได้ พร้อมสร้างประโยชน์ร่วมกันให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นชุมชนในพื้นที่ บริษัท หรือผู้บริโภค

ประเทศสมาชิก ACMECS และประเทศจีนมีความคล้ายคลึงกัน เพราะต่างเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีพื้นที่ชนบทกว้างใหญ่ และมีประชากรจำนวนมากที่ประสบปัญหาความยากไร้ เราจึงเชื่อว่ายุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาความยากไร้ของเจดีดอทคอมที่ช่วยสร้างโปรดักต์เชนในพื้นที่ชนบทของประเทศจีนให้มีคุณภาพและติดตามได้ จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหาในประเทศสมาชิก ACMECS ได้เช่นเดียวกัน” นายริชาร์ด กล่าว

นอกจากนี้ เจดีดอทคอม เล็งเห็นถึงกระแสความนิยมของสินค้าไทยในประเทศจีนอย่างทุเรียน แต่พบว่าเกิดปัญหาสำคัญ คือ การแข่งขันราคาระหว่างผู้ค้าทุเรียนให้ต่ำที่สุดเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ส่งผลกระทบต่อเนื่องให้คุณภาพของทุเรียนในตลาดจีนต่ำลงตามไปด้วย บริษัทจึงมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาดังกล่าวผ่านโครงการด้านอี-คอมเมิร์ซ โดยติดป้ายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Label) บนทุเรียนแต่ละลูกเพื่อติดตามและยืนยันคุณภาพ รวมทั้งจะใช้แพลตฟอร์มของบริษัทให้ความรู้กับผู้บริโภคชาวจีนให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับการแยกแยะคุณภาพทุเรียนมากขึ้นด้วย

นายริชาร์ด กล่าวว่า เจดีดอทคอมจะนำเข้าสินค้าในกลุ่มผลไม้ สินค้าจากยางพารา สินค้าอุปโภคบริโภค และอาหารทะเล จากประเทศไทย รวมเป็นมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า และจะสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอีและเกษตรกรในการสร้างรายได้และแบรนด์ผลิตภัณฑ์ ทั้งยังพร้อมเสนอสินค้าไทยคุณภาพสู่ประเทศจีนเช่นเดียวกัน

ก.แรงงาน โรดโชว์ ขอกำลังใจเชียร์เยาวชนไทยแข่งขันฝีมืออาเซียน

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน นางถวิล เพิ่มเพียรสิน รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมการประชาสัมพันธ์งานแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 12 ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีภาค ว่าปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกกำลังเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ประเทศสมาชิกอาเซียนได้มีการปรับตัว เพื่อให้เข้าถึงผลประโยชน์ที่ควรจะได้รับเช่นกัน โดยได้ร่วมกันพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละประเทศ ทำให้แรงงานที่มีทักษะฝีมือได้ก้าวมามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนครั้งนี้ จึงต้องมีการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน โดยเฉพาะในระดับเยาวชนป้อนสู่อุตสาหกรรมหลักและอุตสาหกรรมรอง และสืบเนื่องจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 เห็นชอบให้กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงานเป็นเจ้าภาพจัดงานแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 12 ในปี 2561

นางถวิล กล่าวต่อไปว่า การแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน นอกจากเป็นเวทีสำคัญในการพิสูจน์ให้ทั่วโลกได้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนและแรงงานแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นให้เยาวชนเกิดความตื่นตัวที่จะพัฒนาทักษะฝีมือให้มีมาตรฐานที่สูงขึ้น และประเทศสมาชิกอาเซียนจำเป็นที่จะต้องร่วมแรงร่วมใจกันในการพัฒนาทักษะความสามารถของเยาวชน ที่จะเติบโตเป็นกำลังแรงงานทันต่อความเปลี่ยนแปลง และเป็นอนาคตของภูมิภาค กพร. ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพการแข่งขันในครั้งนี้ เพื่อเป็นกลไกที่จะช่วยขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นที่ยอมรับ ในการเป็นศูนย์กลางการประชุม และการจัดงานต่าง ๆ ซึ่งจะนำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม กพร. จึงได้จัดโครงการประชาสัมพันธ์งานแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 12 โดยมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายนักศึกษาสายอาชีพ งานช่างฝีมือต่างๆ เพื่อเป็นสร้างการรับรู้การประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ การประชาสัมพันธ์งานแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน ตลอดจนการสร้างแรงจูงใจและกระตุ้นการพัฒนาฝีมือแรงงานให้กับนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่ต้องการพัฒนา ทักษะ ฝีมือ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับนโยบายเร่งด่วนด้านการยกระดับทักษะฝีมือแรงงาน ของพลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานudhr60.org

“การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ จะช่วยกระตุ้นให้เยาวชน เกิดความตื่นตัวและสนใจที่จะพัฒนาทักษะฝีมือของตนให้ทันต่อเทคโนโลยี และทัดเทียมมาตรฐานสากล ซึ่งจะส่งผลให้เยาวชนเหล่านั้นได้ก้าวเข้าสู่การเป็นช่างฝีมือในตลาดแรงงานเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิต และบริการของประเทศในอนาคต โดยการแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 12 จะแข่งขันระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม 2กันยายนนี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2 – 3 อิมแพค เมืองทองธานี มีผู้ร่วมแข่งขันเป็นเยาวชนในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน จำนวน 337 คนใน 6 กลุ่มสาขาอาชีพ จำนวน 26 สาขา” รองอธิบดี กพร. กล่าว

 

ประชาคมอาเซียนประกอบด้วย 3 เสาหลัก

1. ประชาคมการเมืองความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political-Security Community หรือ APSC) ความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมืองเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาด้านอื่นๆ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนจึงเป็นเสาหลักความร่วมมือหนึ่งในสามเสาหลัก ที่เน้นการรวมตัวของอาเซียนเพื่อสร้างความมั่นใจ เสถียรภาพ และสันติภาพ ในภูมิภาค เพื่อให้ประชาชนในอาเซียนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และปราศจากภัยคุกคามด้านการทหาร และภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ เช่น ปัญหายาเสพติด และปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ประชาคมการเมืองความมั่นคงอาเซียนมีเป้าหมาย 3 ประการ ได้แก่

1.1 สร้างประชาคมให้มีค่านิยมร่วมกันในเรื่องของการเคารพความหลากหลายของแนวคิด และส่งเสริมให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางของนโยบายและกิจกรรมภายใต้เสาการเมืองและความมั่นคง

1.2 ให้อาเซียนสามารถเผชิญกับภัยคุกคามความมั่นคงในรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่และส่งเสริมความมั่นคงของมนุษย์

1.3 ให้อาเซียนมีปฎิสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและสร้างสรรค์กับประชาคมโลก โดยอาเซียนมีบทบาทเป็นผู้นำในภูมิภาค และจะช่วยส่งเสริมความมั่นคงของภูมิภาค นอกจากการมีเสถียรภาพทางการเมืองของภูมิภาคแล้ว ผลลัพธ์ประการสำคัญที่จะเกิดขึ้นจากการจัดตั้งประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ก็คือ การที่ประเทศสมาชิกอาเซียนจะมีกลไกและเครื่องมือที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับความมั่นคงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความขัดแย้งด้านการเมืองระหว่างรัฐสมาชิกกับรัฐสมาชิกด้วยกันเอง ซึ่งจะต้องแก้ไขโดยสันติวิธี หรือปัญหาภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งประเทศใดประเทศหนึ่งไม่สามารถแก้ไขได้โดยลำพัง เช่น การก่อการร้าย การลักลอบค้ายาเสพติด ปัญหาโจรสลัด และอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นต้น

2. ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community หรือ AEC)ท่ามกลางบริบททางเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศที่มีการแข่งขันสูง อันส่งผลให้ประเทศต่างๆ ต้องปรับตัวเองเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากระบบเศรษฐกิจโลก รวมถึงการ รวมกลุ่มการค้ากันของประเทศต่างๆ อาทิ สหภาพยุโรป และเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ ผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนได้เห็นชอบ ให้จัดตั้ง “ประชาคมเศรษฐกิจของอาเซียน” ภายในปี 2558 มีประสงค์ที่จะให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และสามารถแข่งขันกับภูมิภาคอื่นๆ ได้ โดยbjkdergisi.com

2.1 มุ่งที่จะจัดตั้งให้อาเซียนเป็นตลาดเดียวและเป็นฐานการผลิตร่วมกัน

2.2 มุ่งให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุน สินค้า การบริการ การลงทุน แรงงานฝีมือระหว่างประเทศสมาชิกโดยเสรี

2.3 ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียน (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม หรือ CLMV) เพื่อลดช่องว่างของระดับการพัฒนาของประเทศสมาชิกอาเซียน และช่วยให้ประเทศสมาชิกเหล่านี้ เข้าร่วมในกระบวนการรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียน ส่งเสริมให้อาเซียนสามารถรวมตัวเข้ากับประชาคมโลกได้อย่างไม่อยู่ในภาวะที่เสียเปรียบ และส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน

2.4 ส่งเสริมความร่วมมือในนโยบายการเงินและเศรษฐกิจมหภาค การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคม กรอบความร่วมมือด้านกฎหมาย การพัฒนาความร่วมมือด้านการเกษตร พลังงาน การท่องเที่ยว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยการยกระดับการศึกษาและการพัฒนาฝีมือ ประชาคมเศรษฐกิจของอาเซียน จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยขยายปริมาณการค้าและการลงทุนภายในภูมิภาค ลดการพึ่งพาตลาดในประเทศที่สาม สร้างอำนาจการต่อรองและศักยภาพในการแข่งขันของอาเซียนในเวทีเศรษฐกิจโลก เพิ่มสวัสดิการและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนของประเทศสมาชิกอาเซียน

 

3. ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community หรือASCC) มีเป้าหมายให้อาเซียนเป็นประชาคมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง สังคมที่เอื้ออาทรและแบ่งปัน ประชากรอาเซียนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีและมีการพัฒนาในทุกด้านเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน รวมทั้งส่งเสริมอัตลักษณ์ของอาเซียน โดยมี แผนปฏิบัติการด้านสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ระบุอยู่ในแผนปฏิบัติการเวียงจันทน์ ซึ่งประกอบด้วย ความร่วมมือใน 6 ด้าน ได้แก่

3.1 การพัฒนามนุษย์ (Human Development)

3.2 การคุ้มครองและสวัสดิการสังคม (Social Welfare and Protection)

3.3 สิทธิและความยุติธรรมทางสังคม (Social Justice and Rights)

3.4 ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Sustainability)

3.5 การสร้างอัตลักษณ์อาเซียน (Building and ASEAN Identity)

3.6 การลดช่องว่างทางการพัฒนา (Narrowing the Development Gap)

ความรู้เกี่ยวกับประชาคมอาเซียน

ประชาคมอาเซียน คือ
              ประชาคมอาเซียน  (ASEAN  Community)  คือ  การรวมตัวของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนให้เป็นชุมชนที่มีความแข็งแกร่ง  สามารถสร้างโอกาสและรับมือส่งท้าท้าย  ทั้งด้านการเมืองความมั่นคง  เศรษฐกิจ  และภัยคุกคามรูปแบบใหม่  โดยสมาชิกในชุมชนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดี  สามารถประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น  และสมาชิก  ในชุมชนมีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

จุดประสงค์หลักของอาเซียน
              ปฏิญญากรุงเทพฯ ได้ระบุวัตถุประสงค์สำคัญ 7 ประการของการจัดตั้งอาเซียน ได้แก่
              1.  ส่งเสริมความร่วมมือและความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และการบริหาร
              2.  ส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงส่วนภูมิภาค
              3.  เสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจพัฒนาการทางวัฒนธรรมในภูมิภาค
              4.  ส่งเสริมให้ประชาชนในอาเซียนมีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดี
              5. ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในรูปของการฝึกอบรมและการวิจัย และส่งเสริมการศึกษาด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
              6. เพิ่มประสิทธิภาพของการเกษตรและอุตสาหกรรม การขยายการค้า ตลอดจนการปรับปรุงการขนส่งและการคมนาคม
              7. เสริมสร้างความร่วมมืออาเซียนกับประเทศภายนอก องค์การ ความร่วมมือแห่งภูมิภาคอื่นๆ  และองค์การระหว่างประเทศ

ภาษาอาเซียน
              ภาษาทางการที่ใช้ในการติดต่อประสานงานระหว่างประเทศสมาชิก  คือ  ภาษาอังกฤษ

คำขวัญของอาเซียน
                                                        
“หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งเอกลักษณ์ หนึ่งประชาคม”
                                           (One Vision, One Identity, One Community)

อัตลักษณ์อาเซียน
             อาเซียนจะต้องส่งเสริมอัตลักษณ์ร่วมกันของตนและความรู้สึกเป็นเจ้าของในหมู่ประชาชนของตน  เพื่อให้บรรลุชะตา  เป้าหมาย  และคุณค่าร่วมกันของอาเซียน

สัญลักษณ์อาเซียน
              คือ   ดวงตราอาเซียนเป็น
รูปมัดรวงข้าว สีเหลืองบนพื้นวงกลม
สีแดงล้อมรอบด้วยวงกลมสีขาว  และสีน้ำเงิน
รวงข้าวสีเหลือง 10 ต้น หมายถึง ความใฝ่ฝันของบรรดาสมาชิกในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ทั้ง 10 ประเทศ  ให้มีอาเซียนที่ผูกพันกันอย่างมีมิตรภาพและเป็นหนึ่งเดียว
วงกลม  เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงเอกภาพของอาเซียน
ตัวอักษรคำว่า  asean  สีน้ำเงิน  อยู่ใต้ภาพรวงข้าว  แสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันเพื่อความมั่นคง  สันติภพ  เอกภาพ  และความก้าวหน้าของประเทศสมาชิกอาเซียน
สีเหลือง    :   หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง
สีแดง       :    หมายถึง ความกล้าหาญและการมีพลวัติ
สีขาว       :    หมายถึง ความบริสุทธิ์
สีน้ำเงิน    :    หมายถึง สันติภาพและความมั่นคง

ธงอาเซียน 
              ธงอาเซียนเป็นธงพื้นสีน้ำเงิน  มีดวงตราอาเซียนอยู่ตรงกลาง  แสดงถึงเสถียรภาพ  สันติภาพ  ความสามัคคี  และพลวัตของอาเซียน
สีของธงประกอบด้วย  สีน้ำเงิน  สีแดง  สีขาว  และสีเหลือง  ซึ่งเป็นสีหลักในธงชาติของบรรดาประเทศสมาชิกของอาเซียนทั้งหมด

วันอาเซียน
              ให้วันที่  8  สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันอาเซียน

เพลงประจำอาเซียน (ASEAN  Anthem)
              คือ  เพลง  ASEAN  WAY

กฎบัตรอาเซียน
              กฎบัตรอาเซียน  กำหนดให้อาเซียนและประเทศสมาชิกปฏิบัติตามหลักการดังต่อไปนี้
1.  เคารพเอกราช  อธิปไตย  ความเสมอภาค  บูรณภาพแห่งดินแดน  และอัตลักษณ์แห่งชาติของรัฐสมาชิกอาเซียนทั้งปวง
2.  ผูกพันและรับผิดชอบร่วมกันในการเพิ่มพูนสันติภาพ  ความมั่นคง  และความมั่งคั่งของภูมิภาค
3.  ไม่รุกรานหรือข่มขู่ว่าจะใช้กำลังหรือการกระทำอื่นใดในลักษณะที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ
4.  ระงับข้อพิพาทโดยสันติ
5.  ไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐสมาชิกอาเซียน
6.  เคารพสิทธิของรัฐสมาชิกทุกรัฐในการธำรงประชาชาติของตนโดยปราศจากการแทรกแซง  การบ่อนทำลาย  และการบังคับจากภายนอก
7.  ปรึกษาหารือที่เพิ่มพูนขึ้นในเรื่องที่มีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อผลประโยชน์ร่วมกันของอาเซียน
8.  ยึดมั่นต่อหลักนิติธรรม  ธรรมาภิบาล  หลักการประชาธิปไตยและรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ
9.  เคารพเสรีภาพพื้นฐาน  การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน  และการส่งเสริมความยุติธรรมทางสังคม
10.  ยึดถือกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ    รวมถึงกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ  ที่  รัฐสมาชิกอาเซียนยอมรับ
11.  ละเว้นจากการมีส่วนร่วมในการคุกคามอธิปไตย  บูรณภาพแห่งดินแดนหรือเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจของรัฐสมาชิกอาเซียน
12. เคารพในวัฒนธรรม  ภาษา  และศาสนาที่แตกต่างของประชาชนอาเซียน
13.  มีส่วนร่วมกับอาเซียนในการสร้างความสัมพันธ์กับภายนอกทั้งในด้านการเมือง  เศรษฐกิจ  และสังคม  โดยไม่ปิดกั้นและไม่เลือกปฏิบัติ
14. ยึดมั่นในกฎการค้าพหุภาคีและระบอบของอาเซียน


               

ประเทศไทยจะได้ประโยชน์อะไรจาก AEC (ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน)
           ประชาคมอาเซียนที่จะถือกำเนิดในปี 2558 นั้น คนไทยจะได้ประโยชน์อะไร แน่นอนเราคงอยากทราบ แต่ในชั้นนี้ขอจำกัดเฉพาะทางเศรษฐกิจก่อน

              ประการแรก ไทยจะ “มีหน้ามีตาและฐานะ” เด่นขึ้นประชาคมอาเซียนจะทำให้เศรษฐกิจ “ของเรา” มีมูลค่ารวมกัน 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีขนาดใหญ่อันดับ 9 ของโลก ยังประโยชน์แก่คนไทยทุกคนที่จะได้ยืนอย่างสง่างาม “ยิ้มสยาม” จะคมชัดขึ้น

              ประการที่สอง การค้าระหว่างไทยกับประเทศอาเซียนจะคล่องและขยายตัวมากขึ้น กำแพงภาษีจะลดลงจนเกือบจะหมดไป เพราะ 10 ตลาดกลายเป็นตลาดเดียว ผู้ผลิตจะส่งสินค้าไปขายในตลาดนี้และขยับขยายธุรกิจของตนง่ายขึ้น ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็จะมีทางเลือกมากขึ้นราคาสินค้าจะถูกลง

              ประการที่สาม ตลาดของเราจะใหญ่ขึ้น แทนที่จะเป็นตลาดของคน 67 ล้านคน ก็จะกลายเป็นตลาดของคน 590 ล้านคน ซึ่งจะทำให้ไทยกลายเป็นแหล่งลงทุนที่น่าสนใจ เพราะสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยสามารถส่งออกไปยังอีกเก้าประเทศได้ราวกับส่งไปขายต่างจังหวัด ซึ่งก็จะช่วยให้เราสามารถแข่งขันกับจีนและอินเดียในการดึงดูดการลงทุนได้มากขึ้น

              ประการที่สี่ความเป็นประชาคมจะทำให้มีการพัฒนาเครือข่ายการสื่อสารคมนาคมระหว่างกันเพื่อประโยชน์ด้านการค้าและการลงทุน แต่ก็ยังผลพลอยได้ในแง่การไปมาหาสู่กัน ซึ่งก็จะช่วยให้คนในอาเซียนมีปฏิสัมพันธ์กัน รู้จักกัน และสนิทแน่นแฟ้นกันมากขึ้น เป็นผลดีต่อสันติสุข ความเข้าใจอันดีและความร่วมมือกันโดยรวม นับเป็นผลทางสร้างสรรค์ในหลายมิติด้วยกัน

              ประการที่ห้า โดยที่ ไทยตั้งอยู่ในจุดกึ่งกลางบนภาคพื้นแผ่นดินใหญ่อาเซียน ประเทศไทยย่อมได้รับประโยชน์จากปริมาณการคมนาคมขนส่งที่จะเพิ่มขึ้นในอาเซียนและระหว่างอาเซียนกับจีน (และอินเดีย) มากยิ่งกว่าประเทศอื่นๆ
บริษัทด้านขนส่ง คลังสินค้า ปั๊มน้ำมัน ฯลฯ จะได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน จริงอยู่ ประชาคมอาเซียนจะยังผลทั้งด้านบวกและลบต่อประเทศไทย ขึ้นอยู่กับพวกเราคนไทยจะเตรียมตัวอย่างไร แต่ผลทางบวกนั้นจะชัดเจน เป็นรูปธรรมและจับต้องได้

 

รมว.ดิจิทัลฯ นำคณะสื่อมวลชนไทย – จีน ลงพื้นที่เยี่ยมชมเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2561 ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นำคณะสื่อมวลชนไทย – จีน ลงพื้นที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เยี่ยมชมเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (Digital Park Thailand) บนพื้นที่ 830 ไร่ ภายในพื้นที่โครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก EEC : Eastern Economic Corridor (EEC) โดย Digital Park Thailand นับเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งเพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางความเจริญในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งกลุ่มโครงการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่รัฐบาลตั้งใจพัฒนาให้เกิดการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์แบบไร้รอยต่อในภูมิภาค ประกอบด้วย โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ – ระยอง เพื่อเชื่อมโยง 3 สนามบิน คือ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานอู่ตะเภา ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการเชื่อมต่อกับกลุ่มประเทศ CLMV ผลักดันสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคbjkdergisi.com
นอกจากนี้ ยังมีโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ส่วนต่อขยาย (มาบตาพุด) และโครงการรถไฟรางคู่ (สถานีมาบตาพุด) ทั้งนี้ Digital Park Thailand ยังถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญด้านการสื่อสารความเร็วสูงของไทย เนื่องจากเป็นที่ตั้งของสถานีดาวเทียมและสถานีเคเบิลใต้น้ำ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของการเชื่อมต่อโครงข่ายใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) ภายในประเทศกับต่างประเทศ เปรียบเสมือนศูนย์กลางอินเทอร์เน็ต (Internet Hub) ของกลุ่มประเทศใน AEC ซึ่งหากพิจารณาตามสถานที่ตั้งของประเทศไทยถือเป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาค ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งในการพัฒนาธุรกิจด้านดิจิทัลอย่างจริงจัง

ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีผู้ให้บริการการเดินอากาศ

บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม CANSO Asia Pacific Conference การประชุม CANSO Global ATM Summit การประชุม Annual General Meeting (AGM) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 7 – 14 มิถุนายน 2561 ณ โรงแรม ดิ แอทธินี กรุงเทพมหานคร โดยหัวข้อหลักของการประชุมของปีนี้ คือ “Digitisation and Big Data is Everywhere … but Where Exactly in ATM?” ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดการประชุม Global ATM Summit ในวันนี้ (11 มิ.ย.2561)
การประชุมครั้งนี้จะหารือถึงแนวทางความร่วมมือนำ Big Data มาใช้บริหารจัดการจราจรทางอากาศ โดยมีผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานที่ให้บริการจราจรทางอากาศจากทุกภูมิภาคทั่วโลกมาหารือเกี่ยวกับปัญหาข้อจำกัด รวมทั้งแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและหารือแนวทางในการปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practice) และร่วมกันกำหนดทิศทางด้านการให้บริการจราจรทางอากาศ ที่มุ่งเน้นเรื่องการแลกเปลี่ยนและเชื่อมโยงข้อมูล Big Data เพื่อบริหารต้นทุนและบริหารจัดการด้านความปลอดภัยมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และยังส่งผลดีต่อหน่วยงานการบินของไทยได้ร่วมกำหนดทิศทางการดำเนินงานด้านการบิน เพื่อพร้อมรองรับการเติบโตและความท้าทายต่าง ๆ
ผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ประกอบด้วย ผู้ให้บริการการเดินอากาศ (ANSP) จากทุกภูมิภาคทั่วโลก ทั้งจากยุโรป เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี สเปน อิตาลี เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฮังการี ออสเตรีย เช็ก จากเอเชียแปซิฟิก เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ เวียดนาม มองโกเลีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา จากลาตินอเมริกา เช่น บราซิล จากแอฟริกา เช่น เคนยา แทนซาเนีย และแอฟริกาใต้ นอกจากนี้ ยังมีบริษัทผู้ผลิตระบบอุปกรณ์/เทคโนโลยีด้านการบินเข้าร่วมด้วย เช่น Aireon (ผู้ผลิต/ให้บริการระบบติดตามอากาศยาน) Northrop Grumman (ผู้ผลิตเทคโนโลยีการบินและอวกาศ) Deloitte (ผู้ผลิต/ให้บริการเทคโนโลยีการบินทั้งในส่วนของภาคพื้นและภาคอากาศ) Saab Digital Air Traffic Solutions (ผู้ให้บริการ/ให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีการบริหารจราจรทางอากาศ) Helios (ผู้ผลิต/ให้บริการระบบบริหารจราจรทางอากาศ) MITRE (ผู้ให้บริการวิจัยด้านการบิน) รวมทั้งยังมีผู้แทนจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) สมาพันธ์ผู้ควบคุมจราจรทางอากาศนานาชาติ (International Federation of Air Traffic Controllers’ Associations: IFATCA) สมาพันธ์นักบินนานาชาติ (International Federation of Air Line Pilots’ Associations: IFALPA) และสายการบินต่าง ๆ

ครั้งเดียวของอาเซียน : กาลครั้งหนึ่งที่ อินโดนีเซีย ไปฟุตบอลโลก

หลายคนอาจยังไม่รู้ หรือคิดไม่ถึงมาก่อนว่า ชาติแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้ไปโชว์ฝีเท้าในรายการ ฟุตบอลโลก ก็คือ ทีมชาติอินโดนีเซีย แถมยังเป็นชาติแรกในทวีปเอเชียที่ได้ไปแข่งมหกรรมลูกหนังโลกครั้งนั้น
ซึ่งตอนนั้นขุนพลแดนอิเหนา ส่งทีมเข้าแข่งขันในนาม ดัตช์ อีสต์ อินดี้ส์ ซึ่งมีที่มาจากการที่ อินโดนีเซีย เป็นเมืองขึ้นของฮอลันดา หรือ ฮอลแลนด์ หรือ เนเธอร์แลนด์ นั่นเอง อย่างไรก็ตามผู้เล่นชุดนั้นส่วนใหญ่ก็มีพื้นเพเป็นชาวอินโดแทบทั้งทีม ซึ่งวันนี้เมื่อ 80 ปีที่แล้วพวกเขาลงสนามเกมแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก

 

สำหรับฟุตบอลโลกครั้งนั้นจัดขึ้นเมื่อปี 1938 ที่ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ ซึ่ง ดัตช์ อีสต์ อินดี้ส์ ต้องเดินทางข้ามซีกโลกกว่า 11,000 กิโลเมตร ด้วยการนั่งเรือเดินสมุทรไปยังกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศฮอลแลนด์ เพื่อนั่งรถไฟต่อไปยัง กรุงปารีส และมุ่งสู่เมืองมาร์กเซย์ ซึ่งใช้เป็นสังเวียนทำการแข่งขันbjkdergisi.com
ดัตช์ อีสต์ อินดี้ส์ ได้ลงสนามเพียงเกมเดียวด้วยการพ่ายรองแชมป์โลกในตอนนั้นอย่าง ทีมชาติฮังการี ไปด้วยสกอร์ 0-6 ก่อนจะขอถอนทีมออกจากการแข่งขัน ปฏิเสธที่จะลงเล่นกับ ทีมชาติญี่ปุ่น และ ทีมชาติสหรัฐอเมริกา
สำหรับยูนิฟอร์มของพวกเขานิยมใช้เสื้อสีส้มตามแบบฉบับแผ่นดินแม่อย่างฮอลันดา นอกจากนี้ อัคชมาด นาเวียร์ กัปตันทีมแดนอิเหนายังกลายเป็นผู้เล่นคนแรกที่ได้รับอนุญาตให้สวมแว่นตาลงสนามในฟุตบอลโลกด้วย ซึ่งเจ้าตัวมีอาชีพหลักก็คือแพทย์ นั่นทำให้ต้องสวมแว่นลงสนาม ก่อนที่อีก 60 ปีต่อมา เอ็ดการ์ ดาวิดส์ ตำนานกองกลางทีมชาติฮอลแลนด์จะเป็นผู้เล่นที่สวมแว่นตาลงเล่นในเวิล์ดคัพ 1998 เป็นรายต่อมา ซึ่งการปรากฏตัวของแข้งที่สวมแว่นทั้งสองคน บังเอิญเกิดขึ้นที่ฝรั่งเศสเหมือนกันพอดี
และนั่นคือครั้งแรก ครั้งเดียว และ ครั้งสุดท้ายที่ ดัตช์ อีสต์ อินดี้ส์ ได้ไปลุยศึกฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ก่อนที่ อินโดนีเซีย จะประกาศเอกราชแยกตัวออกมาจาก ฮอลันดา และก่อตั้งสมาคมฟุตบอลเป็นของตัวเองและเข้าร่วมเป็นสมาชิกของฟีฟ่าในปี 1954 หลังจากนั้น อินโดนีเซีย ก็ไม่เคยได้เข้าใกล้ฟุตบอลโลกอีกเลย