Slider

เสน่ห์เมือง ‘เว้’

จังหวัดเถื่อเทียน-เว้ หรือที่คนไทยรู้จักในนามเมืองเว้ เมืองมรดกโลก สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งของเวียดนาม ตั้งอยู่ภาคกลางของประเทศ โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในจังหวัดมากกว่า 3 ล้านคน/ปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลจากสถานกงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์ เปิดเผยว่า ในปี 2559 มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในจังหวัดเถื่อเทียน-เว้ ทั้งสิ้น 3,162,800 คน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวเวียดนาม 1,597,996 คน และชาวต่างชาติ 1,564,804 คน ขณะที่ช่วงเดือน ม.ค.-มิ.ย. 2560 มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางมายังเว้ 2.7 ล้านคน ส่งผลให้ภาคธุรกิจบริการเติบโตขึ้น 6.26% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560

นอกจากนี้ ปัจจัยการเติบโตของธุรกิจบริการและการท่องเที่ยว มีสาเหตุจากการสนับสนุนของรัฐบาล ตามแผนพัฒนาปี 2559-2563 ที่เน้นพัฒนาจังหวัดเถื่อเทียน-เว้ ใน 4 ด้านหลัก ประกอบด้วย 1.การพัฒนาการท่องเที่ยว-บริการ 2.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาด้านเทคนิคและอุตสาหกรรม 3.การก่อสร้างชนบทใหม่ และ 4.การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

ทั้งนี้ กรมการท่องเที่ยวท้องถิ่น เปิดเผยว่า กรมการท่องเที่ยวได้เพิ่มทางเลือกที่พักผ่อนหย่อนใจในช่วงกลางคืนเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ค้างคืนใน
เมืองเว้มากขึ้น เนื่องจากเดิมเว้มีสถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ ในช่วงกลางวันเท่านั้น รวมถึงเพิ่มมาตรการความปลอดภัย ติดไฟสว่างทั่วทุกพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว

ขณะที่ข้อมูลจากสำนักข่าวท้องถิ่นเวียดนามนิวส์ ระบุว่า ในช่วงเดือน ม.ค.-เม.ย. 2561 มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าชมเมืองเว้จำนวน 1.9 ล้านคน เพิ่มขึ้น 12.7% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดือน ม.ค.-เม.ย. 2560 ทั้งนี้ในจำนวนนักท่องเที่ยว 1.9 ล้านคน เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 757,000คน และจากการพัฒนาส่งเสริมของทั้งภาครัฐและเอกชนในพื้นที่เมืองเว้ส่งผลให้อัตราการค้างคืนในเมืองเว้เพิ่มขึ้นถึง 15.9% ในช่วงเดือน ม.ค.-เม.ย. 2561 ซึ่งนอกเหนือจากการท่องเที่ยวในเมืองเว้แล้วนั้น นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางท่องเที่ยวต่อไปยังเมืองดานัง ฮอยอัน และกว๋างบิ่งudhr60.org

นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่สนับสนุนให้นักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น คือวันหยุดทางราชการ โดยพบว่าช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ เวียดนามมีวันหยุดยาวติดต่อกันถึง 2 ครั้ง ได้แก่ เทศกาลตรุษจีน (Luner New Year) ซึ่งหยุดติดต่อกัน 9 วัน และวัน Reunification day ซึ่งเป็นวันหยุดประจำชาติของเวียดนาม และวันกรรมกรสากล (May Day) หรือวันแรงงานแห่ง ซึ่งหยุดติดต่อกัน 4 วัน ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ซึ่งเฉพาะเดือน เม.ย. 2561 มีจำนวนนักท่องเที่ยวเยี่ยมชมเมืองเว้ 4 แสนคน ประกอบกับเว้ได้จัดเทศกาลเว้ 2018 ระหว่างวันที่ 27 เม.ย. 2561-2 พ.ค. 2561 ที่ตรงกับช่วงวันหยุด Reunification Day ส่งผลให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาหนาแน่น

เหงวียน วัน ฟุ๊ค รองผู้อำนวยการกรมท่องเที่ยวท้องถิ่น เปิดเผยว่า เว้พยายามรองรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น ในช่วงเดือน 8 ที่เหลือของปีนี้ ด้วยความพยายามพัฒนานวัตกรรมการท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ในเดือน เม.ย. 2561 เว้ได้เปิดตัวรีสอร์ทแห่งใหม่ที่มีน้ำพุร้อนจากธรรมชาตินำเสนอบริการการท่องเที่ยวด้านสุขภาพ ถือเป็นผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่มอบประสบการณ์ให้กับนักท่องเที่ยว

สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในเมืองเว้ ได้แก่ วัดเทียน มุ (Thiên Mụ) สร้างขึ้นในปี 2144 (ค.ศ. 1601) จุดเด่นคือสถาปัตยกรรมเจดีย์ทรง 8 เหลี่ยม 7 ชั้น ที่รับอิทธิพลมาจากพุทธศาสนานิกายเซน สุสานจักรพรรดิมินห์มาง ก่อสร้างขึ้นในปี 2383 (ค.ศ. 1840) กษัตริย์ผู้ยึดถือการปกครองและบริหารแบบจีน ส่งผลให้ศิลปะในยุคนั้นมีลักษณะคล้ายจีน โดยจุดเด่นคือบริเวณลานกว้างที่มีรูปสลักหินของเหล่าบรรดาช้าง ม้า ทหาร และขุนนาง นอกจากนี้ยังมีสุสานจักรพรรดิไคดิงห์ สุสานจักรพรรดิตือดึ๊ก และสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอีกมากมาย

จัดเต็ม! แข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 12 หวังกระตุ้นเยาวชน

พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยในการแถลงข่าวว่าการแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งของประเทศสมาชิกอาเซียน โดยจัดการแข่งขันครั้งแรกในปี 2538 จนถึงปัจจุบัน เพื่อกระตุ้นให้เยาวชนและกำลังแรงงานในภูมิภาคอาเซียนเกิดความตื่นตัวและสนใจที่จะพัฒนาทักษะของตนให้ทันต่อเทคโนโลยีและทัดเทียมมาตรฐานสากล ส่งผลให้เยาวชนได้ก้าวเข้าสู่การเป็นช่างฝีมือในตลาดแรงงานเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและบริการของประเทศในอนาคต สำหรับการแข่งขันครั้งนี้เป็นครั้งที่ 12 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการแข่งขัน ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดยจะมีพิธีเปิดในวันที่ 30 สิงหาคม 2561 แข่งขันระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม- 2 กันยายนนี้ และมีพิธีปิดในวันที่ 4 กันยายน 2561 จัดแข่งขัน 26 สาขาอาชีพ จำนวน 6 กลุ่ม ได้แก่ (1) กลุ่มสาขาอาชีพเทคโนโลยีอุตสาหกรรมการผลิต (2) กลุ่มสาขาอาชีพเทคโนโลยีการสื่อสารสาขาเว็บดีไซน์ สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ (3) กลุ่มสาขาอาชีพแฟชั่นและครีเอทีฟ (4) กลุ่มสาขาอาชีพขนส่งและโลจิสติกส์ (5) กลุ่มสาขาอาชีพเทคโนโลยีก่อสร้างและอาคาร และ (6) กลุ่มสาขาบริการส่วนบุคคลและสังคม ในช่วงของงานแข่งขันฯ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประมาณเกือบ 3 หมื่นคน ได้แก่ เยาวชนที่เข้าแข่งขันจาก 10 ประเทศ เจ้าหน้าและคณะกรรมการจากอาเซียนและไทย และผู้ชมการแข่งขัน

พลตำรวจเอก อดุลย์ กล่าวต่อไปว่าการแข่งขันครั้งนี้ทางกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน ในฐานะเจ้าภาพหลักได้ใช้แนวทางประชารัฐร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ในการจัดการแข่งขัน ซึ่งจากการประชุมคณะกรรมการจัดงานแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน คร้งที่ 12 ครั้งที่ 1/2561 ทำให้ทราบว่ามีความคืบหน้าเป็นอย่างมากทั้งด้านการแข่งขัน ด้านอำนวยการ ด้านพิธีการ ด้านวิชาการ ด้านประชาสัมพันธ์ กิจกรรมประชุมวิชาการ ASEAN TVET Conference  และกิจกรรม One School One Country เป็นต้น โดยทุกกิจกรรมได้รับความร่วมมือที่ดีจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งในเรื่องของสถานที่ เครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์ และวัสดุ เพื่อให้งานแข่งขันฯ ออกมาอย่างสมบรูณ์แบบ และเป็นที่ประทับใจชาติสมาชิกอาเซียนbjkdergisi.com

“การที่ไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ เป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติอย่างมาก เนื่องจากจะมีการนำเทคโนโลยี วิธีการ และรูปแบบการแข่งขัน มาเป็นต้นแบบในการจัดงานแข่งขันฝีมือแห่งชาติ และถ่ายทอดทักษะความรู้ที่ได้จากการแข่งขันไปสู่หน่วยงานในสังกัดสถาบันและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ การจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมในการพัฒนาทักษะคนทำงาน และขณะเดียวกันเป็นการกระตุ้นให้เยาวชน ช่างฝีมือ และประชาชนทั่วไป เกิดความกระตือรืนร้นในการพัฒนาทักษะฝีมือตนเอง ส่งเสริมให้ประเทศมีความเข้มแข็งทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ส่วนประเทศสมาชิกมีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้านทักษะฝีมือ สังคม และวัฒนธรรม เป็นการสร้างมิตรภาพและความเข้าใจอันดีต่อกัน” รมว.แรงงาน กล่าว

กัมพูชาจับช่างตัดผมวัย 70 ปี โพสต์หมิ่นกษัตริย์รายสอง

หนังสือพิมพ์พนมเปญโพสต์ รายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดเสียมราฐของกัมพูชา สามารถจับกุมตัวช่างตัดผมวัย 70 ปีข้อหาแชร์รูปและข้อความหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์บนเฟซบุ๊กได้แล้ว หลังตามล่าตัวมานานกว่าสัปดาห์ โดยเบื้องต้น ผู้ต้องหาจะถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำทางตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัดเสียมราฐ ระหว่างการสืบสวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิด ซึ่งหากเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง เขาอาจต้องโทษจำคุกไม่เกินห้าปีและถูกปรับสูงสุด เกือบ 80,000 บาทbjkdergisi.com

ทั้งนี้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กัมพูชาจับกุมผู้ที่มีความผิดเกี่ยวข้องกับการหมิ่นกษัตริย์  เพราะเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีการจับกุมครูใหญ่ของโรงเรียนประถมศึกษาจากจากการโพสต์ความเห็นบนเฟซบุ๊กกล่าวหากษัตริย์กัมพูชาและสมาชิกของราชวงศ์ว่ามีส่วนข้องเกี่ยวกับการสั่งยุบพรรคกู้ชาติ หรือ ซีเอ็นอาร์พี พรรคฝ่ายค้านของกัมพูชาเมื่อปลายปีที่แล้วเช่นกัน

“สมคิด”ดันไทยฮับสตาร์ทอัพอาเซียน

“สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” สั่งทุกหน่วยงานร่วมปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มจำนวนเอสเอ็มอีให้เป็นรากฐานที่เข้มแข็ง ตั้งเป้าแข่งสิงคโปร์ ยกระดับไทยเป็นฮับสตาร์ทอัพเอสเอ็มอีของอาเซียน

 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในงาน “SME Transform พร้อมเปลี่ยน ประชารัฐร่วมใจ เชื่อม SME ไทยสู่สากล” ว่า ปัจจุบันไทยมีเอสเอ็มอีจำนวนกว่า 3 ล้านราย คิดเป็น 99.7% ของจำนวนวิสาหกิจทั่วประเทศ ก่อให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 10 ล้านคน นับเป็นห่วงโซ่การผลิตและเป็นรากฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศที่แท้จริง ซึ่งรัฐบาลพร้อมผลักดันเอสเอ็มอีให้เติบโตมากขึ้นกว่านี้ให้ได้ เพื่อจะทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีความแข็งแกร่งมากขึ้นจากผู้ประกอบการขนาดเล็ก

ในขณะนี้ เป้าหมายที่สำคัญที่สุดของกระทรวงอุตสาหกรรม ก็คือการสร้างผู้ประกอบการใหม่ให้เกิดขึ้นได้มากที่สุด มีความเข้มแข็ง รวมทั้งลงลึกสู่ธุรกิจใหม่ๆ ในด้านเอสเอ็มอีเกษตรและบริการ โดยรัฐบาลนี้ได้ทุกกระทรวงเข้ามาทำงานร่วมกันโดยมีเป้าหมายเดียวก็คือการสร้างเอสเอ็มอีใหม่ๆ เช่น กระทรวงพาณิชย์ มุ่งที่จะสร้างธุรกิจใหม่ๆ และขยายการค้าอีคอมเมิร์ชและการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะเน้นในเรื่องการขับเคลื่อนนวัตกรรมให้เปลี่ยนมาเป็ฯมูลค่าเชิงพาณิชย์ สร้างเด็นรุ่นใหม่ที่มีฐานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มายกระดับเทคโนโลยีใหม่ๆ

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะเน้นนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล รวมทั้งดึงภาคเอกชนต่างๆมาร่วมกันเป็นประชารัฐเพื่อปฏิรูปประเทศ ในขณะที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะต้องร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และมหาวิทยาลัยต่างๆ เร่งสร้างนักศึกษาให้เป็นผู้ประกอบการสตาร์ทอัพudhr60.org

โดยแกนหลักของการปฏิรูปเศรษฐกิจ ก็คือ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลได้ปรับแนวคิดจากเดิมที่มุ่งเน้นการลงทุนของธุรกิจขนาดใหญ่ ไปสู่การสร้างผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสตาร์อัพจำนวนมากให้มีความเข้มแข็ง โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่จะต้องปรับเปลี่ยนบทบาทให้ความสำคัญสตาร์ทอัพรายใหม่ ซึ่งจะใช้แต่เพียงมาตรการด้านภาษีอย่างเดียวคงจะไม่พอ จะต้องหามาตรการใหม่ๆเพื่อจูงใจให้รายย่อยเกิดการลงทุน เช่น การหาเม็ดเงินเข้ามาสนับสนุนเอสเอ็มอี โดยการดึงดูดเวนเจอร์แคปปิตอลต่างชาติให้เข้ามาลงทุน เป็นต้น

นายสมคิด กล่าวว่า ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 จะใช้ทุกกลไกที่มีอยู่ผลักดันให้ไทยเป็นฮับสตาร์ทอัพเอสเอ็มอีของอาเซียนแข่งกับสิงคโปร์ อะไรที่เป็นอุปสรรคกีดขวางต้องได้รับการแก้ไข กฎหมายฉบับใดล้าสมัยต้องได้รับการปรับปรุงให้สนับสนุนการดำเนินงานของผู้ประกอบการ ซึ่งมั่นใจในศักยภาพของผู้ประกอบการไทย โดยมองว่าอีก 4-5 ปีข้างหน้าจะเป็นโอกาสของธุรกิจไทย อะไรที่กีดขวางหรือเป็นอุปสรรคขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไข เช่น กฏหมายที่เกี่ยวข้อง การจดทะเบียน การเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยขอให้มีความคืบหน้าในช่วงเวลาก่อนเลือกตั้ง รวมทั้งร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ตลอดจาขยายความร่วมมือไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเอสเอ็มอีให้มีประสิทธิภาพ

“รัฐบาลนี้เหลือเวลาทำงานเพียง 6 เดือน เรามีเวลาไม่มาก จึงอยากให้ข้าราชการร่วมมืออย่างเต็มที่ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะต้องเป็นตัวหลักในการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ร่วมกับกระทรวงอื่นๆ ทำภารกิจนี้ จะต้องเป็นที่พึ่งพาเอสเอ็มอีในทุกๆเรื่อง”

ทั้งนี้รัฐบาลตั้งเป้ายกระดับเอสเอ็มอีไทย สู่ Smart Enterprise เปลี่ยนจาก ทำมากได้น้อยเป็นทำน้อยได้มาก โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายดันจีพีเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 36% เป็นไม่น้อยกว่า 50% ภายในปี 2564 โดยได้เน้นใน 4 เรื่องหลักๆที่สำคัญ ได้แก่

1. เงินทุน เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ซึ่งที่ผ่านมาเอสเอ็มอีส่วนใหญ่เข้าถึงได้ยาก โดยจะให้ธนาคารเข้าไปลงทุนในเรื่องบิ๊กดาต้า และปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบบิ๊กดาต้า เพื่อดูข้อมูลผลประกอบการ สถานทางการเงิน และประวัติต่างๆอย่างละเอียด เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการปล่อยสินเชื่อ โดยไม่ต้องอาศัยหลักทรัพย์ค้ำประกัน

2. เทคโนโลยี ถ้าเอสเอ็มอีไม่ปรับปรุงในด้านนี้จะมีต้นทุนการผลิตสูง และหาเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตได้ยากขึ้น เพราะโลกได้ปรับไปสู่การค้าระบบดิจิทัล ดังนั้นจะต้องผลักดันให้เอสเอ็มอีเข้าสู่ระบบการค้าดิจิทัลให้ได้ นอกจากนี้ กระทรวอุตสาหกรรมก็มีศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (ไอทีซี) ซึ่งจะมีกองทุนต่างๆให้ความช่วยเหลือ

3. โค้ชชิ่ง เป็นเรื่องสำคัญที่สุด สถาบันการเงินจะต้องปรับวิธีการปล่อยสินเชื่อ จะต้องเน้นไปสู่ธุรกิจเอสเอ็มอี พร้อมๆกับการเข้าไปฝึกสอนให้เอสเอ็มอีเข้มแข็ง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของธนาคาร และเอสเอ็มอีก็จะเติบโตอย่างเข้มแข็งเป็นลูกค้าระยะยาวต่อไป โดยในอนาคตหากธนาคารไม่เกาะกระแสปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอี ก็จะเสียส่วนแบ่งการตลาดไปแน่นอน

4. บิ๊กดาต้า เอสเอ็มอีจะต้องมีข้อมูลข่าวสารเชิงลึก เพื่อที่จะได้รู้ว่าตลาดมีแนวโน้มเปลี่ยนไปอย่างไร ตลาดที่น่าสนใจอยู่ที่ไหน โอกาสของธุรกิจะเป็นเช่นไร ภาครัฐจะต้องมีข้อมูลในเชิงลึกของทุกภาคธุรกิจ และบริการ จะต้องเชื่อมโยงข้อมูลไปยังเว็บไซด์ต่างๆ เพื่อให้เอสเอ็มอีเห็นช่องทางการค้ารู้ว่าควรจะผลิตอะไร ผลิตให้ใคร

นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) กล่าวว่า ธพว. ได้ออกสินเชื่อเพื่อเอสเอ็มอีคนตัวเล็ก สำหรับผู้ประกอบการสตาร์อัพเอสเอ็มอีรายใหม่ มีวงเงินรวม 8 พันล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเพียง 1% วงเงินรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือจ่ายคืนเพียงวันละ 40 กว่าบาท และหากสตาร์ทอัพเอสเอ็มอีรายใด ใช้ระยะเวลาเริ่มธุรกิจที่ยาวนาน ก็สามารถชำระเพียงดอกเบี้ย ปลอดเงินต้นได้ 3 ปี หรือใน 3 ปีแรกจ่ายวันละเพียง 2.75 บาท ซึ่งสินเชื่อนี้จะใช้เวลาพิจารณาเพียง 7 วัน

ทั้งนี้ ยังเปิดโอกาสพิเศษ สตาร์ทอัพเอสเอ็มอีที่พึ่งเริ่มต้นธุรกิจ สามารถเข้ามาขอสินเชื่อได้โดยไม่ต้องมีอะไรมาค้ำประกัน แต่เอสเอ็มอีที่ขอสินเชื่อจะต้องเป็นนิติบุคลที่เข้าระบบของกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) หรือบริษัทจำกัด เป็นต้น รวมทั้งจะต้องเคยเข้าโครงการอบรมบ่มเพาะต่างๆของกระทรวงอุตสาหกรรม โครงการของอุทยานวิทยาศาสตร์ และสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อพิสูจน์ได้ว่าเป็นเอสเอ็มอีที่ดำเนินธุรกิจจริง

นอกจากนี้ ธพว. จะสนับสนุนเอสเอ็มอีเกษตร ต่อยอดจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธ.ก.ส. เนื่องจากจะยกระดับเกษตรกรให้พ้นจากความยากจนได้ จะต้องยกระดับไปสู่การแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเกษตรกรที่จะเข้าร่วมจะต้องเป็นนิติบุคคล และผ่านการรับรองของสถาบันเกษตรกร เพื่อยืนยันว่าเป็นเกษตรกรตัวจริง

โดยในปัจจุบัน กองทุน 8 พันล้านบาท มีเอสเอ็มอีเข้ามาขอสินเชื่อแล้วประมาณ 2 พันล้านบาท และมีข้อตกลงให้กับ ธ.ก.ส. 1 พันล้านบาท คงเหลือวงเงินปล่อยกู้ได้อีกประมาณ 5 พันล้านบาท คาดว่าจะปล่อยสินเชื่อได้หมดภายในเดือน ธ.ค.นี้ จากนั้นจะทบทวนโครงการว่าได้ผลดีแค่ไหน หากประสบผลสำเร็จก็จะของบประมาณจากรัฐบาล เพื่อใช้ในโครงการนี้ต่อไป

 

พลังสตรีอาเซียน ก้าวสู่โลกยุคดิจิตอล

เมื่อเร็วๆ นี้ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานกล่าวต้อนรับเนื่องในพิธีส่ง-รับมอบตำแหน่งประธานเครือข่ายผู้ประกอบการสตรีอาเซียนสากล ให้ คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ประธานเครือข่ายผู้ประกอบการสตรีอาเซียน ประเทศไทย (AWEN Thailand) และประธานสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยฯ (BPW Thailand) จาก นางปาซิตา ยู ฆวน ประธานเครือข่ายผู้ประกอบการสตรีอาเซียน ฟิลิปปินส์

“AWEN” (ASEAN Women Entrepreneurs Network) เป็นองค์กรสตรีภาคเอกชนที่จัดตั้งขึ้นจากการรวมตัวกันเป็นเครือข่าย ผู้ประกอบการสตรีในภูมิภาคอาเซียน เพื่อสร้างความพร้อมในการเป็นองค์กรนำพัฒนาและผลักดันให้เกิดกิจกรรมความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เสริมพลังผู้ประกอบการสตรีระดับภูมิภาคอาเซียน โดยประเทศสมาชิกหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพจัดประชุมและจัดกิจกรรมทุกสองปี

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) แต่งตั้งให้ คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ประธานสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์เป็นแกนประสานเครือข่ายของ AWEN เมื่อเดือนกันยายน 2559 และ ก่อตั้งเครือข่าย AWEN Thailand เพื่อดำเนินการให้สอดรับกับ AWEN สากล โดยประเทศไทยเข้ารับมอบตำแหน่งประธาน AWEN สากล พร้อมเป็นเจ้าภาพต่อจากประเทศฟิลิปปินส์ ในปี 2018-2020bjkdergisi.com

คุณหญิงณัฐิกากล่าวว่า ปี 2018-2020 ในการรับตำแหน่งประธาน AWEN สากล ประเทศไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเครือข่ายผู้ประกอบการสตรีในภูมิภาคอาเซียน โดยคณะกรรมการและคณะทำงานของ AWEN ประเทศไทย ระดมสมองและหารือร่วมกันเพื่อพัฒนากิจกรรมต่างๆ มุ่งหวังเสริมพลังผู้ประกอบการสตรีในประเทศไทยและระดับภูมิภาคอาเซียน

“เรามองเห็นความท้าทายและโอกาสที่จะมีต่อสตรีในยุคโลกดิจิตอลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว จึงพัฒนาแนวทางการดำเนินการสำหรับการขับเคลื่อนปี 2018-2020 ไว้ดังนี้ 1.การพัฒนาสตรีสู่การทำการค้าแบบดิจิตอล 2.การให้ความรู้แก่สตรีเรื่องการวางแผนการเงิน รวมถึงการสร้างวินัยทางการเงิน และการวางแผนการเงินและการลงทุนเพื่อการเกษียณอายุ 3.การหาโมเดลพัฒนาแรงงานที่มีทักษะเพื่ออนาคต 4.การสร้างฐานข้อมูลสตรีผู้ประกอบการอาเซียน เพื่อการวิเคราะห์และหาแนวทางการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย และ 5.การประสานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาและต่อยอดโครงการต่างๆ เพื่อส่งเสริมสตรีในทุกระดับและผู้ประกอบการสตรีให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน อีกทั้งส่งเสริมความร่วมมือทำงานเป็นเครือข่ายขององค์กรนานาชาติที่ทำงานด้านผู้หญิง” คุณหญิงณัฐิกากล่าว

ในพิธีส่ง-รับมอบตำแหน่งประธานเครือข่ายผู้ประกอบการสตรีอาเซียนสากลในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 250 คน พร้อมจัดการประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยมี น.ส.วาเลรี คลิฟฟ์ รองผู้อำนวยการส่วนภูมิภาค ผู้แทน UNDP ในเอเชียและแปซิฟิก นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร อดีตรมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ดร.สุริยา จินดาวงษ์ อธิบดีกรมอาเซียนกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมบรรยายในหัวข้อ “พลังสตรีกับเศรษฐกิจ : ความสำเร็จของผู้ประกอบการสตรี” และจัดพิธีมอบรางวัล ผู้ประกอบการสตรีที่มีผลงานโดดเด่นแห่งอาเซียน เพื่อเชิดชูเกียรตินักธุรกิจและผู้ประกอบการสตรีสาขาต่างๆ ใน 10 ประเทศอาเซียน

สำหรับประเทศไทยมีผู้รับรางวัลทั้งจากส่วนกลางและภูมิภาค 10 คน คือ ชฎาทิพ จูตระกูล, วาสนา รุ่งแสงทอง ลาทูรัส, วรรณี เจียรวนนท์ รอสส์, ลัดดาวัลย์ จงวิศาล, จรีพร จารุกรสกุล, พัชรพิมล ยังประภากร, พราวพุธ ลิปตพัลลภ, จิตรลดา ดิษยนันทน์ กัลย์จาฤก, กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ และพัชระภรณ์ ยิ้มแย้ม