Slider

ระบบการสื่อสารในประเทศอาเซียน

     เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technology : ICT) มีความสำคัญในบริบทอาเซียนมาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญให้เกิดการรวมตัวในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านสังคมและเศรษฐกิจ บทบาทสำคัญในการช่วยอาเซียนให้บรรลุวัตถุประสงค์สำคัญประการหนึ่งคือการรวมเป็นตลาดเดียวสามารถทำได้โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน ICT รวมทั้งการพัฒนาด้านอื่น ๆ อาทิ การพัฒนาบุคลากร การส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับงานสร้างสรรค์และนวัตกรรม การพัฒนาสภาพแวดล้อมที่มีกฎระเบียบและมีมาตรฐานจะส่งผลให้อาเซียนกลายเป็นศูนย์กลางด้าน ICT และยังส่งผลที่ดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาคอีกด้วย

     เพื่อเป็นการพัฒนาด้าน ICT อาเซียนได้มีการจัดทำแผนแม่บท ICT อาเซียน 2015 (ASEAN ICT Masterplan 2015 : AIM2015) ซึ่งเป็นแผนระยะ 5 ปี เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2011 โดยคาดว่าได้เกิดผลลัพธ์ 4 ประการ คือ

(1) ICT เป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศสมาชิกอาเซียน

(2) อาเซียนได้รับการยอมรับว่าเป็นศูนย์กลาง ICT ระดับโลก

(3) เพิ่มคุณภาพชีวิตให้ประชาชนในอาเซียน และ

(4) สนับสนุนการรวมตัวของอาเซียน

ทั้งนี้ แผนแม่บทฯ มีการดำเนินการผ่าน 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่

(1) การปฏิรูปทางเศรษฐกิจ

(2) การเสริมสร้างสมรรถนะและการมีส่วนร่วมของประชาชน

(3) การสร้างนวัตกรรม

(4) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

(5) การพัฒนาทุนมนุษย์ และ

(6) การลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี

ซึ่งสามารถสรุปยุทธศาสตร์และมาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ ดังนี้

     การดำเนินงานด้านความร่วมมืออื่น ๆ ทางด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศในอาเซียน กระทำผ่านการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ (ASEAN Telecommunications and IT Ministers Meeting : TELMIN) ซึ่งเป็นการประชุมเพื่อหารือแนวทางการพัฒนาโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศในกลุ่มอาเซียน โดยจะมีการจัดประชุมปีละ 1 ครั้ง โดยการประชุมครั้งล่าสุดคือการประชุมครั้งที่ 14 ณ กรุงเทพฯ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 22 – 23 มกราคม 2015 ภายใต้หัวข้อหลัก “Transforming ASEAN : Moving Towards Smart Communities” โดยมี ฯพณฯ นายพรชัย รุจิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นประธาน โดยมีสาระสำคัญโดยสรุป คือ

(1) มีความคืบหน้าในด้านการดำเนินงานตาม AIM 2015 และพยายามจะบรรลุเป้าหมายของแผนทั้งสิ้นภายในปี 2015

(2) มีการลงนามข้อตกลงระหว่างบรูไนและสิงคโปร์ในเรื่องการลดอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในต่างประเทศ โดยมีการเริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2015 ที่ประชุมยังสนับสนุนให้มีการลดอัตราค่าบริการดังกล่าวในประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น ๆ ด้วย

(3) มีความคืบหน้าในด้านการส่งเสริมโครงข่ายสังคมและเศรษฐกิจในอาเซียนโดยการใช้นวัตกรรมในการสร้างบริการออนไลน์ต่าง ๆ การส่งเสริมกรอบการดำเนินธุรกรรมที่ปลอดภัย และมีการมอบรางวัลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอาเซียนเป็นประจำทุกปี

(4) ที่ประชุมยังได้มีการสนับสนุนในด้านการใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ การพัฒนาบุคลากร ตลอดจน ให้มีการบริการและใช้งานด้าน ICT อย่างปลอดภัยภายในภูมิภาค

(5) ประเทศจีนได้ให้ความช่วยเหลือด้านหลายกิจกรรมด้าน ICT ที่สำเร็จลุล่วงแล้วในปี 2014 ซึ่งถือเป็นการดำเนินการที่สำคัญในการพัฒนาความร่วมมือด้านความปลอดภัยไซเบอร์ให้เข้มแข็ง

     ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่นก็ได้ให้ความช่วยเหลือในหลายด้าน อาทิ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การเตรียมตัวรับวิกฤติ และการเร่งรัดการใช้ประโยชน์ด้าน ICT ด้านประเทศเกาหลีได้เป็นเจ้าภาพจัด ITU Plenipotentiary Conference ณ เมืองปูซาน เมื่อปี 2014 และมีการดำเนินการในกิจกรรมเสริมสร้างการพัฒนาด้าน ICT กับอาเซียนโดยเน้นที่สาขาเร่งด่วน อาทิ การเสริมสร้างเทคโนโลยีและการบริการใหม่ การเสริมสร้างศักยภาพในด้านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และร่วมมือกับองค์กรนานาชาติต่าง ๆ และ สหภาพยุโรปได้ให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคในการพัฒนา ICT โดยเฉพาะการบริหารจัดการสเปคตรัมความถี่ ที่ประชุมตกลงจะจัดการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านโทรคมนาคมและเทศโนโลยีสารสนเทศครั้งต่อไป ซึ่งจะเป็นครั้งที่ 15 และมีการพบปะหารือกับพันธมิตรการเจรจาและการพัฒนาอื่น ๆ ณ ประเทศเวียดนาม ในปี 2015

“อาเซียน” เชนจ์สู่อุตสาหกรรม 4.0 เทคโนโลยีแทนคน-ลดต้นทุนการค้า 10%

     ในงานสัมมนาเปิดตัวการเป็นประธานอาเซียนของไทย “การเตรียมความพร้อมอาเซียนรับ 4IR” ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวงพาณิชย์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นก้าวแรกในการจับมือในครั้งนี้ของกลุ่มอาเซียน เพื่อประกาศถึงความพร้อมปฏิวัติตัวเองเพื่อเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 (4IR) ในการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม ดิจิทัล หุ่นยนต์ ผลักดัน GDP อาเซียนให้ขยับขึ้นจากปัจจุบันที่มี 2.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

     นายดาโต๊ะ ลิม จ็อก ฮอย เลขาธิการอาเซียน กล่าวว่า 4IR กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกและส่งผลกระทบต่อชีวิต ดังนั้น อาเซียนวันนี้ต้องช่วยกันเตรียมพร้อม พัฒนาอุตสาหกรรมให้ก้าวไปสู่ 4IR และใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้

     นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ทั่วโลกกำลังเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (digital economy) ที่หุ่นยนต์ระบบอัตโนมัติจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจบริการมากขึ้น หลายประเทศ และไทยเองได้วางนโยบายรองรับอุตสาหกรรม 4.0 แผนปฏิบัติทันที 5 ด้านคือ 1.จัดทำแผนงานบูรณาการด้านดิจิทัลของอาเซียน

      2.จัดทำแผนงานด้านนวัตกรรมของอาเซียน 3.จัดทำแนวทางการพัฒนาแรงงานมีทักษะและผู้ประกอบวิชาชีพเพื่อรับมือกับ 4IR 4.การจัดทำแถลงการณ์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง 4IR และ 5.ส่งเสริมการใช้ดิจิทัลสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยอาเซียน โดยจัดทำแนวทางให้ไมโครเอสเอ็มอี (MSMEs) เข้าระบบ เข้าตลาดโลก เพื่อให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีขนาดเศรษฐกิจดิจิทัลใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก ให้เติบโตจาก 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปัจจุบัน เป็น 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568

เอกชนเร่งปรับตัว

      อย่างไรก็ตาม นับเป็นการส่งสัญญาณที่ดีจากภาคเอกชนที่ขานรับ ด้วยคาดการณ์ว่าในอนาคตอีกไม่นานเครื่องจักรจะเข้าแทนคนถึง 50% ขณะที่อีก 50% จะต้องได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

      นายอรินทร์ จิรา ประธานสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน กล่าวว่า ยุค 4IR การใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เริ่มมีผลกระทบบ้างแล้ว โดยเทคโนโลยีเข้ามาสร้างทั้งโอกาส และหากไม่ปรับตัวก็จะเสี่ยงเกิดวิกฤต 50 : 50 อย่างไรก็ตาม เราพบว่าธุรกิจขนาดใหญ่เตรียมความพร้อมในเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะเข้ามา ส่วนไมโครเอสเอ็มอี (MSME) ควรกระตือรือร้นเตรียมความพร้อมรับมือก่อนที่จะมีปัญหา ปัจจุบันหลาย ๆ ธุรกิจยังไม่เข้าใจ ดังนั้นควรมีการศึกษาและฝึกอบรมด้านเทคโนโลยี เพราะกุญแจสำคัญคือ การเอาใจใส่โครงสร้างดิจิทัลและมนุษย์

       ดร.โธมัส คอก หุ้นส่วนอาวุโส McKinsey ที่กล่าวว่า การปฏิรูปอุตสาหกรรมเพื่อสร้างการแข่งขันในอาเซียนนั้น จะมีการนำเครื่องจักรมาทดแทนแรงงานคนถึง 50% เราจำเป็นต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะเทคโนโลยีปรับปรุงตลอดเวลา การปฏิวัติไม่สามารถหยุดยั้งได้ เพราะอินเทอร์เน็ตเดินไปข้างหน้าอยู่ตลอด อย่างเกิดขึ้นของเมืองอัจฉริยะ (smart city) เป็นต้น

ลดต้นทุนธุรกรรมขนส่ง 10%

     นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า มอบให้สถาบันวิจัยทางเศรษฐกิจเพื่ออาเซียนและตะวันออก (ERIA) คำนวณต้นทุนทางธุรกรรมทางการค้า (trade transaction cost) ของสมาชิก โดยมีเป้าหมายลดต้นทุนให้ได้ 10% ในปี 2563

      ซึ่งเป็นปีแรกที่จะมีเก็บตัวเลข เช่น ต้นทุนจากระยะเวลาที่สินค้าอยู่ที่ด่าน ท่าเรือ เป็นต้น ซึ่งจะสามารถเพิ่มมูลค่าทางการค้าร่วมกัน 2 เท่าในปี 2568 โดยปัจจุบันอาเซียนทำการค้าโลก มูลค่า 2.57 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และอาเซียน-ไทย มีการค้ามูลค่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โต 15% คิดเป็นสัดส่วน 22% ของการค้าโลก

“โดรนการเกษตร” เลือกไทยประเดิมตลาดอาเซียน

แม้ว่า 70% ของประชากรโลกทำงานเกี่ยวกับการเกษตร แต่แนวโน้มแรงงานในภาคการเกษตรกำลังลดลง จุดประกายให้ “DJI” ผู้พัฒนาอากาศยานไร้คนขับ “โดรน” สร้างเครื่องมือที่ “เร็วและมีประสิทธิภาพ” ทดแทน

“เจียดง ซุน” หัวหน้าฝ่ายธุรกิจด้านการเกษตร DJI ภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิกระบุว่า ประชากรโลกเพิ่มมากขึ้น แต่ปริมาณอาหารไม่เพิ่มตาม แต่ละปีมีประชากรกว่า 870 ล้านคนได้รับอาหารไม่เพียงพอ และภายในปี 2593 จะเพิ่มเป็น 2 พันล้านคน การเกษตรเป็นส่วนสำคัญที่จะแก้ปัญหานี้ DJI จึงเริ่มทำคอมเมอร์เชียลโดรนเพื่อการเกษตรมากขึ้น

โดยเริ่มทำตลาดแล้วในจีน, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งประสบความสำเร็จมาก ส่งผลให้รายได้ 80% มาจากต่างประเทศ โดยใช้การหาพาร์ตเนอร์ที่มีความรู้ และสร้างศูนย์ฝึกอบรมการบินให้เกษตรกรและให้ความรู้คนที่สนใจ ซึ่งรวมไปถึงสตาร์ตอัพ เพื่อสร้างเซอร์วิสโพรไวเดอร์และสร้างอีโคซิสเต็มที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ปัจจุบันในจีนมีเซอร์วิสโพรไวเดอร์ 2,000 ราย มีโดรนเพื่อการเกษตร 16,000 ตัวทั่วประเทศ มีพื้นที่เกษตรใช้งานแล้ว 37.5 ล้านไร่

“ในจีนและญี่ปุ่นการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ด้านการเกษตร ไม่ใช่เกษตรกร แต่เป็นคนรุ่นใหม่ที่สนใจเทคโนโลยี ก็เข้ามาทำธุรกิจให้เช่าหรือเป็นเซอร์วิสโพรไวเดอร์ให้กับเกษตรกร โดรนจึงสร้างการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม”

สำหรับไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ DJI ทำตลาดนี้ เนื่องจากการเกษตรเป็น 1 ใน 3 อุตสาหกรรมหลักของประเทศ คิดเป็น 10-12% ของ GDP และมีพื้นที่การเกษตรกว่า 62.5 ล้านไร่ ทั้งยังส่งออกข้าวเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่แรงงานด้านการเกษตรมีเพียง 1 ใน 3 ของประชากร และส่วนใหญ่สูงอายุแล้ว มีแรงงานรุ่นใหม่เข้ามาน้อยลง

ส่วนการทำตลาดในไทยจะใช้รูปแบบเดียวกับประเทศอื่นคือ หาพาร์ตเนอร์ที่เชี่ยวชาญด้านการเกษตรสำหรับขายสินค้า และเปิดหลักสูตรโดรนเพื่อการเกษตรให้ความรู้ว่าสามารถใช้ในรูปแบบใดได้บ้าง ซึ่งกลุ่มเป้าหมายจะรวมถึงคนรุ่นใหม่, สตาร์ตอัพ หรือคนที่ต้องการนำโดรนไปประกอบธุรกิจ

เบื้องต้น DJI ยังไม่ได้คาดหวังเรื่องรายได้ แต่ต้องการข้อมูลเพื่อไปปรับปรุงบริการเพิ่มเติม รวมถึงให้ความรู้กับตลาด ซึ่งมองว่าราคาไม่น่าเป็นปัญหา แม้จะอยู่ที่หลักแสนบาท เพราะรายได้ต่อปีของเกษตรกรไทยกับจีนไม่ได้ต่างกัน อีกทั้งยังคืนทุนได้ใน 6 เดือน

ขณะที่กฎหมายการลงทะเบียนโดรนจะช่วยให้การพัฒนานวัตกรรมกับการใช้งานไปได้ควบคู่กัน เพื่อให้มีการใช้ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

สำหรับโดรนที่จะเปิดตัวในไทยเป็นรุ่นอะกราส์ เอ็มจี-วันพี (Agras MG-1P) ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย มีเรดาร์ที่แม่นยำสูง สามารถรักษาระดับการบินเมื่อมีพื้นที่ไม่เท่ากัน หยุดได้เมื่อเจอสิ่งกีดขวาง และบินกลับเองได้ รวมทั้งมีจอแสดงผลสำหรับผู้บังคับ รับน้ำหนักได้ 10 กิโลกรัม ศักยภาพในการบินครอบคลุมพื้นที่ 25 ไร่/ชั่วโมง พร้อมพ่นสเปรย์รัศมี 4-6 เมตร เปิดขายปลายเดือน ก.ย.นี้ แต่ยังเปิดเผยราคาไม่ได้ เพราะคิดตามแพ็กเกจที่ต้องการ อาทิ จำนวนแบตเตอรี่ เบื้องต้นจะมีแบบสำหรับพ่นของเหลวเท่านั้น ยังไม่มีแบบพ่นของแข็ง เช่น ปุ๋ยเม็ด เป็นต้น แต่อุปกรณ์ส่วนนี้สามารถถอดเปลี่ยนได้เอง

ด้าน “จตุพงศ์ โตวรรธกวณิชย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส.เอ.ที.ไอ. แพลตฟอร์ม จำกัด ตัวแทนจำหน่ายโดรนการเกษตร กล่าวว่า ย้อนไป2 ปีก่อน โดรนยังไม่เป็นที่รู้จัก แต่ปี

ที่ผ่านมาเกษตรกรตื่นตัวมากขึ้น เพราะภาครัฐและบริษัทที่ทำด้านการเกษตรมีการประชาสัมพันธ์และนำไปทดลองใช้ เช่น มีการซื้อโดรนเพื่อไปทดสอบในการใช้ร่วมกับสารเคมีหรือปรับปรุงสูตรที่ใช้กับโดรนโดยเฉพาะ ปัจจุบันมีแบรนด์โดรนที่ทำตลาดในไทยประมาณ 10 ราย ส่วนใหญ่เป็นแบรนด์จีน ซึ่งคุณภาพค่อนข้างดี สามารถสู้กับแบรนด์ฝั่งยุโรปได้ แต่มีราคาถูกกว่า ปัจจุบันแบรนด์จีนหรือโดรนประกอบเองมีราคาหลักหมื่นจนถึงหลักแสนบาท

โดยบริษัทจะมีบริการครบวงจรทั้งจำหน่าย, จัดศูนย์อบรมการบิน, รับซ่อม รวมทั้งจัดการลงทะเบียนทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีบริการรับฉีดพ่น ซึ่งมีโดรนในระบบราว 30 เครื่อง คิดไร่ละ 80-100 บาท พื้นที่ที่ให้บริการส่วนใหญ่เป็นภาคกลาง, ภาคเหนือตอนล่าง และภาคอีสานบางส่วน ส่วนใหญ่เป็นไร่อ้อย, มันสำปะหลัง และข้าว

สำหรับรายได้ของบริษัทมาจากการขายและงานเซอร์วิสอย่างละครึ่ง โดยต่อไปจะหาซับดีลเลอร์ในการให้บริการฉีดพ่น เพื่อให้ครอบคลุมความต้องการ ซึ่งมองว่าการจะซื้อโดรนมาใช้อาจจะไม่คุ้มค่าสำหรับคนที่มีพื้นที่น้อย ดังนั้นอาจจะรวมกลุ่มกันซื้อหรือเช่าใช้เพราะโดรนช่วยให้ทำงานเร็วกว่าคนมาก ที่ผ่านมาจากการพ่นยา 100 ไร่ใช้เวลาวันเดียวเสร็จ

อาเซียนลงนามเปิดเสรีบริการเพิ่ม ชี้ไทยมีโอกาสด้านท่องเที่ยว-ร้านอาหาร

อาเซียนลงนามเปิดเสรีบริการเพิ่ม ชี้ไทยมีโอกาสเข้าไปลงทุนด้านการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร สุขภาพ ดูแลผู้สูงอายุ จัดงานแสดงสินค้า การประชุม ซ่อมแซมอุปกรณ์ เผยยังได้ผลักดันให้อาเซียนทำความตกลงค้าบริการฉบับใหม่ ตั้งเป้าสรุปปีนี้ ด้านไทยโชว์ความพร้อมรับไม้ต่อเป็นประธานอาเซียนปีหน้า ส่วนประเด็นเศรษฐกิจที่สิงคโปร์ผลักดัน อาเซียนเห็นชอบหมด

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (AEM) ครั้งที่ 50 ที่สิงคโปร์ ว่า ที่ประชุมได้ลงนามในเอกสารเพื่อเปิดเสรีการประกอบธุรกิจบริการเพิ่มเติม ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับไทย เพราะอาเซียนอื่นมีการเปิดตลาดบริการเพิ่มมากขึ้น โดยมีสาขาที่ไทยมีศักยภาพในการเข้าไปลงทุนได้ เช่น ธุรกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องด้านการโรงแรมและร้านอาหาร บริการด้านสุขภาพ บริการเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุ สถาบันฝึกอบรม การจัดงานแสดงสินค้า การจัดประชุม และการดูแลบำรุงรักษาซ่อมแซมอุปกรณ์ต่างๆ เป็นต้น และในส่วนของไทยได้เปิดตลาดให้กับอาเซียนเพิ่มเติมใน 6 สาขาย่อย ได้แก่ บริการคมนาคม เช่น บริการแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และบริการขนส่ง เช่น บริการบำรุงรักษาและซ่อมบำรุงเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลวขนาดไม่เกิน 500 ตันกรอส

“ในการเปิดเสรีธุรกิจบริการ อาเซียนยังได้ผลักดันให้มีการสรุปการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าบริการอาเซียนฉบับใหม่ ซึ่งเป็นการปรับปรุงกรอบความตกลงเดิมให้มีความทันสมัย ครอบคลุมสาขาบริการใหม่ๆ เช่น อีคอมเมิร์ซ การค้าออนไลน์ เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศการลงทุนภาคบริการให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และดึงดูดการลงทุนเข้ามายังอาเซียนให้มากขึ้น โดยอาเซียนได้ตั้งเป้าให้ได้ข้อสรุปภายในปีนี้”

น.ส.ชุติมากล่าวว่า ในการชุม ไทยได้แสดงความพร้อมในการเป็นประธานอาเซียนปี 2562 โดยมีแนวคิดที่จะผลักดันให้อาเซียนก้าวไปข้างหน้าพร้อมกัน มีองค์ประกอบการทำงาน คือ ความเชื่อมโยง ความยั่งยืน และการเตรียมความพร้อมและวางแผนสำหรับอนาคต ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่ไทยจะผลักดัน เช่น การอำนวยความสะดวกทางการค้า การส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดเล็ก ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) ให้สามารถขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศ การส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว การดำเนินการเพื่อนำไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาเศรษฐกิจที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับยุคดิจิทัล

สำหรับประเด็นด้านเศรษฐกิจที่สิงคโปร์ในฐานะประธานอาเซียนผลักดันในปีนี้ สามารถดำเนินการจนบรรลุผลสำเร็จ ได้แก่ การจัดทำความตกลงว่าด้วยพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์อาเซียน , การจัดทำกรอบการดำเนินการด้านดิจิทัล , การแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน หรือ ATIGA เพื่อรองรับระบบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง และการใช้งานระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียน

อาเซียนยังจำเป็นอยู่ไหม?

การรวมกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นความพยายามจะสร้างความร่วมมือและแก้ไขปัญหาภายในภูมิภาค ขณะเดียวกันก็หวังจะสร้างอำนาจต่อรองในเวทีโลกด้วย แต่จนถึงวันนี้ก็ยังมีหลายคนตั้งคำถามว่าการรวมกลุ่มประเทศอาเซียนยังจำเป็นอยู่หรือไม่ เมื่ออาเซียนเพิกเฉยกับปัญหาภายในภูมิภาคตั้งแต่เรื่องพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้ไปจนถึงเรื่องโรฮิงญา

นายมาร์ตี นาตาเลกาวา อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของอินโดนีเซีย และผู้เขียนหนังสือ Does ASEAN Matter? แสดงความเห็นในฐานะของ ‘คนใน’ ว่า ที่ผ่านมา อาเซียนได้พิสูจน์ให้เห็นว่าความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความสำคัญกับการพัฒนาของภูมิภาคอย่างมาก โดยเขาระบุว่า อาเซียนได้สร้างความเปลี่ยนแปลงหลัก 3 ด้าน ได้แก่

1. การสร้างความเชื่อใจกันระหว่างประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนจะก่อตั้งอาเซียน ความสัมพันธ์ของประเทศในภูมิภาคนี้เป็นแบบที่ต่างคนต่างไม่ไว้วางใจกัน มีความขัดแย้งถึงขั้นสู้รบกัน แต่ในช่วง 50 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งอาเซียน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมาชิกก็ดีขึ้น และทุกประเทศก็ ‘เชื่อใจกันทางยุทธศาสตร์’

2. สถานะของประเทศสมาชิกอาเซียน นายนาตาเลกาวาอธิบายว่า การแข่งขันกันระหว่างจีนและตะวันตก ทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นเบี้ยในกระดานการแข่งขันของทั้งสองฝ่าย หลายครั้งประเทศในภูมิภาคนี้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งนี้ แต่เมื่อรวมเป็นอาเซียนแล้ว คนมองเห็นความสำคัญของอาเซียนมากขึ้นในฐานะหนึ่งในผู้เล่นที่มีอำนาจในการขับเคลื่อนสถานการณ์ในภูมิภาค

3. การสร้างให้อาเซียนมี ‘คน’ เป็นศูนย์กลาง ก่อนหน้านี้ หลายประเทศในภูมิภาคจะให้ความสำคัญกับการที่ ‘รัฐเป็นศูนย์กลาง’ แต่ช่วงหลังมานี้อาเซียนให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น มีการพัฒนาทั้งเรื่องเศรษฐกิจและสิทธิมนุษยชนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม นายนาตาเลกาวากล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มประเทศอาเซียนไม่ควรจะถูกละเลยจนไม่เห็นคุณค่า หากอาเซียนยังต้องการมีบทบาท ก็ต้องปรับปรุงตัวเอง เพราะอาเซียนยังไม่ดีพอที่จะมีบทบาทสำคัญต่อไปในอีก 50 ปีข้างหน้า เช่น เรื่องกลไกภายในอาเซียน อาเซียนจะยกระดับคุณภาพของความร่วมมือระหว่างกัน ไม่ควรมีใครละเลย ‘ความสามัคคี’ ที่อาเซียนประคับประคองกันมานานหลายทศวรรษ นายนาตาเลกาวาเปิดเผยว่า หากมองผิวเผินอาเซียนก็มีความสามัคคีกันดี แต่เขาก็มีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความแตกแยกภายใน โดยเฉพาะความลังเลใจของกลุ่มประเทศอาเซียนที่จะใช้ประโยชน์จากกลไกอาเซียน

นายนาตาเลกาวาอธิบายว่า หลายครั้ง ประเทศสมาชิกเลือกที่จะไม่ใช้กลไกหรือการเจรจาแบบรวมกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น ความขัดแย้งระหว่างกัมพูชาและไทยในกรณีพื้นที่พิพาทเขาพระวิหารเมื่อปี 2011 ไม่มีการพูดถึงการใช้สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (TAC) กันอย่างเป็นทางการเลย ขณะเดียวกันก็ไม่มีประเทศสมาชิกเลือกวิธีการเข้าไปเจรจากับคู่กรณีโดยตรงเลยเช่นกัน ที่ผ่านมา เรามักจะซุกปัญหาความขัดแย้งเหล่านี้ไว้ใต้พรม และใช้กลไกการเจรจาต่อรองแบบทวิภาคี

ดังนั้น เราจึงต้องใช้ความเป็นผู้นำและความมุ่งมั่นในการใช้กลไกของอาเซียนมาแก้ปัญหามากขึ้น เหมือนกรณีของเมียนมาในอดีต เราได้เห็นว่าอาเซียนมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงการปกครองของเมียนมาเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยแต่ช่วงหลังมานี้ อาเซียนกลับไม่ค่อยมีบทบาทอะไรในเรื่องโรฮิงญาในรัฐยะไข่

ส่วนเรื่องการรวมศูนย์อำนาจอาเซียน นายนาตาเลกาวาระบุว่า เรายังต้องมาตั้งคำถามว่า ทุกวันนี้เราทำเรื่องนี้สำเร็จแล้วหรือยัง หรือเราเพียงแต่ใช้อำนาจในการจัดประชุมกันเท่านั้น หลายประเทศเป็นเจ้าภาพการประชุมที่ดี แต่อาเซียนสามารถกำหนดรูปร่างและทิศทางการประชุมและหลักการอาเซียนได้ดีเท่ากับในอดีตหรือไม่ เช่นเรื่อง อินโดแปซิฟิก ซึ่งปัจจุบันการจราจรในอินโดแปซิฟิกแน่นหนาขึ้นเรื่อยๆ ก่อนหน้านี้ อาเซียนเคยคุยกันเรื่องนี้จนถึงปี 2014 แต่เรากลับเลือกที่จะหยุดคุยเรื่องนี้กันไปชั่วคราว

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องแนวทางปฏิบัติระดับภูมิภาคกรณีทะเลจีนใต้ ซึ่งที่จริงควรจะทำสำเร็จ แต่กลับแสดงให้เห็นความแตกแยกของสมาชิกอาเซียน แทนที่จะมีแนวปฏิบัติร่วมกันของอาเซียน 10 ประเทศ กลับกลายเป็นการสรุปจุดยืนของแต่ละประเทศต่อจีน

ในแง่การให้คนเป็นศูนย์กลาง อาเซียนทำได้ดีมากในเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ในแง่สิทธิมนุษยชนและนิติรัฐในภูมิภาค หากมองจากสถานการณ์ในปี 2018 พบว่าโครงสร้างประชาธิปไตยกลับแย่ลงจากเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว นายนาตาเลกาวาระบุว่า อินโดนีเซียพยายามยกประเด็นเกี่ยวกับระบอบการปกครอง สิทธิมนุษยชนและหลักนิติรัฐขึ้นมาพูดในเวทีอาเซียนหลายครั้ง ผู้นำอินโดนีเซียต้องใช้พยายามอย่างมากในการยึดมั่นหลักการ เพื่อให้มั่นใจว่าอาเซียนมีความคืบหน้าในเรื่องนี้ ถ้าอินโดนีเซียไม่มีความเป็นผู้นำในด้านนี้ สิทธิมนุษยชนอาเซียนอาจย่ำแย่กว่านี้

แม้คนตั้งคำถามมาตลอดว่าอาเซียนสำคัญแค่ไหน แต่ที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นแล้วว่า อาเซียนมีบทบาทสำคัญ แต่อาเซียนจะต้องปรับตัว อย่าคิดว่าทุกอย่างดีแล้ว และเมื่อมีความคิดเห็นไม่สอดคล้องกัน ก็ต้องไม่คิดว่าเป็นบรรทัดฐานใหม่ของอาเซียน โดยยกตัวอย่างปี 2012 ที่กัมพูชาไม่เห็นด้วยกับแถลงการณ์ร่วมของอาเซียนในการประณามกรณีที่จีนแผ่ขยายอำนาจในพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้ อาเซียนร่วมมือกันแก้ปัญหา มองว่าอาเซียนควรขยายความร่วมมือทางการทูตในการแก้ไขปัญหานี้ แต่ตอนนี้ ความแตกแยกถูกทำให้เป็นบรรทัดฐานไปแล้ว

นายนาตาเลกาวาระบุว่า ในปีหน้า ไทยจะเป็นประธานอาเซียน ก็จะต้องรับหน้าที่สำคัญในการกำหนดรูปร่างและทิศทางการพัฒนาอาเซียนด้วยวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลกว่าการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนเพียง 1 ปี

สงครามการค้าทำให้บริษัทฮ่องกงเริ่มมองการย้ายฐานผลิตจากจีนมา ASEAN

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนเริ่มกดดันทำให้บริษัทฮ่องกงที่มีโรงงานในประเทศจีนเริ่มมองลู่ทางย้ายการผลิตมาในกลุ่มประเทศ ASEAN แล้ว ซึ่งมาเลเซียและเวียดนาม เป็นประเทศที่น่าสนใจของบริษัทเหล่านี้

ผู้ผลิตสินค้าในฮ่องกงที่มีโรงงานในประเทศจีนไม่ว่าจะเป็น ของเล่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ หรือแม้แต่ ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากพลาสติก เริ่มมองหาฐานการผลิตใหม่ในอาเซียนแทน เนื่องจากแรงกดดันจากสงครามการค้า และค่าแรงในประเทศจีนที่เริ่มเพิ่มสูงขึ้น

เริ่มดูลู่ทางย้ายโรงงานแล้ว
Clara Chan Yuen-shan ประธานอุตสาหกรรมฮ่องกง กล่าวว่า บริษัทเหล่านี้เริ่มมองประเทศในอาเซียนไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม มาเลเซีย หรือประเทศอื่นๆ ที่มีค่าแรงที่ถูก ยังรวมไปถึงแรงกดดันจากสหรัฐที่เริ่มตั้งกำแพงสินค้าจากประเทศจีน ทำให้บริษัทเหล่านี้ต้องมองหาทางออกใหม่ๆ

บริษัทของ Clara นั้นปู่ของเธอก่อตั้งในช่วงปี 1947 ในจีน เป็นบริษัทส่งวัตถุดิบอย่างสังกะสี หรือนิกเกิล ให้กับผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือ ของเล่น หรืออิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ โดยมีลูกค้ามากกว่า 1,200 บริษัท และเธอเองก็ได้กล่าวว่าบริษัทลูกค้าของเธอเริ่มประสบปัญหาจากเรื่องสงครามการค้าแล้ว

มาเลเซีย เวียดนามอาจชนะในเกมนี้
Ian Chan ซึ่งมีตำแหน่ง CEO ของ Kayamatics ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อยู่ในเซิ่นเจิ้น เขาเองได้บินมาที่ประเทศมาเลเซีย และเริ่มพูดคุยกับบริษัทในมาเลเซียถึงความเป็นไปได้ที่จะย้ายฐานการผลิตบางส่วนมาไว้ที่ปีนัง

เขาพูดถึงเรื่องการย้ายฐานการผลิตว่า ตัวเขาเองเริ่มได้ยินเจ้าของโรงงานในจีนเริ่มพูดถึงการย้ายฐานการผลิตจากจีนบ้างแล้ว แต่ในทางปฏิบัตินั้นน้อยรายที่จะทำได้ และไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้เลย เพราะว่าต้องใช้เวลาอย่างต่ำที่สุดคือ 6 เดือน ในการทำสิ่งต่างๆ เช่น หาที่สร้างโรงงาน หาแรงงานในละแวกนั้นๆ

ในอาเซียน Chan มีมุมมองว่าเวียดนามและมาเลเซียได้เปรียบในเรื่องนี้ เพราะว่ามีแรงงานที่มีฝีมือคุณภาพสูง แต่เขาก็บอกว่าโรงงานในประเทศจีนก็ยังทิ้งไม่ได้ แต่โรงงานในอาเซียนเหมือนเป็นไพ่อีกใบถ้าหากเกิดอะไรขึ้นจากเรื่องสงครามการค้า

ที่มา – South China Morning Post

ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ที่สิงคโปร์

บรรดารัฐมนตรีต่างประเทศหลายชาติ อาทิ นิวซีแลนด์ แคนาดา อิหร่าน เดินทางเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่สิงคโปร์ ในหลายเวที ทั้งการประชุมอาเซียนบวก 3, บวก 6 และการประชุมอาร์เซ็ป (RCEP) ในด้านเศรษฐกิจ โดย นายไมค์ ปอมปิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เดินทางถึงแล้ว และกล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์เขื่อนแตกที่ สปป.ลาว รวมถึงประกาศจะเดินหน้าเพื่อปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือโดยเร็ว

นอกจากนี้ยังมี นายรี ยอง โฮ รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีเหนือ ที่เดินทางถึงสิงคโปร์ คาดว่าจะหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีต่างประเทศของหลายชาติอาเซียนด้วย

ขณะที่ ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-จีน เห็นพ้องในการสร้างความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ตลอดจนจะหาข้อสรุปในร่างปฏิญญาทะเลจีนใต้ ที่ยังมีกรณีพิพาทกับหลายชาติสมาชิกอาเซียน ในการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้

ทั้งนี้ นายหวัง ยี่ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ย้ำในที่ประชุม หลังรัฐบาลจีนเชิญชาติสมาชิกอาเซียน 10 ชาติ เข้าร่วมซ้อมรบทางทะเลเป็นครั้งแรกในทะเลจีนใต้ช่วงเดือนตุลาคมนี้ ว่าการซ้อมรบที่จะเกิดขึ้น จะถือเป็นก้าวใหม่ในการยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูต และเพื่อสร้างการสื่อสารทางการทหาร ตลอดจนความร่วมมือด้านความมั่นคงในภูมิภาคต่อไป

ภูเขาไฟมาเลย์

มาเลเซียมีภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นเพียงลูกเดียวคือ “ภูเขาไฟบอมบาไล” ความสูง 531 เมตร ตั้งอยู่ในคาบสมุทรเซมปอร์นา ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะบอร์เนียว บริเวณเขตตาเวา รัฐซาบาห์ ทอดตัวพาดผ่านอ่าวโควีฮาร์เบอร์จากฝั่ง จังหวัดกลิมันตันเหนือ

ภูเขาไฟบอมบาไลเป็นภูเขาไฟแบบกรวยต่ำ ปากปล่องกว้างราว 300 เมตร ต่อมาเกิดลาวาหลาก ส่งผลให้พื้นที่เกือบกลายเป็นที่ราบชายฝั่งของภูเขาไฟ อายุจากคาร์บอนกัมมันตรังสีของลาวาหลากนี้ พบว่ามีความเก่าแก่ราว 27,000 ปีที่แล้ว และคาดว่ากระบวนการเย็นตัวของลาวาแบบบะซอลต์ยัง ดำเนินต่อในสมัยโฮโลซีน หรือราว 11,700 ปีก่อนปัจจุบัน และนั่นคือกำเนิดของภูเขาไฟบอมบาไล ที่กลายเป็นภูเขาไฟเพียงลูกเดียวบนเกาะบอร์เนียวนั่นเอง

ไฟเขียวร่วมมืออาเซียน

เห็นชอบกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมลงนาม รมต.ต่างประเทศอาเซียน กระชับความร่วมมือเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงในภูมิภาค

พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้กระทรวงการต่างประเทศร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนครั้งที่ 51 ระหว่างวันที่ 31 ก.ค-4 ส.ค. 2561 ที่สาธารณรัฐสิงคโปร์ และลงนามในแถลงการณ์ร่วมและรับรองผลการประชุมที่เกี่ยวข้องของสมาชิกในกลุ่มอาเซียนตามวิสัยทัศน์อาเซียน 2025 ใน 3 เสาหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงในภูมิภาค

ทั้งนี้ ความร่วมมือด้านประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะบูรณาการทางเศรษฐกิจ เช่น การร่วมกันพัฒนาระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียน เป็นการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิก การอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายนักธุรกิจ นักวิชาชีพในภูมิภาค การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการสนับสนุนทางการเงินและเน้นย้ำในเรื่องการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจของอาเซียนกับประเทศนอกภูมิภาค

ขณะที่ความร่วมมือด้านประชาสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน จะร่วมกันพัฒนาประชาคมอาเซียนในเรื่องสนับสนุนเยาวชน เพื่อรองรับการเติบโตของอาเซียนในอนาคต และร่วมกันทั้งด้านสาธารณสุข การศึกษา นอกจากนั้น จะร่วมกันแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ สิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ การตั้งคณะกรรมการอาเซียนด้านการจัดการภัยพิบัติ เพื่อเสริมสร้าง และประสานการทำงานช่วยเหลือกัน

ด้านการเมืองและความมั่นคงอาเซียน จะร่วมรับรองปฏิญญามะนิลาว่าด้วยการต่อต้านการเกิดขึ้นของแนวคิดสุดโต่งที่นิยมความรุนแรงด้านการก่อการร้าย และร่วมต่อต้านภัยคุกคามยาเสพติด การก่ออาชญากรรมข้ามชาติ โดยจะร่วมกันในการอาชญากรรมทางไซเบอร์ ตามการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 31 ที่ผ่านมา การส่งตัวผู้ก่อการร้ายข้ามแดน การป้องกันและต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ การพัฒนาความร่วมมือทางทะเลและความร่วมมือด้านสิทธิมนุษยชน

นอกจากนั้น จะลงนามในร่างแถลงการณ์ของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนและรัสเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การลงนามแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการสนับสนุนสตรี สันติภาพและความมั่นคงในการประชุมอาเซียน เป็นต้น

สำหรับแนวทางความร่วมมือในปี 2018-2020 จะเน้นย้ำเรื่องของความร่วมมือทางทะเล การทำยุทธศาสตร์ร่วมกันในการป้องกันภัยพิบัติ การไม่แพร่กระจายและการลดอาวุธในกลุ่มประเทศอาเซียน

สัตว์ประจำชาติอาเซียน

ASEAN หรือ The Association of Southeast Asian Nations : สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบไปด้วยสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศคือ ไทย กัมพูชา พม่า ลาว อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม

สัตว์ประจำชาติของประเทศไทย คือ ช้าง
ช้างเป็นสัตว์ประจำชาติไทยมาอย่างยาวนาน โดยในสมัยโบราณบ้านเรามีช้างอยู่มากมายนับแสนตัว ช้างส่วนมากจะถูกใช้ในการสงครามเป็นหลัก ต่อมาเมื่อมีอาวุธสมัยใหม่เข้ามาแทนที่ ช้างจึงถูกนำไปใช้แรงงานจำพวกชักลากไม้ในป่า และในปัจจุบันช้างเป็นสัตว์อนุรักษ์ที่ถูกใช้ในงานการแสดงและการท่องเที่ยว ประเทศไทยเคยใช้ช้างเป็นส่วนหนึ่งของธงชาติ เรียกว่าธงช้างเผือก ก่อนจะถูกเปลี่ยนมาใช้ธงไตรรงค์อย่างในปัจจุบันเมื่อปี พ.ศ.2460 แต่ยังมีธงหน่วยงานราชการบางแห่งที่ใช้ใช้ช้างเป็นองค์ประกอบ เช่น ธงของราชนาวีไทย เป็นต้น ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมช้างจึงถูกเรียกว่าเป็นสัตว์ประจำชาติไทย

สัตว์ประจำชาติของประเทศกัมพูชา คือ กูปรี
กูปรี หรือ โคไพร เป็นสัตว์จำพวกกระทิงหรือวัวป่าชนิดหนึ่ง เป็นสัตว์กีบคู่ ตัวโต โคนขาใหญ่ ปลายหางเป็นพู่ขน ปัจจุบันกูปรีอยู่ในสถานะสูญพันธุ์ โดยไม่มีรายงานการพบกูปรีในป่าธรรมชาติมานานหลายสิบปีแล้ว แต่นักอนุรักษ์ส่วนใหญ่เชื่อว่าจะยังสามารถพบกูปรีได้ตามป่าชายแดนไทยและกัมพูชา (แต่ไม่เคยมีรายงานยืนยัน) กูปรีถูกประกาศให้เป็นสัตว์ประจำชาติกัมพูชาโดยสมเด็จเจ้านโรดมสีหนุอดีตกษัตริย์ของกัมพูชา นอกจากกูปรีจะเป็นสัตว์ประจำชาติของกัมพูชาแล้ว ยังพบว่ากูปรียังเป็นส่วนหนึ่งของตราสัญญลักษณ์ของ มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์อีกด้วย

สัตว์ประจำชาติของประเทศพม่า คือ เสือโคร่ง
เสือโคร่ง (Tiger) นั้นเป็นสัตว์กินเนื้อตะกูลแมวที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีความดุร้าย ว่องไว ปราดเปรียว สามารถวิ่งได้เร็ว ว่ายน้ำเก่ง ปีนต้นไม้ได้คล่องแคล่ว พบได้ทั่วไปในทวีปเอเชีย และพบมากในป่าของประเทศพม่า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของประเทศพม่าได้เป็นอย่างดี ดังที่มีผู้กล่าวไว้ว่า เสือคือดัชนีวัดความอุดมสมบูรณ์ของป่า ดังนั้นเสือจึงถูกเลือกให้เป็นสัตว์ประจำชาติพม่า

สัตว์ประจำชาติของประเทศลาว คือ ช้าง
ช้างเป็นสัตว์ประจำชาติลาวเช่นเดียวกับประเทศไทย ประเทศและประชาชนลาวเองนั้นมีความผูกพันกับช้างมาตั้งแต่อดีตเช่นเดียวกับไทย และที่ตั้งของประเทศ สปป.ลาวในปัจจุบันนั้นในอดีตมีชื่อเรียกว่า อาณาจักรล้านช้าง ใช้ช้างในการทำศึกสงครามและในการใช้แรงงานเช่นเดียวกับประเทศไทยของเราทุกประการ ซึ่งด้วยเหตุนี้จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมช้างจึงถูกเลือกให้เป็นสัตว์ประจำชาติของลาว

สัตว์ประจำชาติของประเทศอินโดนีเซีย คือ มังกรโคโมโด
มังกรโคโมโดเป็นสัตว์โบราณตะกูลตัวเงินตัวทองชนิดหนึ่ง มีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับสัตว์ในตะกูลเดียวกัน พบได้เฉพาะในประเทศอินโดนีเซียบริเวณเกาะโคโมโด รินคา, ฟลอเรส และกิลีโมตาง เป็นสัตว์ที่มีนิสัยดุร้ายกว่าเพื่อนร่วมสายพันธุ์ ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง และด้วยความที่สามารถพบเห็นได้เพียงแห่งเดียวในโลกในประเทศอินโดนีเซียเท่านั้น มังกรโคโมโดจึงถูกเลือกให้เป็นสัตว์ประจำชาติอินโดนีเซีย

สัตว์ประจำชาติของประเทศฟิลิปปินส์ คือ ควาย
ควาย (Water Buffalo) ในประเทศฟิลิปปินส์นั้น ถูกนำมาใช้แรงงานเหมือนในประเทศเวียดนาม ทั้งแรงงานในด้านการเกษตรกรรมและด้านการชักลากของหนัก ดังนั้นคนฟิลิปปินส์จึงมีความผูกพันกับควายมากเป็นพิเศษ และควายได้ถูกเลือกให้เป็นสัตว์ประจำชาติฟิลิปปินส์ด้วยเหตุผลนี้เอง ควายเรียกตามภาษาพื้นเมืองหรือภาษาตากาล็อคว่าคาราบาว และชื่อนี้ถูกนำมาใช้เป็นชื่อวงดนตรีชื่อดังของไทยและใช้รูปหัวควายเป็นสัญญลักษณ์ (หัวหน้าวงคือแอ๊ด คาราบาว จบการศึกษาจากประเทศฟิลิปปินส์)

สัตว์ประจำชาติของประเทศบรูไน คือ เสือโคร่ง
เสือโคร่ง สัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่นอกจากจะได้รับการเลือกให้เป็นสัตว์ประจำชาติของพม่าแล้ว ยังถูกเลือกให้เป็นสัตว์ประจำชาติบรูไนอีกด้วย โดยลักษณะทางภูมิศาสตร์ของประเทศบรูไนซึ่งมีภูเขาและป่าไม้อยู่เป็นจำนวนมาก มีประชากรไม่หน่าแน่น สัตว์ป่าจึงไม่ถูกรบกวน จึงสามารถพบเสือโคร่งสายพันธุ์เอเชียจำนวนมาก และได้ถูกเลือกให้เป็นสัตว์ประจำชาติของประเทศบรูไนในที่สุด

สัตว์ประจำชาติของประเทศสิงคโปร์ คือ สิงโต
ประเทศสิงคโปร์ เดิมมีชื่อว่าเมืองสิงหปุระ (Singapura) ซึ่งหมายถึงเมืองแห่งสิงโต แต่ไม่มีรายงานการพบสิงโตอยู่ตามธรรมชาติในประเทศสิงคโปร์เลย เนื่องจากเป็นประเทศที่ไม่มีป่าไม้หรือทุ่งหญ้าซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสิงโต มีแต่เรื่องเล่าที่ว่ามีผู้เคยพบเห็นสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายสิงโตอยู่บนดินแดนแห่งนี้เท่านั้น แต่กระนั้นสิงโตก็ยังได้รับเลือกให้เป็นสัตว์ประจำชาติสิงคโปร์

สัตว์ประจำชาติของประเทศมาเลเซีย คือ เสือโคร่งมลายู
เสือโคร่งมาลายูเป็นสัตว์ตะกูลเสือโคร่งที่มีลักษณะเฉพาะ มีขนาดใหญ่และมีความแข็งแรงมาก พบมากทางภาคกลางของประเทศมาเลเซียและสามารถพบได้ในป่าดิบชื้นของประเทศเช่น เพนนิซูล่า กลันตัน ตรังกานู เประ ปะหัง และป่าตอนใต้สุดของไทยที่ติดกับชายแดนมาเลเซีย นอกจากเสือโคร่งมลายูจะเป็นสัตว์ประจำชาติมาเลเซีย ยังปรากฏอยู่ในตราสัญญลักษณ์ของประเทศ และเรานิยมเรียกคนมาเลย์และทีมกีฬาของมาเลเซียว่าทีมเสือเหลืองอีกด้วย ซึ่งคำว่าเสือเหลืงหมายถึงเสือโคร่งมลายูนั่นเอง

สัตว์ประจำชาติของประเทศเวียดนาม คือ ควาย
ประเทศเวียดนามเป็นประเทศที่ปลูกข้าวรายใหญ่ประเทศหนึ่งของโลก และการปลูกข้าวของชาวเวียดนามนั้นยังนิยมใช้ควายในการไถนาอยู่ ดังนั้นวิถีชีวิตของคนเวียดนามจึงผูกพันกับควายมากกว่าสัตว์ชนิดอื่น โดยที่ควายนั้นจะสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในประเทศเวียดนาม (เช่นเดียวกับประเทศไทยในสมัยที่ยังนิยมใช้ควายไถนานั่นเอง) ดังนั้นควายจึงถูกยกขึ้นเป็นสัตว์ประจำชาติเวียดนาม