Slider

จุดประสงค์หลักของอาเซียน

ปฏิญญากรุงเทพฯ ได้ระบุวัตถุประสงค์สำคัญ 7 ประการของการจัดตั้งอาเซียน ได้แก่
              1.  ส่งเสริมความร่วมมือและความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และการบริหาร
              2.  ส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงส่วนภูมิภาค
              3.  เสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจพัฒนาการทางวัฒนธรรมในภูมิภาค
              4.  ส่งเสริมให้ประชาชนในอาเซียนมีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดี
              5. ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในรูปของการฝึกอบรมและการวิจัย และส่งเสริมการศึกษาด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
              6. เพิ่มประสิทธิภาพของการเกษตรและอุตสาหกรรม การขยายการค้า ตลอดจนการปรับปรุงการขนส่งและการคมนาคม
              7. เสริมสร้างความร่วมมืออาเซียนกับประเทศภายนอก องค์การ ความร่วมมือแห่งภูมิภาคอื่นๆ  และองค์การระหว่างประเทศ

อาเซียน +3 (อาเซียน บวกสาม)

กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 (ASEAN+3) เป็นกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนกับประเทศนอกกลุ่ม 3 ประเทศ คือ จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาคเอเชียตะวันออก และเพื่อนำไปสู่การจัดตั้งชุมชนเอเชียตะวันออก (East Asian Community) โดยให้อาเซียนและกระบวนการต่างๆ ภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้บรรลุเป้าหมาย เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีของการจัดตั้งกรอบความร่วมมืออาเซียนบวกสามเมื่อปี 2007 (พ.ศ.2550)

ผู้นำของประเทศสมาชิกได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความร่วมมือเอเชียตะวันออกฉบับที่ 2 (Second Joint Statement on East Asia Cooperation: Building on the Foundations of ASEAN Plus Three Cooperation) พร้อมกับเห็นชอบให้มีการจัดทำแผนดำเนินงานเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน (ASEAN+3 Cooperation Work Plan (2007 – 2017)) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในระยะยาว และผลักดันให้เกิดชุมชนอาเซียน (ASEAN Community) ภายในปี 2015 (พ.ศ.2558) โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมความร่วมมือใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการเมืองและความมั่นคง ด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเงิน ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศโลก และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้านสังคม วัฒนธรรม และการพัฒนา และด้านการส่งเสริมกรอบการดำเนินงานในด้านต่างๆและกลไกต่างๆ ในการติดตามผล โดยแผนความร่วมมือดังกล่าวทั้ง 5 ด้านนี้ ถือเป็นการประสานความร่วมมือและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียนกับประเทศในเอเชียตะวันออกมากยิ่งขึ้น

อาเซียน +3   ประกอบด้วยสมาชิก 13 ชาติ คือ 10 ชาติสมาชิกอาเซียน รวมกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งมีประชากรรวมทั้งสิ้นกว่า 2,000 ล้านคน หรือหนึ่งในสามของประชากรโลก แต่เมื่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เข้าด้วยกัน จะทำให้มีมูลค่าถึง 9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณร้อยละ 16 ของจีดีพีโลก ขณะที่ยอดเงินสำรองต่างประเทศรวมกันจะสูงถึง 3.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐซึ่งมากกว่ากึ่งหนึ่งของเงินสำรองต่างประเทศของโลก โดยตัวเลขทางเศรษฐกิจเหล่านี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอาเซียน+3 จะมีบทบาทเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะพัฒนาเศรษฐกิจให้มีความก้าวหน้าต่อไปในอนาคต

จากความร่วมมือดังกล่าวประเทศสมาชิกอาเซียน จะได้รับผลประโยชน์จากความร่วมมือในกรอบของเขตการค้าเสรีอาเซียนบวก+3 (FTA Asian +3) มูลค่าประมาณ 62,186 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และประเทศไทยในฐานะสมาชิกอาเซียนจะได้รับประโยชน์มากที่สุด คิดเป็นมูลค่าประมาณ 7,943 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อินโดนีเซียมีแนวโน้มจะได้ประโยชน์ใกล้เคียงกัน คือประมาณ 7,884 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเวียดนามคาดว่าจะได้รับประโยชน์มูลค่าประมาณ 5,293 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

สำหรับการประชุมรัฐมนตรีคลังอาเซียน + 3 สมัยพิเศษ (Special ASEAN+3 Financial Ministers Meeting) ที่ จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2552 ที่ผ่านมา ได้มีการสนับสนุนการใช้เวทีหารือด้านนโยบายและกิจกรรมความร่วมมือต่างๆ ของภูมิภาคอาเซียน อาทิ ข้อริเริ่มเชียงใหม่ (Chiang Mai Initiative: CMI) พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐมนตรีคลังสนับสนุนให้มีกระบวนการเฝ้าระวัง โดยร่วมมือกับสถาบันการเงินในภูมิภาคและสถาบันการเงินระหว่างประเทศ รวมทั้งข้อริเริ่มเชียงใหม่ ที่รัฐมนตรีคลังอาเซียน+3 จำเป็นจะต้องเร่งรัดกระบวนการไป สู่ระดับพหุภาคี เพื่อเป็นกันชนรองรับเศรษฐกิจอ่อนแอในอนาคต

ทั้งนี้ที่ประชุมมีข้อสรุปว่า จะขยายผลความตกลงริเริ่มเชียงใหม่ในการจัดตั้งกองทุนสำรองระหว่างประเทศร่วมกันในภูมิภาคอาเซียน (Currency Swap) จากเดิม 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 120,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4.2 ล้านล้านบาท เบื้องต้นคาดว่า 3 ประเทศนอกกลุ่มอาเซียน คือจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น จะลงเงินสำรองร้อยละ 80 ของวงเงิน รวม หรือ 9.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และกลุ่มประเทศอาเซียนอีกร้อยละ 20 หรือ 2.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งกองทุนดังกล่าวจะมีรูปแบบคล้ายกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund :IMF) แต่ก็ไม่ใช่คู่แข่งของ IMF แต่จะเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งของเอเชียที่จะมีกองทุนระหว่างประเทศเป็นของตนเอง โดยประเทศจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ลงเงินรวมกันประมาณร้อยละ 80 ส่วนอีกร้อยละ 20 ที่เหลือกลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ จะลงทุนร่วมกัน ขณะที่ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย จะต้องใส่เงินลงทุนมากกว่าอีก 5 ประเทศ คือ บรูไน พม่า ลาว เวียดนาม และกัมพูชา เนื่องจากมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่า โดยคาดว่าจะสามารถเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณารัฐมนตรีคลังอาเซียน+3 วาระปกติที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ในเดือนพฤษภาคม 2552

เพลงประจำอาเซียน (ASEAN Anthem)

“พลิ้วลู่ลม โบกสะบัด ใต้หมู่ธงปลิวไสว
สัญญาณแห่ง สัญญาทางใจ
วันที่เรามาพบกัน
อาเซียน เป็นหนึ่ง ดังที่เราปรารถนา
เราพร้อมเดินหน้าไปตรงนั้น
หล่อหลวมจิตใจ ให้เป็นหนึ่งเดียว…”เนื้อร้องภาษาไทยท่อนแรกของเพลงประจำอาเซียน หรือ เพลง “The ASEAN Way”
(ดิอาเซียนเวย์) บ่งถึงความสำคัญของเพลงประจำอาเซียนในการสนับสนุนการสร้างอัตลักษณ์ของอาเซียน การเชื่อมโยงของประเทศสมาชิกอาเซียน การรวมกันของความหลากหลายให้เป็นหนึ่งเดียว อันจะนำไปสู่สันติภาพ เสถียรภาพและความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม ซึ่งเป็นเป้าหมายของการรวมกันเป็นประชาคมอาเซียนกว่าที่เพลง “The ASEAN Way” จะมาเป็นเพลงประจำอาเซียนนั้น
เกิดจากการหารือในที่ประชุมคณะกรรมการอาเซียนด้านวัฒนธรรมและสนเทศ (ASEAN COCI) ครั้งที่ 29 ในเดือนมิถุนายน ปี 2537 ซึ่งในครั้งนั้นที่ประชุม มีความเห็นตรงกันว่าอาเซียนควรจะมีเพลงประจำอาเซียน โดยกำหนดว่าจะให้เปิดเพลงประจำอาเซียนในช่วงของการจัดกิจกรรมทางด้านวัฒนธรรมและสนเทศ จึงจัดให้มีโครงการเพื่อคัดเลือกเพลงประจำอาเซียนและแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อคัดเลือกเพลง ซึ่งเพลงที่เข้ารอบในครั้งนั้นเป็นเพลงจากประเทศไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ และเพลง ASEAN Song of Unity หรือ ASEAN Oh ASEAN จากฟิลิปปินส์ได้รับรางวัลชนะเลิศ อย่างไรก็ดี เพลงดังกล่าวไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในประเทศสมาชิกอาเซียน เพราะใช้เปิดเฉพาะในการประชุมคณะกรรมการอาเซียนด้านวัฒนธรรมและสนเทศและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องเท่านั้นต่อมา เนื่องจากตามกฎบัตรอาเซียนโดย ข้อบทที่ 40 ระบุให้ อาเซียนมีเพลงประจำอาเซียนโดยต้องการให้เสร็จเรียบร้อยก่อนการให้สัตยาบันกฎบัตรอาเซียนและการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 ดังนั้น ที่ประชุมประเทศสมาชิกอาเซียนได้เห็นชอบให้กำหนดรูปแบบการแข่งขันเป็น open competition โดยให้สำนักเลขานุการอาเซียนในแต่ละประเทศกลั่นกรองคุณสมบัติเบื้องต้น และจัดส่งให้ประเทศไทย ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากประเทศสมาชิกอาเซียนให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเพลง ประจำอาเซียน ภายในเดือนกันยายน 2551ในการแข่งขันครั้งนั้น กำหนดไว้ว่าผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 2 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเกณฑ์ในการคัดเลือกเพลงมี 5 เกณฑ์ดังนี้ (1) เป็นภาษาอังกฤษ (2) มีลักษณะเป็นเพลงชาติประเทศสมาชิกอาเซียน (3) มีความยาวไม่เกิน 1 นาที (4) เนื้อร้องสะท้อนความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียนและความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมและ เชื้อชาติ (5) เป็นเพลงที่แต่งขึ้นใหม่

การแข่งขัน คัดเลือกเพลงเกิดขึ้นที่ประเทศไทย กระทรวงวัฒนธรรมได้จัดการประชุมคณะกรรมการตัดสินเพื่อคัดเลือกเพลงภายในประเทศ เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2551 โดยมีเพลงจำนวน 11 เพลง ที่ผ่านเกณฑ์ และประเทศไทยได้ส่งเพลงดังกล่าวเข้าร่วมการประกวดแข่งขันด้วย ในระดับภูมิภาคอาเซียน กรมอาเซียน ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประกวดแข่งขันเพลงประจำอาเซียน รอบแรก เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2551 ที่โรงแรม Pullman Bangkok King Power โดยมีกรรมการจากประเทศสมาชิกอาเซียนประเทศละ 1 คน

ในส่วนของไทย ฯพณฯ องคมนตรี พล.ร.อ. อัศนี ปราโมช ได้ให้เกียรติเป็นกรรมการฝ่ายไทยโดยทำหน้าที่ประธานการประชุมคัดเลือกเพลง และได้คัดเลือกเพลงจำนวน 10 เพลง จากที่ส่งเข้าประกวดทั้งสิ้น 99 เพลง ต่อมาในรอบตัดสิน เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2551 มีกรรมการจากอาเซียน 10 คนเดิม และจากนอกอาเซียนอีก 3 คน ได้แก่จากญี่ปุ่น จีน และออสเตรเลียเข้าร่วมตัดสินด้วย

ผลการแข่งขันปรากฎว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์เลือกเพลง The ASEAN Way ของไทยที่แต่งโดย นายกิตติคุณ สดประเสริฐ (ทำนองและเรียบเรียง) นายสำเภา ไตรอุดม (ทำนอง) และนางพยอม วลัยพัชรา (เนื้อร้อง) ให้เป็นเพลงประจำอาเซียน การที่เพลงจากไทยได้รับคัดเลือกให้เป็นเพลงประจำอาเซียน ถือเป็นเกียรติภูมิของประเทศและแสดงถึงความสามารถของคนไทยด้วย และประเทศไทยได้เปิดตัวเพลงประจำอาเซียน เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2551 ณ โรงละครอักษรา คิงส์ พาวเวอร์ คอมเพล็กซ์ โดยมีวงดุริยางค์ทหารเรือของกองทัพเรือไทยเป็นผู้บรรเลงเพลง ส่วนเพลงประจำอาเซียนนี้ใช้บรรเลงอย่างเป็นทางการในพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2552 ที่หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

The ASEAN Way (Lyrics) เนื้อเพลง

Raise our flag high, sky high
Embrace the pride in our heart
ASEAN we are bonded as one
Looking out to the world.
For peace, our goal from the very start
And prosperity to last.
We dare to dream we care to share.
Together for ASEAN
we dare to dream,
we care to share for it’s the way of ASEAN
The ASEAN Way (เนื้อร้องภาษาไทยอย่างเป็นทางการ)
พลิ้วลู่ลม โบกสะบัด ใต้หมู่ธงปลิวไสว
สัญญาณแห่งสัญญาทางใจ
วันที่เรามาพบกับ
อาเซียนเป็นหนึ่งดังที่ใจเราปรารถนา
เราพร้อมเดินหน้าไปทางนั้น
หล่อหลอมจิตใจให้เป็นหนึ่งเดียว
อาเซียนยึดเหนี่ยวสัมพันธ์
ให้สังคมนี้มีแต่แบ่งปัน
เศรษฐกิจสังคมก้าวไกลเรียบเรียง ณัฐนันท์ รจนกร
ที่มา : กองอาเซียน ๔ กรมอาเซียน

ไทยอยู่รอดในอาเซียน

ประเทศไทยพัฒนาเศรษฐกิจมาหลายสิบปีด้วยการมีแรงงานราคาถูก และการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ โดยอาศัยการลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาลงทุน หาประโยชน์จากปัจจัยเหล่านี้ โดยที่ไทยเองไม่ได้พัฒนาปรับตัวได้เร็วพอ ปัจจุบันจึงติดอยู่ในกับดักที่คั่นระหว่างประเทศที่พัฒนาเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูงกับประเทศที่กำลังเริ่มพัฒนาเศรษฐกิจอย่างพม่า กัมพูชา ลาว อินโดนีเซีย และที่สำคัญที่สุดคือ เวียดนาม ประเทศเหล่านี้ล้วนมีแรงงานถูกกว่า มีทรัพยากรที่ยังไม่ได้ถูกใช้มากกว่าไทย
      ประเทศเกาหลีใต้ที่เคยตกอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจที่มีปัญหาในช่วงวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” เหมือนกับไทย ได้ก้าวข้ามปัญหาและประสบความสำเร็จในการเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจระดับสูงจากปัจจัยสำคัญอัน ได้แก่ การพัฒนาการศึกษาของคนในชาติสามารถสนองตอบความต้องการทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล กล่าวคือ ในช่วงที่ประเทศเกาหลีใต้เริ่มหนีจากอุตสาหกรรมพื้นๆ อย่างไทยขณะนี้ก็ส่งเสริมให้มี
การศึกษาเน้นผลิตบุคลากรมีความสามารถเข้าไปทำงานในอุตสาหกรรมหนักเช่นอุตสาหกรรมเหล็ก
อุตสาหกรรมรถยนต์ ฯลฯ
     ต่อมาก็พัฒนาหลักสูตรการศึกษาเน้นผลิตคนเกาหลีให้มีทักษะในด้านวิทยาศาสตร์ อิเล็กทรอนิคส์เพื่อสนองตอบความต้องการของภาคเอกชน ที่มีความเจริญเติบโตด้านอุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิคส์ และปัจจุบันมีนโยบายการศึกษาเร่งผลิตนักวิทยาศาสตร์เพื่อทำงานวิจัยและพัฒนา ส่งเสริมให้เอกชนหันมาพัฒนาอุตสาหกรรมมีนวัตกรรมใหม่ๆ สามารถก้าวข้ามนวัตกรรมของญี่ปุ่นในหลายๆ สินค้า ทำให้สินค้าเกาหลีเป็นสินค้าดีมีคุณภาพ ราคาถูกกว่าสินค้าญี่ปุ่น สิ่งนี้แหละคือการเพิ่มประสิทธิภาพ (productivity) คือความสามารถในการผลิตสินค้า ที่ทำรายได้เพิ่มขึ้นจากหนึ่งหน่วยทรัพยากร และแรงงานที่มีอยู่
     ความสำเร็จด้านนโยบายการศึกษา ส่งเสริมชี้ทางให้ภาคเอกชนพร้อมๆ กัน กับการเตรียมความพร้อมสนองตอบความต้องการภาคเอกชน มีนโยบายรัฐบาล ที่ส่งเสริมให้มีการลงทุนในด้านวิจัยและพัฒนา สนับสนุนเอกชนให้หันมาพัฒนาอุตสาหกรรมระดับสูงผลิตสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีทำให้สามารถผลิตสินค้าราคาแพงแต่ใช้ต้นทุนการผลิตต่ำสินค้าอิเล็กทรอนิคส์ส่วนใหญ่มีต้นทุนการผลิตต่อเมื่อเทียบกับราคาขาย อัตราผลกำไรส่วนใหญ่มากกว่า 700 เปอร์เซนต์ เปรียบเทียบผลก าไรจากอุตสาหกรรมพื้นๆ เช่น สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ ที่ไทยทำ ล้วนมีกำไรเพียง 10 – 20 เปอร์เซนต์ ทำกำไรได้น้อย การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างไทยจึงจำเป็นต้อง ก้าวข้ามอุตสาหกรรมพื้น ๆ เหล่านี้ไปสู่อุตสาหกรรมผลิตสินค้านวัตกรรม สร้างรายได้ ให้ประเทศไทยได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ไม่ใช่เก็บเล็กเก็บน้อยอย่างในปัจจุบัน
     ประเทศเกาหลีใต้ยังลงทุนในด้านสาธารณูปโภคอย่างมีนัยสำคัญ ทันต่อความเจริญทางเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งหมดนี้ยังส่งเสริมให้การกระจายรายได้ เป็นธรรมมากขึ้น ทำให้คนที่มีรายได้ปานกลางเพิ่มจำนวน
ขึ้นมากการบริโภค ในประเทศเพิ่มขึ้นมาก ส่งเสริมให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างมั่นคง
     หากถามว่าท าไมไทยถึงได้ก้าวมาสู่กับดักที่อุตสาหกรรมมีแรงงานราคาแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน
อุตสาหกรรมไทยยังเป็นของพื้น ๆ ยังพึ่งพาญี่ปุ่นมาลงทุน ในอุตสาหกรรมรถยนต์ ที่นับวันมีแนวโน้มจะ
หนีออกจากประเทศไทย ที่ญี่ปุ่น เรียกกันว่า Thailand + 1 ในขณะนี้ ในอีกไม่กี่ปี อาจจะกลายเป็น
1+Thailand
     ถึงตอนนั้น เราจะเห็นเวียดนาม อินโดนีเซีย พม่า กลายเป็นศูนย์แต่ไทย เป็นเพียงผู้เล่นตัวประกอบ เศรษฐกิจเขาเหล่านั้นจะก้าวข้ามไทยไปเหมือนอย่างสิงคโปร์และมาเลเซียก้าวข้ามไทยไปเมื่อประมาณ 35 ปีก่อน และ 15 ปีก่อน ตามล าดับ
     ปัญหาที่ทำให้ไทยไม่อาจทำได้อย่างเกาหลีใต้ น่าจะเกิดจากการปกครองที่มีการเลือกตั้ง เพราะเลือกตั้งทีไร คนไม่มีความสามารถ คนไม่มีคุณธรรม ได้เข้ามาบริหารประเทศเป็นส่วนใหญ่ ทุกรัฐบาลที่ผ่านมามักมีไม่กี่คนในรัฐบาลที่พอมี ความสามารถบ้าง ที่เหลือล้วนเพิ่งจะเข้ามาเรียนรู้งาน ทำอะไรก็ไม่ค่อยจะเป็น คิดหานโยบายอะไรเพื่อประเทศชาติมักคิดกันไม่ค่อยออก ทำกันไม่เป็นอย่างนี้ มาหลายสิบปี หวังเพียงเข้ามาโกงกิน อย่างนี้ ไทยจะอยู่รอดในอาเซียนได้อย่างไร หากจะมีการเลือกตั้ง มีประชาธิปไตย ต้องกำจัดคอร์รัปชั่นให้ได้เสียก่อน

ประเทศไทยจะได้ประโยชน์อะไรจาก AEC (ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน)

           ประชาคมอาเซียนที่จะถือกำเนิดในปี 2558 นั้น คนไทยจะได้ประโยชน์อะไร แน่นอนเราคงอยากทราบ แต่ในชั้นนี้ขอจำกัดเฉพาะทางเศรษฐกิจก่อน

              ประการแรก ไทยจะ “มีหน้ามีตาและฐานะ” เด่นขึ้นประชาคมอาเซียนจะทำให้เศรษฐกิจ “ของเรา” มีมูลค่ารวมกัน 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีขนาดใหญ่อันดับ 9 ของโลก ยังประโยชน์แก่คนไทยทุกคนที่จะได้ยืนอย่างสง่างาม “ยิ้มสยาม” จะคมชัดขึ้น

              ประการที่สอง การค้าระหว่างไทยกับประเทศอาเซียนจะคล่องและขยายตัวมากขึ้น กำแพงภาษีจะลดลงจนเกือบจะหมดไป เพราะ 10 ตลาดกลายเป็นตลาดเดียว ผู้ผลิตจะส่งสินค้าไปขายในตลาดนี้และขยับขยายธุรกิจของตนง่ายขึ้น ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็จะมีทางเลือกมากขึ้นราคาสินค้าจะถูกลง

              ประการที่สาม ตลาดของเราจะใหญ่ขึ้น แทนที่จะเป็นตลาดของคน 67 ล้านคน ก็จะกลายเป็นตลาดของคน 590 ล้านคน ซึ่งจะทำให้ไทยกลายเป็นแหล่งลงทุนที่น่าสนใจ เพราะสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยสามารถส่งออกไปยังอีกเก้าประเทศได้ราวกับส่งไปขายต่างจังหวัด ซึ่งก็จะช่วยให้เราสามารถแข่งขันกับจีนและอินเดียในการดึงดูดการลงทุนได้มากขึ้น

              ประการที่สี่ความเป็นประชาคมจะทำให้มีการพัฒนาเครือข่ายการสื่อสารคมนาคมระหว่างกันเพื่อประโยชน์ด้านการค้าและการลงทุน แต่ก็ยังผลพลอยได้ในแง่การไปมาหาสู่กัน ซึ่งก็จะช่วยให้คนในอาเซียนมีปฏิสัมพันธ์กัน รู้จักกัน และสนิทแน่นแฟ้นกันมากขึ้น เป็นผลดีต่อสันติสุข ความเข้าใจอันดีและความร่วมมือกันโดยรวม นับเป็นผลทางสร้างสรรค์ในหลายมิติด้วยกัน

              ประการที่ห้า โดยที่ ไทยตั้งอยู่ในจุดกึ่งกลางบนภาคพื้นแผ่นดินใหญ่อาเซียน ประเทศไทยย่อมได้รับประโยชน์จากปริมาณการคมนาคมขนส่งที่จะเพิ่มขึ้นในอาเซียนและระหว่างอาเซียนกับจีน (และอินเดีย) มากยิ่งกว่าประเทศอื่นๆ
บริษัทด้านขนส่ง คลังสินค้า ปั๊มน้ำมัน ฯลฯ จะได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน จริงอยู่ ประชาคมอาเซียนจะยังผลทั้งด้านบวกและลบต่อประเทศไทย ขึ้นอยู่กับพวกเราคนไทยจะเตรียมตัวอย่างไร แต่ผลทางบวกนั้นจะชัดเจน เป็นรูปธรรมและจับต้องได้

ดึงอาเซียนเที่ยวไทย

ททท.ตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวตลาดอาเซียนเข้าไทยทะลุ 10 ล้านคน เทียบชั้นจีน เน้นเจาะกลุ่มครอบครัว ผู้หญิงและเจนวาย

น.ส.วไลลักษณ์ น้อยพยัคฆ์ ผู้อำนวยการภูมิภาคอาเซียน เอเชียใต้และแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.มีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนตลาดนักท่องเที่ยวอาเซียนให้เดินทางมาเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้นทั้งจำนวนและรายได้ โดยตั้งเป้าที่จะดึงนักท่องเที่ยวอาเซียนให้มาไทยให้ได้ 10 ล้านคน ภายในปี 2562 ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวตลาดอาเซียนมีสัดส่วนเท่ากับตลาดนักท่องเที่ยวจากจีนในปัจจุบัน

“ขณะที่เป้าหมายด้านรายได้จากนักท่องเที่ยวในตลาดอาเซียนปี 2562 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10% จากปีนี้ ซึ่งถือเป็นเป้าหมายท้าทายที่ต้องทำให้ได้ โดยในช่วงครึ่งปีหลังจะร่วมมือกับสายการบินต่างๆ เพื่อทำการประชาสัมพันธ์เส้นทางบินตรงจากเมืองรองของประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่เมืองรองของไทย เพื่อกระจายการท่องเที่ยวและเพิ่มรายได้ด้านการ ท่องเที่ยว” น.ส.วไลลักษณ์ กล่าว

สำหรับแผนงานในปี 2562 ที่จะใช้ดำเนินการเพื่อให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้นั้น ส่วนหนึ่งจะหันมาทำตลาดในกลุ่มที่มีรายได้และกำลังซื้อสูง เช่น กลุ่มครอบครัวและกลุ่มนักท่องเที่ยวผู้หญิง รวมทั้งเน้นส่งเสริมการเป็นเป้าหมายปลายทางในช่วงวันหยุด (วีกเอนด์) เพื่อเจาะตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มเจนวายในอาเซียนด้วยการนำเสนอโปรดักต์ที่มีความหรูหรา (ลักซ์ชัวรี่)

ทั้งนี้ ในปี 2561 คาดว่าจะมีนัก ท่องเที่ยวจากอาเซียนเดินทางเข้ามาประเทศไทยรวม 9.7 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อนที่มี 9.11 ล้านคน และคาดว่าจะสร้างรายได้เข้าประเทศไทยเพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อนที่มีมูลค่า 269,971.95 ล้านบาท

“ปีนี้คาดว่านักท่องเที่ยวจากเวียดนามจะเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยทะลุ 1 ล้านคน เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวจากสิงคโปร์ ซึ่งแผนงานระยะยาวของ ททท.จะเน้นจูงใจให้นักท่องเที่ยวเกิดการใช้จ่ายมากขึ้นควบคู่กับการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อกระจายรายได้ลงชุมชนมากขึ้น” น.ส.วไลลักษณ์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีแผนทำตลาดนักท่องเที่ยวชาวอินเดียด้วย โดยตั้งเป้าปี 2563 จะดึงนักท่องเที่ยวชาวอินเดียเข้ามาประเทศไทยให้ได้ 2 ล้านคน จากปี 2561 ที่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวอินเดียเข้ามาประเทศไทย 1.6 ล้านคน โดยจะมาจากกลุ่มคู่แต่งงาน กลุ่มที่เข้ามาจัดงานแต่งงานและเฉลิมฉลอง รวมทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวผู้หญิง

ดีเอสไอจับมืออาเซียน รับมืออาชญากรรมไซเบอร์

ผู้แทนจากกลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ  ผู้เชี่ยวชาญในด้านอาชญากรรมไซเบอร์และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย อาทิ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) สำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมสัมมนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และกำหนดมาตรการแนวทางการบังคับใช้กฎหมายในกลุ่ม ASEAN Economic Community (AEC) ในการป้องกันอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งกรมสอบสวนสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จัดขึ้น

ทั้งนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และกำหนดมาตรการ  แนวทางการบังคับใช้กฎหมายในกลุ่ม ASEAN Economic Community (AEC) เพื่อพัฒนาทักษะและขีดความสามารถของบุคลากรกรมสอบสวนคดีพิเศษ ด้านการป้องกันและสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมไซเบอร์ และเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานระหว่างประเทศ และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในประเทศ  เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือหากเกิดสถานการณ์จริง และเน้นสร้างการเตือนภัยสร้างการรับรู้เพื่อปกป้องคุ้มครองประชาชนผู้บริสุทธิ์จากภัยคุกคามที่มองไม่เห็น

ในส่วนของไทย คดีไซเบอร์ส่วนใหญ่ เป็นเรื่องคอลเซ็นเตอร์  ที่หลอกลวงคนไทย สร้างความเสียหายมหาศาลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยมีศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในต่างประเทศในหลายประเทศ ข้อมูลจากศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฉ้อโกงประชาชนผ่านระบบโทรศัพท์และสื่ออิเลคทรอนิกส์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 มีการแจ้งข้อมูล รวม 452 คดี ความเสียหายประมาณ 245 ล้านบาท ออกหมายจับแล้ว 547หมาย จับกุมได้ 396 หมาย ซึ่งการแก้ปัญหาได้มีการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศต่อเนื่อง จนสามารถทลายแกงส์คอลเซ็นเตอร์ได้หลายครั้ง แต่ปัญหานี้ยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง

ส่วนประเทศฟิลิปินส์ คดีไซเบอร์ส่วนใหญ่เป็นการฉ้อโกงทางอินเทอร์เน็ต เช่นเดียวกับอินโดนีเซีย ที่คดีไซเบอร์ฉ้อโกงทางอินเทอร์เน็ตก็เกิดมากสุดกว่าร้อยละ50ของคดีไซเบอร์ทั้งหมด

ส่วนออสเตรเลีย คดีไซเบอร์ที่เกิดกับภาครัฐ ส่วนใหญ่คือ Phishing หรือ

การหลอกลวงที่เกิดจากการพยายามหลอกผู้ใช้งาน โดยการสร้างอีเมล์ หรือหน้าเว็บปลอมขึ้นมา เพื่อหวังผลในการให้ผู้ใช้งานเกิดความสับสน และทำธุรกรรมต่างๆบนเว็บไซต์ปลอมที่ถูกสร้างขึ้นนั้น.-สำนักข่าวไทย

 

จีนหารือมุกดาหาร เชื่อมโลจิสติกส์อาเซียน

แม้จะไม่ใช่พื้นที่เชื่อมต่อกับเส้นทางการค้าจากจีนโดยตรงอย่างเช่น จ.เชียงราย ที่มีเส้นทาง R3A หรือ จ.หนองคาย ที่กำลังจะมีรถไฟทางคู่เชื่อมโยงการค้า จีน-ลาว-ไทย แต่ จ.มุกดาหารนั้น อยู่ในแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก หรือ East West Economic Corridor หรือ EWEC ซึ่งลากยาวตั้งแต่ทะเลจีนใต้ไปจนถึงมหาสมุทรอินเดีย เชื่อมเอเชียใต้ และในอนาคตอาจจะพัฒนาขึ้นเป็นเส้นทางการค้าเชื่อมไปถึงทวีปยุโรป มุกดาหารจึงเป็นประตูการค้าสำคัญที่จีนให้ความสนใจ

ล่าสุด เหวย หยู รองอธิบดีสำนักงานการต่างประเทศและกิจการชาวจีนโพ้นทะเล เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง สาธารณรัฐประชาชนจีน นำคณะเยือน จ.มุกดาหาร เพื่อสำรวจและศึกษาลู่ทางเสริมสร้างประสิทธิภาพการขนส่งสินค้า ระหว่างไทย-กว่างซีจ้วง ผ่านฮานอย ประเทศเวียดนาม แขวงสะหวันนะเขต ประเทศลาว สู่ จ.มุกดาหาร

ไพฑูรย์ รักษ์ประเทศ ผวจ.มุกดาหาร กล่าวว่า มุมมองในการพัฒนาเส้นทางโลจิสติกส์จากจีนตอนใต้ถึงประเทศไทยตัดผ่านลาวและเวียดนาม รัฐบาลจีนควรสนับสนุนพัฒนาเส้นทางโลจิสติกส์เชื่อม EWEC สายนี้ จีนจะได้ประโยชน์มหาศาลจากเส้นทางโลจิสติกส์เชื่อมอาเซียน จากจีนตอนใต้สู่ประเทศเวียดนาม-ลาว-ไทย สู่ประเทศกัมพูชา สามารถขนส่งสินค้ากระจายได้ทั่วภูมิภาคอาเซียน 

ด้าน ภมร เชาว์ศิริกุล ประธานหอการค้าจังหวัดมุกดาหาร และประธานคณะอนุกรรมการเศรษฐกิจไทย-ลาว สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันด่านศุลกากรมุกดาหาร- สะหวันนะเขต มีการขนส่งสินค้าผ่านแดนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสินค้าจากจีนตอนใต้ ปี 2560 ด่านมุกดาหารมีมูลค่าสินค้าผ่านแดนสูงถึง 196,700 ล้านบาทในปี 2561 คาดว่าจะทะลุ 2 แสนล้านบาท

“อนาคตด่านชายแดนมุกดาหารจะมีมูลค่าผ่านแดนเพิ่มขึ้น จากเส้นทางคมนาคมขนส่งและความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ จากการเป็นเมืองชายแดนเชื่อมกับแขวงสะหวันนะเขต เมืองเศรษฐกิจอันดับ 2 รองจากเวียงจันทน์ของลาว และเส้นทางไปสู่เมืองท่าดานัง ประเทศเวียดนาม และมณฑลกว่างซี ประเทศจีนตอนใต้”

ประธานหอการค้ามุกดาหารเห็นว่า รัฐบาลต้องเร่งพัฒนามุกดาหารให้เป็นศูนย์รวมทางการเงิน จุดพักสินค้า ฮับโลจิสติกส์ ท่าเรือบก หรือทรัคเทอร์มินอล ต้องส่งเสริมการค้าท้องถิ่นให้ครอบคลุมทุกด้าน ต้องให้ทันกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะแขวงสะหวันนะเขต ซึ่งล่าสุดเมื่อปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลลาวได้ยกระดับเมืองไกรสรพรมวิหาร เมืองเอกในแขวงสะหวันนะเขต ให้เป็นนครไกรสรพรมวิหาร โดยล่าสุดมีประชากรประมาณ 1 ล้านคน มีการพัฒนาในหลายๆ ด้าน ขยับก้าวห่าง จ.มุกดาหารไปอีกขั้น โดยมีทั้งสถานศึกษาและเขตเศรษฐกิจพิเศษ มีสิทธิพิเศษ GSP ลดต้นทุนได้ถึง 20-30%

สตรีมมิ่งในอาเซียน ร่วมสร้างแนวปฏิบัติด้านเนื้อหา กันเนื้อหาผิดลิขสิทธิ์, hate speech

ผู้ให้บริการวิดีโอออนดีมานด์แบบสมัครสมาชิกในอาเซียน ได้แก่ ASTRO, dimsum, Fox+, HOOQ, iflix, Netflix, tonton และ TVB ร่วมมือกันประกาศแนวปฏิบัติด้านเนื้อหาเพื่อกำกับดูแลกันเองในอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ผู้บริโภค และให้แน่ใจว่าเนื้อหาถูกลิขสิทธิ์ ปราศจากถ้อยคำแสดงความเกลียดชัง อาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชัง สื่อลามกอนาจาร และเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมอื่นๆ

ความคิดนี้เริ่มมีครั้งแรกที่งานเสวนาสภาผู้กำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมอาเซียน (ASEAN Telecom Regulators Council dialogue) ที่จัดขึ้น ณ กรุงเทพฯ เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา ป็นการพบปะพูดคุยกันระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลและภาคอุตสาหกรรมเพื่อสร้างแนวทางการแก้ปัญหาร่วมกันทั่วทั้งอาเซียน

ผู้สนับสนุนแนวคิดนี้ด้วยคือ สมาคมผู้ประกอบการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก และโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมแห่งภูมิภาคเอเชีย (CASBAA)

หลุยส์ บอสเวลล์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CASBAA กล่าวว่า แนวปฏิบัตินี้ ช่วยแยกแยะการบริการที่ถูกกฎหมายจากเว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งไม่เพียงทำร้ายธุรกิจที่ถูกกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการรับชมเนื้อหาที่ไม่มีการตรวจสอบอีกด้วย สื่อรุนแรงอาจเข้าถึงเยาวชนได้ง่าย

ลุยจัดเจ้าภาพอาเซียน ไทยพร้อมเป็นประธานปี’62 เร่งเตรียมประเด็นเศรษฐกิจผลักดัน

ไทยหารือเลขาธิการอาเซียนคนใหม่ เตรียมพร้อมเป็นประธานอาเซียนปี 2562 เร่งหาข้อสรุปอาร์เซ็ปให้จบปีนี้

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับ ดาโต๊ะ ปาดูกา ลิม จ็อก ฮอย เลขาธิการอาเซียนคนใหม่ ที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือน ม.ค. 2561 ในโอกาสที่เดินทางมาประเทศไทย ซึ่งได้หารือถึงความร่วมมือของรัฐบาลไทยและสำนักเลขาธิการอาเซียนในการเตรียมการเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี 2562

ทั้งนี้ ไทยได้แสดงความพร้อมที่จะเป็นประธานอาเซียนในปีหน้า โดยด้านเศรษฐกิจกระทรวงพาณิชย์จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในระดับต่างๆ รวม 7 การประชุม ซึ่งขณะนี้ไทยอยู่ระหว่างพิจารณาประเด็นด้านเศรษฐกิจที่ไทยจะผลักดันให้มีความคืบหน้าหรือเกิดผลเป็นรูปธรรม โดยตลอดทั้งปี 2562 ที่ประเทศไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนนั้น สำนักเลขาธิการอาเซียนจะเป็นกำลังสำคัญหลักในการสนับสนุนการทำงานและความร่วมมือต่างๆ ของประชาคมอาเซียน

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นร่วมกันว่าเพื่อขับเคลื่อนการทำงานของอาเซียนให้บรรลุเป้าหมายตามวิสัยทัศน์ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนให้มีความเชื่อมโยง มีความสามารถในการแข่งขัน มีนวัตกรรม และมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง รวมทั้งสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 อาเซียนควรให้ความสำคัญกับการทำงานในประเด็นที่มีความคาบเกี่ยวทั้งระหว่างเสาประชาคม และระหว่างองค์กรรายสาขามากขึ้น รวมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนด้วย

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือเกี่ยวกับการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรืออาร์เซ็ป โดยเห็นพ้องกันว่าอาเซียนและคู่เจรจา 6 ประเทศ ต้องมุ่งมั่นตั้งใจร่วมกันที่จะสรุปการเจรจาอาร์เซ็ปให้ได้ในปี 2561 โดยผู้นำของแต่ละประเทศจะต้องให้ท่าทีในการเจรจากับผู้แทนของประเทศตนที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อเร่งรัดให้การเจรจามีความคืบหน้าและสามารถสรุปได้โดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะเรื่องการเปิดตลาด

“การเจรจาในแต่ละรอบทุกประเทศจะต้องพยายามอย่างเต็มที่ ในการทยอยสรุปประเด็นที่จะอยู่ในความตกลงให้ได้ตามแผนงาน ซึ่งขณะนี้สามารถสรุปได้แล้ว 2 เรื่อง จากทั้งหมด 18 เรื่อง โดยไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการเจรจาจัดทำความตกลงอาร์เซ็ป ครั้งที่ 23 และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในวันที่ 17-27 ก.ค. 2561 โดยจะเป็นการประชุมรอบสำคัญ ก่อนการประชุมรัฐ มนตรีอาร์เซ็ป ครั้งที่ 6 ในช่วงต้นเดือน ก.ย. 2561” น.ส.ชุติมา กล่าว