Slider

ดอกไม้อาเซียนประเทศกัมพูชา ดอกลำดวน

สำหรับประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียนที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ เรียกได้ว่าเป็นประเทศบ้านพี่เมืองน้องที่ประวัติศาสตร์ร่วมกันมากับประเทศไทยอย่างยาวนาน นั่นก็คือประเทศกัมพูชา ซึ่งประเทศกัมพูชานั้น มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน และมีขนบธรรมเนียมประเพณีรวมไปถึงเรื่องราวของความเชื่อต่างๆ ซึ่งโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ด้วยความที่เป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ทำให้เกิดเรื่องราวเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณีรวมไปถึงความเชื่อของประชาชน ในประเทศที่ดูโดดเด่นและมีเรื่องราวความเป็นมาอันยาวนาน ยกตัวอย่างเช่น ระบำอัปสรา ซึ่งเป็นการแสดงนาฎศิลป์ที่โดดเด่นของประเทศกัมพูชา ซึ่งถอดแบบการแต่งกายรวมถึงท่าการร่ายรำมาจากภาพจำลองหลักรูปของนางอัปสร ที่ปรากฏอยู่ที่ปราสาทนครวัด หรือในส่วนของเทศกาลน้ำ หรือ บอน อม ตุก ซึ่งถือได้ว่าเป็นเทศกาลงานใหญ่ประจำปีของประเทศกัมพูชา โดยจะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน เพื่อเป็นการแสดงถึงการสำนึกในพระคุณของพระแม่คงคา ที่ได้นำเอาความอุดมสมบูรณ์มาให้กับประชาชน และมีการแข่งเรือยาว รวมทั้งการแสดงพลุดอกไม้ไฟ ซึ่งคล้ายคลึงกับประเพณีลอยกระทงของประเทศไทยเรา

ส่วนดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติของประเทศกัมพูชา คือดอกลำดวน ซึ่งเป็นดอกไม้ที่มีสีขาวปนเหลืองนวล กลีบดอกหนาทึบ และแข็งเล็กน้อย แต่กลับให้กลิ่นหอมเย็นแบบกรุ่นๆ ซึ่งดอกลำดวนนี้ได้จัดเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่ง เพราะเป็นดอกไม้ที่มีความหมายถึง ความสดชื่นและความหอมกรุ่น ซึ่งได้มีการแนะนำวิธีการปลูกต้นลำดวนที่ถูกต้องเอาไว้ คือ ต้องปลูกไว้ในทิศตะวันตกเฉียงเหนือของตัวบ้าน และที่สำคัญที่สุด จะต้องทำการปลูกในวันพุธเท่านั้นด้วย เพิ่มพูนมาอีกหนึ่งดอกไม้สัญลักษณ์ประจำชาติของประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน ประเทศกัมพูชา

ดอกไม้อาเซียน ประเทศอินโดนีเซียคือดอกกล้วยไม้ราตรี

ดอกไม้ประจำชาติอินโดนีเซีย คือ ดอกกล้วยไม้ราตรี (Moon Orchid) ซึ่งเป็นหนึ่งในดอกกล้วยไม้ที่บานอยู่ได้นานที่สุด โดยช่อดอกนั้นสามารถแตกกิ่งและอยู่ได้นาน 2-6 เดือน โดยดอกจะบานแค่ปีละ 2-3 ครั้งเท่านั้น ทั้งนี้ดอกกล้วยไม้ราตรีสามารถเจริญเติบโตได้ดีในอากาศชื้น จึงพบเห็นได้ง่ายในพื้นที่ราบต่ำของประเทศอินโดนีเซีย

กิ่งก้านแตกช่อดอกอยู่ไสวเปิดเรื่องด้วยคำกลอนดอกไม้ประเภทนี้ไม่ต้องบอกว่าเป็นดอกอะไร นั่นก็คือ ดอกกล้วยไม้ราตรี อีกหนึ่งดอกไม้อาเซียนซึ่งเป็นดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ประจำประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย 1 ใน 10 ประเทศกลุ่มสมาชิกประชาคมอาเซียนของเราที่มีกำหนดจะเริ่มขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้าคือปีพ.ศ.2558สำหรับดอกกล้วยไม้ราตรี หรือ Moon Orchid เป็นหนึ่งจากหลากหลายชนิดของดอกกล้วยไม้ที่เบ่งบานอยู่ได้นานที่สุดชนิดหนึ่ง โดยลักษณะของช่อดอกนั้นจะสามารถแตกกิ่งและอยู่ได้นานถึง 2-6 เดือนด้วยกัน ซึ่งดอกของกล้วยไม้ราตรีนี้จะบานเพียงแค่ปีละ 2-3 ครั้งเท่านั้น และเจ้าดอกกล้วยไม้ราตรีนี้จะมีความสามารถในการเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศที่ชื้น จึงทำให้เราสามารถพบเห็นได้ง่ายในพื้นที่ราบต่ำของประเทศอินโดนีเซียเอกลักษณ์ของแต่ละประเทศย่อมแตกต่างกันออกไป และการเลือกสัญลักษณ์มาเพื่อเป็นการสื่อสารความหมายเกี่ยวประเทศของตนเองนั้น ส่วนใหญ่จะเน้นไปในเรื่องที่โดดเด่นของแต่ละประเทศของตน และประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียก็เป็นประเทศที่มีสภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นหมู่เกาะ และเป็นประเทศขนาดใหญ่ มีประชากรมาก เราต้องศึกษาเรื่องราวพื้นฐานของประเทศในกลุ่มสมาชิกประชาคมอาเซียนเพื่อนำมาปรับปรุงพื้นฐานของประเทศเราให้เจริญก้าวหน้าไปพร้อม ๆ กับนานาอารยประเทศทั้งเรื่องระบบสาธารณูปโภค และการศึกษา เพื่อให้ลูกหลานรุ่นหลังของเรามีการพัฒนาประเทศไปในทางที่ดีขึ้น เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยเราด้วย

ดอกไม้อาเซียนประเทศฟิลิปปินส์ คือดอกพุดแก้ว

รู้จักประเทศในกลุ่มสมาชิกอาเซียนกันไปหลายประเทศแล้ว วันนี้มารู้จักกับประเทศที่เป็นหมู่เกาะอีกหนึ่งประเทศ นั่นก็คือ ประเทศสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สำหรับประเทศฟิลิปปินส์นั้น ได้รับอิทธิพลเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมมาจากประเทศสเปนและประเทศเม็กซิโก ที่เรียกว่า Hispanic Influences ที่มีมากกว่า 300 ปี ซึ่งในช่วงการปกครองแบบอาณานิคม เราจะเห็นได้จากความเชื่อในศาสนาคาธอลิก เกี่ยวกับงานประเพณีทางศาสนาในทุกปี

และประเทศฟิลิปปินส์นั้น จะมีงานรื่นเริงประจำปี งานหนึ่งที่เรียกว่า Barrio Fiesta ซึ่งเป็นงานรื่นเริง เฉลิมฉลองนักบุญของเมือง หมู่บ้านและเขตการปกครองต่าง ๆ และมีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา อีกทั้งยังมีการเดินขบวนในเมืองเพื่อฉลองนักบุญ เป็นประเพณีใหญ่ มีการจุดพลุ การประกวดความงามและการเต้นรำอีกด้วย

สำหรับดอกไม้ที่บ่งบอก และเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติของประเทศฟิลิปปินส์นั้น คือ ดอกพุดแก้ว ซึ่งมีลักษณะดอกเป็นสีขาวมีกลีบดอกเป็นรูปดาว มีลักษณะที่โดดเด่นคือ มีกลิ่นหอม ดอกพุดแก้ว จะบานส่งกลิ่นหอมตลบอบอวนไปทั่วในตอนกลางคืน และชาวฟิลิปปินส์ถือว่า ดอกพุดแก้วนี้ เป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ ความเรียบง่าย ความอ่อนน้อมถ่อมตน รวมไปถึง ความเข้มแข็ง โดยดอกพุดแก้วนั้น เคยถูกนำมาใช้เฉลิมฉลองในตำนานเรื่องเล่ารวมทั้งเรื่องราวของบทเพลงของฟิลิปปินส์ด้วยเช่นกัน

สัญลักษณ์ของแต่ละประเทศย่อมบ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของคนในชาติ การรวมกลุ่มประชาคมอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 จะยิ่งทำให้ตัวตนของแต่ละประเทศชัดเจนขึ้น และนำเอาจุดเด่นของแต่ละชาติมาปรับใช้และพัฒนาอาเซียนของเราให้เจริญก้าวหน้าอีกด้วย

ดอกไม้อาเซียนประเทศสิงคโปร์ คือดอกกล้วยไม้แวนด้า

ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีผู้คนมากมายหลากหลายเชื้อชาติรวมกันอยู่ ทำให้ลักษณะทางสังคมและวัฒนธรรมของสิงคโปร์นั้นหลากหลายไปด้วย และดูเหมือนว่าต่อให้ประเทศจะเจริญก้าวหน้าไปมากมายเพียงใด แต่คนที่อาศัยอยู่ในสิงคโปร์จะยังคงยึดถือธรรมเนียมและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของบรรพบุรุษดั้งเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
ดอกกล้วยไม้แวนด้า

ด้วยความหลากหลายของเชื้อชาติ ทำให้ประเทศสิงคโปร์มีวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลาย ทั้งทางด้านของการแต่งกาย หรืออาหารการกิน ตลอดจนการเซ่นไหว้วิญญาณของบรรพบุรุษ อีกทั้งในเรื่องของความเชื่อเรื่องของการบูชาเทพเจ้า ที่ดูแล้วจะมีความแตกต่างกันออกไป โดยชาวจีนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในประเทศสิงคโปร์นั้น ส่วนมากจะบูชาเจ้าแม่กวนอิม หรือเทพธิดาแห่งความสุข เทพเจ้ากวนอู หรือเทพเจ้าแห่งความยุติธรรม รวมถึงเทพเจ้าจีนองค์อื่นๆ ในขณะเดียวกันที่ชาวฮินดูในประเทศสิงคโปร์ จะบูชาเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ เป็นต้น

ดอกไม้ประจำประเทศสิงคโปร์นั้นคือ ดอกกล้วยไม้แวนด้า หรือ Vanda Miss Joaquim โดยที่ดอกกล้วยไม้แวนด้านี้ ได้ตั้งชื่อตามผู้ที่เป็นผู้คิดค้นผสมพันธ์ คือ Miss Agnes Joaquim นั่นเอง โดยการจัดให้ดอกกล้วยไม้เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดในประเทศสิงคโปร์ และดอกกล้วยไม้แวนด้า จะมีสีม่วงสด สวยงามและเบ่งบานอยู่ตลอดทั้งปี และดอดกล้วยไม้แวนด้านี้ ได้มีการจัดให้เป็นดอกไม้ประจำชาติสิงคโปร์ตั้งแต่ปี ค.ศ.1981 หรือปี พ.ศ.2524

ถึงแม้ว่าประเทศสิงคโปร์จะเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ต่างศาสนา ต่างวัฒนธรรม แต่สำหรับประเทศสิงคโปร์แล้ว เรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้เป็นปัญหาในการพัฒนาประเทศเลย ประชากรของเขาเคร่งครัดในกฎหมายและกฏระเบียบ ทำให้ประเทศสิงคโปร์ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในเอเชียในหลายๆ ด้านด้วย ประเทศไทยเราจะต้องรู้จักนำแนวคิดแนวปฏิบัติของประเทศสิงค์โปร์มาปรับใช้ด้วย

กีฬาประจำชาติของสาธารณรัฐสิงคโปร์

กีฬาในประเทศสิงคโปร์ ชาวสิงคโปร์เล่นกีฬาฟุตบอล คริกเก็ต แบดมินตัน บาสเก็ตบอล รักบี้ ปิงปอง และวอลเลย์บอล ปกติแล้วในแถบย่านที่อยู่อาศัยของประชากรจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสันทนาการจัดไว้ให้แล้ว กีฬาทางน้ำ เช่น ดำน้ำ สกีน้ำ เรือคายัก และว่ายน้ำ เป็นที่นิยมกันบนเกาะนี้ สนามกีฬาแห่งชาติของสิงคโปร์เปิดให้บริการเมื่อปี 1973 และถูกใช้เป็นสถานที่แสดงทาง วัฒนธรรม การกีฬา และความบันเทิงต่างๆ และถูกปิดลงในปี 2007 หลังจากศูนย์กลางการกีฬาของสิงคโปร์ถูกสร้างขึ้นในพื้นที่เดียวกัน นั้นในปี 2011 ชาวสิงคโปร์สร้างผลงานได้ดีในด้านการกีฬาและสันทนาการจนได้รับชื่อเสียงไปทั่วโลก ด้วยการผสมผสานของวัฒนธรรมและ ความทันสมัย สิงคโปร์ได้มอบโครงสร้างทางศิลปะที่ดีที่สุดให้กับประชากรและนักท่องเที่ยว

กีฬาประจำชาติ ของ บรูไนดารุสซาลาม (Brunei Darussalam) คือ ปันจักสีลัต (Pencak Silat)

ปันจักสีลัต (Pencak Silat) เป็นคำที่มาจากภาษาอินโดนีเซียมาจากคำว่าปันจัก (Pencak) หมายถึงการป้องกันตนเอง และคำว่า สีลัต (Silat) หมายถึงศิลปะ รวมความแล้วหมายถึงศิลปะการป้องกันตนเอง กีฬาประเภทนี้เดิมเป็นศิลปะการต่อสู้ของคนเชื้อสายมาลายู ใน ภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บรูไน และพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย คือ ปัตตานี ยะลา สตูล นราธิวาส และสงขลา เรียกว่า “สิละ” “ดีกา” หรือ “บือดีกา” เป็นศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าเท้าเปล่า เน้นให้เห็นลีลา การเคลื่อนไหวที่สวยงาม มีบางท่านกล่าวว่า สิละมีรากคำว่า ศิละ ภาษาสันสกฤตทั้งนี้เพราะดินแดนของมลายูในอดีตเคยเป็นดินแดนอาณาจักรศรีวิชัย ที่มีวัฒนธรรมอินเดียเข้ามามีบทบาทที่สำคัญ จึงมีคำ สันสกฤตปรากฏอยู่มาก ประวัติความเป็นมาของปันจักสีลัตนั้น มีตำนานเล่าต่อกันมาหลายตำนาน ซึ่งมีส่วนตรงกันและแตกต่างกันบ้าง Mubin Sheppard ได้กล่าวถึงตำนานสิละไว้ว่า การต่อสู้แบบสิละมีมาตั้งแต่ 400 ปีมาแล้วโดยกำเนิดที่เกาะสุมาตรา ต่อมาผู้สอนได้ ดัดแปลงแก้ไขให้เข้ากับยุคสมัย ตำนานว่า สมัยหนึ่งสามสหายเชื้อสายสุมาตรา ชื่อ บูฮันนุดดิน ซัมซุดดิน และฮามินนุดดิน เดินทางจาก มินังกาบัง ฝั่งตะวันตกของเกาะสุมาตราไปศึกษาวิทยายุทธ ณ เมืองอะแจ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของสุมาตรา สำนักวิทยายุทธนั้นอยู่ใกล้สระน้ำใหญ่ น้ำในสระไหลมาจากหน้าผาสูงชัน ริมสระมีต้นบอมอร์ ออกดอกสีม่วงสดกลมกลืนกับสีนกกินปลา ซึ่งถลาร่อนเล่นน้ำเนืองนิตย์ วันหนึ่ง ฮามินนุดดินไปตักน้ำที่สระแห่งนั้น เขาสังเกตเห็นว่าแรงน้ำตกทำให้น้ำในสระเป็นระลอกคลื่น หมุนเวียน และที่น่าทึ่งคือ ดอก บอมอร์ช่อหนึ่ง ซึ่งหล่นจากต้น ถูกน้ำพัดตกลงกลางสระแล้วจึงถอยย้อนกลับไปใกล้ตลิ่งลอยไปลอยมา เช่นนี้ประหนึ่งว่ามีชีวิต จิตใจ ฮามินนุดดิน เพิ่มความพิศวงถึงกับวางกระบอกไม้ไผ่ซึ่งบรรจุน้ำ แล้วจ้องมองดอกไม้ในสระเป็นเวลานาน จากนั้นชายหนุ่มรีบคว้าดอกไม้ช่อนั้นกลับมา เขาได้นำลีลาการลอยของดอกบอมอร์มาประยุกต์สอนการร่ายรำให้แก่เพื่อนทั้งสอง และ ช่วยกันคิดวิธีเคลื่อนไหวโดยอาศัยแขนขา เพื่อป้องกันฝ่ายปรปักษ์ วิชาสิละจึงเกิดขึ้นด้วยประการนี้

AEC ดีอย่างไร

หลายคนอาจจะเคยสงสัย คำว่า AEC (ASEAN Economic Community)ที่เราได้ยินนั้น ตกลงมันคืออะไรกันแน่ (อ่านต่อ : AEC คืออะไร) ซึ่งก่อนหน้านี้ เราก็เคยอธิบายไปแล้ว ครั้งนี้ลองมาดูว่า เมื่อประกาศใช้ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” มันมีข้อดีอย่างไร

1.การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว โดยมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน และ
แรงงานมีฝีมืออย่างเสรี และเงินทุนอย่างเสรีมากขึ้น

2.เพิ่มการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของอาเซียน โดยการพัฒนา
โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่น กฎหมายและนโยบายการแข่งขัน การคุ้มครองผู้บริโภค สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ นโยบายภาษี การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงิน การขนส่ง เทคโนโลยีสารสนเทศ พลังงาน และเหมืองแร่

3.การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียมกัน โดยการส่งเสริมและพัฒนา SMEs และการเสริมสร้าง
สมรรถนะของประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่ เพื่อลดช่องว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจ

4.การบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก โดยการปรับประสานนโยบายเศรษฐกิจของอาเซียนกับ
ประเทศภายนอกภูมิภาค รวมทั้งส่งเสริมการสร้างเครือข่ายการผลิตและการจำหน่ายภายในภูมิภาคให้เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก

แต่ละประเทศใน AEC จะมีจุดเด่นดังนี้

พม่า – สาขาเกษตรและประมง

มาเลเซีย – สาขาผลิตภัณฑ์ยาง และสาขาสิ่งทอ

อินโดนีเซีย – สาขาภาพยนต์และสาขาผลิตภัณฑ์ไม้

ฟิลิปปินส์ – สาขาอิเล็กทรอนิกส์

สิงคโปร์ – สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ และสาขาสุขภาพ

ไทย – สาขาการท่องเที่ยว และสาขาการบิน (ประเทศไทยอยู่ตรงกลาง ASEAN)

 

จุดประสงค์หลักของอาเซียน

ปฏิญญากรุงเทพฯ ได้ระบุวัตถุประสงค์สำคัญ 7 ประการของการจัดตั้งอาเซียน ได้แก่
              1.  ส่งเสริมความร่วมมือและความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และการบริหาร
              2.  ส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงส่วนภูมิภาค
              3.  เสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจพัฒนาการทางวัฒนธรรมในภูมิภาค
              4.  ส่งเสริมให้ประชาชนในอาเซียนมีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดี
              5. ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในรูปของการฝึกอบรมและการวิจัย และส่งเสริมการศึกษาด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
              6. เพิ่มประสิทธิภาพของการเกษตรและอุตสาหกรรม การขยายการค้า ตลอดจนการปรับปรุงการขนส่งและการคมนาคม
              7. เสริมสร้างความร่วมมืออาเซียนกับประเทศภายนอก องค์การ ความร่วมมือแห่งภูมิภาคอื่นๆ  และองค์การระหว่างประเทศ

อาเซียน +3 (อาเซียน บวกสาม)

กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 (ASEAN+3) เป็นกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนกับประเทศนอกกลุ่ม 3 ประเทศ คือ จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาคเอเชียตะวันออก และเพื่อนำไปสู่การจัดตั้งชุมชนเอเชียตะวันออก (East Asian Community) โดยให้อาเซียนและกระบวนการต่างๆ ภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้บรรลุเป้าหมาย เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีของการจัดตั้งกรอบความร่วมมืออาเซียนบวกสามเมื่อปี 2007 (พ.ศ.2550)

ผู้นำของประเทศสมาชิกได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความร่วมมือเอเชียตะวันออกฉบับที่ 2 (Second Joint Statement on East Asia Cooperation: Building on the Foundations of ASEAN Plus Three Cooperation) พร้อมกับเห็นชอบให้มีการจัดทำแผนดำเนินงานเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน (ASEAN+3 Cooperation Work Plan (2007 – 2017)) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในระยะยาว และผลักดันให้เกิดชุมชนอาเซียน (ASEAN Community) ภายในปี 2015 (พ.ศ.2558) โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมความร่วมมือใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการเมืองและความมั่นคง ด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเงิน ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศโลก และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้านสังคม วัฒนธรรม และการพัฒนา และด้านการส่งเสริมกรอบการดำเนินงานในด้านต่างๆและกลไกต่างๆ ในการติดตามผล โดยแผนความร่วมมือดังกล่าวทั้ง 5 ด้านนี้ ถือเป็นการประสานความร่วมมือและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียนกับประเทศในเอเชียตะวันออกมากยิ่งขึ้น

อาเซียน +3   ประกอบด้วยสมาชิก 13 ชาติ คือ 10 ชาติสมาชิกอาเซียน รวมกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งมีประชากรรวมทั้งสิ้นกว่า 2,000 ล้านคน หรือหนึ่งในสามของประชากรโลก แต่เมื่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เข้าด้วยกัน จะทำให้มีมูลค่าถึง 9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณร้อยละ 16 ของจีดีพีโลก ขณะที่ยอดเงินสำรองต่างประเทศรวมกันจะสูงถึง 3.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐซึ่งมากกว่ากึ่งหนึ่งของเงินสำรองต่างประเทศของโลก โดยตัวเลขทางเศรษฐกิจเหล่านี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอาเซียน+3 จะมีบทบาทเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะพัฒนาเศรษฐกิจให้มีความก้าวหน้าต่อไปในอนาคต

จากความร่วมมือดังกล่าวประเทศสมาชิกอาเซียน จะได้รับผลประโยชน์จากความร่วมมือในกรอบของเขตการค้าเสรีอาเซียนบวก+3 (FTA Asian +3) มูลค่าประมาณ 62,186 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และประเทศไทยในฐานะสมาชิกอาเซียนจะได้รับประโยชน์มากที่สุด คิดเป็นมูลค่าประมาณ 7,943 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อินโดนีเซียมีแนวโน้มจะได้ประโยชน์ใกล้เคียงกัน คือประมาณ 7,884 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเวียดนามคาดว่าจะได้รับประโยชน์มูลค่าประมาณ 5,293 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

สำหรับการประชุมรัฐมนตรีคลังอาเซียน + 3 สมัยพิเศษ (Special ASEAN+3 Financial Ministers Meeting) ที่ จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2552 ที่ผ่านมา ได้มีการสนับสนุนการใช้เวทีหารือด้านนโยบายและกิจกรรมความร่วมมือต่างๆ ของภูมิภาคอาเซียน อาทิ ข้อริเริ่มเชียงใหม่ (Chiang Mai Initiative: CMI) พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐมนตรีคลังสนับสนุนให้มีกระบวนการเฝ้าระวัง โดยร่วมมือกับสถาบันการเงินในภูมิภาคและสถาบันการเงินระหว่างประเทศ รวมทั้งข้อริเริ่มเชียงใหม่ ที่รัฐมนตรีคลังอาเซียน+3 จำเป็นจะต้องเร่งรัดกระบวนการไป สู่ระดับพหุภาคี เพื่อเป็นกันชนรองรับเศรษฐกิจอ่อนแอในอนาคต

ทั้งนี้ที่ประชุมมีข้อสรุปว่า จะขยายผลความตกลงริเริ่มเชียงใหม่ในการจัดตั้งกองทุนสำรองระหว่างประเทศร่วมกันในภูมิภาคอาเซียน (Currency Swap) จากเดิม 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 120,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4.2 ล้านล้านบาท เบื้องต้นคาดว่า 3 ประเทศนอกกลุ่มอาเซียน คือจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น จะลงเงินสำรองร้อยละ 80 ของวงเงิน รวม หรือ 9.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และกลุ่มประเทศอาเซียนอีกร้อยละ 20 หรือ 2.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งกองทุนดังกล่าวจะมีรูปแบบคล้ายกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund :IMF) แต่ก็ไม่ใช่คู่แข่งของ IMF แต่จะเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งของเอเชียที่จะมีกองทุนระหว่างประเทศเป็นของตนเอง โดยประเทศจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ลงเงินรวมกันประมาณร้อยละ 80 ส่วนอีกร้อยละ 20 ที่เหลือกลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ จะลงทุนร่วมกัน ขณะที่ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย จะต้องใส่เงินลงทุนมากกว่าอีก 5 ประเทศ คือ บรูไน พม่า ลาว เวียดนาม และกัมพูชา เนื่องจากมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่า โดยคาดว่าจะสามารถเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณารัฐมนตรีคลังอาเซียน+3 วาระปกติที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ในเดือนพฤษภาคม 2552

เพลงประจำอาเซียน (ASEAN Anthem)

“พลิ้วลู่ลม โบกสะบัด ใต้หมู่ธงปลิวไสว
สัญญาณแห่ง สัญญาทางใจ
วันที่เรามาพบกัน
อาเซียน เป็นหนึ่ง ดังที่เราปรารถนา
เราพร้อมเดินหน้าไปตรงนั้น
หล่อหลวมจิตใจ ให้เป็นหนึ่งเดียว…”เนื้อร้องภาษาไทยท่อนแรกของเพลงประจำอาเซียน หรือ เพลง “The ASEAN Way”
(ดิอาเซียนเวย์) บ่งถึงความสำคัญของเพลงประจำอาเซียนในการสนับสนุนการสร้างอัตลักษณ์ของอาเซียน การเชื่อมโยงของประเทศสมาชิกอาเซียน การรวมกันของความหลากหลายให้เป็นหนึ่งเดียว อันจะนำไปสู่สันติภาพ เสถียรภาพและความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม ซึ่งเป็นเป้าหมายของการรวมกันเป็นประชาคมอาเซียนกว่าที่เพลง “The ASEAN Way” จะมาเป็นเพลงประจำอาเซียนนั้น
เกิดจากการหารือในที่ประชุมคณะกรรมการอาเซียนด้านวัฒนธรรมและสนเทศ (ASEAN COCI) ครั้งที่ 29 ในเดือนมิถุนายน ปี 2537 ซึ่งในครั้งนั้นที่ประชุม มีความเห็นตรงกันว่าอาเซียนควรจะมีเพลงประจำอาเซียน โดยกำหนดว่าจะให้เปิดเพลงประจำอาเซียนในช่วงของการจัดกิจกรรมทางด้านวัฒนธรรมและสนเทศ จึงจัดให้มีโครงการเพื่อคัดเลือกเพลงประจำอาเซียนและแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อคัดเลือกเพลง ซึ่งเพลงที่เข้ารอบในครั้งนั้นเป็นเพลงจากประเทศไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ และเพลง ASEAN Song of Unity หรือ ASEAN Oh ASEAN จากฟิลิปปินส์ได้รับรางวัลชนะเลิศ อย่างไรก็ดี เพลงดังกล่าวไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในประเทศสมาชิกอาเซียน เพราะใช้เปิดเฉพาะในการประชุมคณะกรรมการอาเซียนด้านวัฒนธรรมและสนเทศและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องเท่านั้นต่อมา เนื่องจากตามกฎบัตรอาเซียนโดย ข้อบทที่ 40 ระบุให้ อาเซียนมีเพลงประจำอาเซียนโดยต้องการให้เสร็จเรียบร้อยก่อนการให้สัตยาบันกฎบัตรอาเซียนและการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 ดังนั้น ที่ประชุมประเทศสมาชิกอาเซียนได้เห็นชอบให้กำหนดรูปแบบการแข่งขันเป็น open competition โดยให้สำนักเลขานุการอาเซียนในแต่ละประเทศกลั่นกรองคุณสมบัติเบื้องต้น และจัดส่งให้ประเทศไทย ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากประเทศสมาชิกอาเซียนให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเพลง ประจำอาเซียน ภายในเดือนกันยายน 2551ในการแข่งขันครั้งนั้น กำหนดไว้ว่าผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 2 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเกณฑ์ในการคัดเลือกเพลงมี 5 เกณฑ์ดังนี้ (1) เป็นภาษาอังกฤษ (2) มีลักษณะเป็นเพลงชาติประเทศสมาชิกอาเซียน (3) มีความยาวไม่เกิน 1 นาที (4) เนื้อร้องสะท้อนความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียนและความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมและ เชื้อชาติ (5) เป็นเพลงที่แต่งขึ้นใหม่

การแข่งขัน คัดเลือกเพลงเกิดขึ้นที่ประเทศไทย กระทรวงวัฒนธรรมได้จัดการประชุมคณะกรรมการตัดสินเพื่อคัดเลือกเพลงภายในประเทศ เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2551 โดยมีเพลงจำนวน 11 เพลง ที่ผ่านเกณฑ์ และประเทศไทยได้ส่งเพลงดังกล่าวเข้าร่วมการประกวดแข่งขันด้วย ในระดับภูมิภาคอาเซียน กรมอาเซียน ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประกวดแข่งขันเพลงประจำอาเซียน รอบแรก เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2551 ที่โรงแรม Pullman Bangkok King Power โดยมีกรรมการจากประเทศสมาชิกอาเซียนประเทศละ 1 คน

ในส่วนของไทย ฯพณฯ องคมนตรี พล.ร.อ. อัศนี ปราโมช ได้ให้เกียรติเป็นกรรมการฝ่ายไทยโดยทำหน้าที่ประธานการประชุมคัดเลือกเพลง และได้คัดเลือกเพลงจำนวน 10 เพลง จากที่ส่งเข้าประกวดทั้งสิ้น 99 เพลง ต่อมาในรอบตัดสิน เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2551 มีกรรมการจากอาเซียน 10 คนเดิม และจากนอกอาเซียนอีก 3 คน ได้แก่จากญี่ปุ่น จีน และออสเตรเลียเข้าร่วมตัดสินด้วย

ผลการแข่งขันปรากฎว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์เลือกเพลง The ASEAN Way ของไทยที่แต่งโดย นายกิตติคุณ สดประเสริฐ (ทำนองและเรียบเรียง) นายสำเภา ไตรอุดม (ทำนอง) และนางพยอม วลัยพัชรา (เนื้อร้อง) ให้เป็นเพลงประจำอาเซียน การที่เพลงจากไทยได้รับคัดเลือกให้เป็นเพลงประจำอาเซียน ถือเป็นเกียรติภูมิของประเทศและแสดงถึงความสามารถของคนไทยด้วย และประเทศไทยได้เปิดตัวเพลงประจำอาเซียน เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2551 ณ โรงละครอักษรา คิงส์ พาวเวอร์ คอมเพล็กซ์ โดยมีวงดุริยางค์ทหารเรือของกองทัพเรือไทยเป็นผู้บรรเลงเพลง ส่วนเพลงประจำอาเซียนนี้ใช้บรรเลงอย่างเป็นทางการในพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2552 ที่หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

The ASEAN Way (Lyrics) เนื้อเพลง

Raise our flag high, sky high
Embrace the pride in our heart
ASEAN we are bonded as one
Looking out to the world.
For peace, our goal from the very start
And prosperity to last.
We dare to dream we care to share.
Together for ASEAN
we dare to dream,
we care to share for it’s the way of ASEAN
The ASEAN Way (เนื้อร้องภาษาไทยอย่างเป็นทางการ)
พลิ้วลู่ลม โบกสะบัด ใต้หมู่ธงปลิวไสว
สัญญาณแห่งสัญญาทางใจ
วันที่เรามาพบกับ
อาเซียนเป็นหนึ่งดังที่ใจเราปรารถนา
เราพร้อมเดินหน้าไปทางนั้น
หล่อหลอมจิตใจให้เป็นหนึ่งเดียว
อาเซียนยึดเหนี่ยวสัมพันธ์
ให้สังคมนี้มีแต่แบ่งปัน
เศรษฐกิจสังคมก้าวไกลเรียบเรียง ณัฐนันท์ รจนกร
ที่มา : กองอาเซียน ๔ กรมอาเซียน