Slider

ปักหมุด’ACMECS’ เจดีดอทคอมมุ่งแก้ยากจนชาติสมาชิก จ่อนำเข้าสินค้าไทยแสนล.

เจดีดอทคอม ชูแพลตฟอร์มแก้ปัญหาความยากจนในเวที ACMECS นำร่องไทย ยาหอมนำเข้าสินค้าไทยกว่า 1 แสนล้าน ใน 3-5 ปี

นายริชาร์ด หลิว ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจดีดอทคอม กล่าวในงาน ACMECS CEO Forum “Connecting Our Future : Enhancing ACMECS Cooperation and Integration” ว่า บริษัทพร้อมจะร่วมมือกับประเทศไทยและประเทศสมาชิก ACMECS หรือยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง โดยจะมุ่งแก้ไขปัญหาความยากไร้ในพื้นที่ชนบทผ่านการสร้างโปรดักต์เชนที่มีคุณภาพและติดตามได้ พร้อมสร้างประโยชน์ร่วมกันให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นชุมชนในพื้นที่ บริษัท หรือผู้บริโภค

ประเทศสมาชิก ACMECS และประเทศจีนมีความคล้ายคลึงกัน เพราะต่างเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีพื้นที่ชนบทกว้างใหญ่ และมีประชากรจำนวนมากที่ประสบปัญหาความยากไร้ เราจึงเชื่อว่ายุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาความยากไร้ของเจดีดอทคอมที่ช่วยสร้างโปรดักต์เชนในพื้นที่ชนบทของประเทศจีนให้มีคุณภาพและติดตามได้ จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหาในประเทศสมาชิก ACMECS ได้เช่นเดียวกัน” นายริชาร์ด กล่าว

นอกจากนี้ เจดีดอทคอม เล็งเห็นถึงกระแสความนิยมของสินค้าไทยในประเทศจีนอย่างทุเรียน แต่พบว่าเกิดปัญหาสำคัญ คือ การแข่งขันราคาระหว่างผู้ค้าทุเรียนให้ต่ำที่สุดเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ส่งผลกระทบต่อเนื่องให้คุณภาพของทุเรียนในตลาดจีนต่ำลงตามไปด้วย บริษัทจึงมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาดังกล่าวผ่านโครงการด้านอี-คอมเมิร์ซ โดยติดป้ายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Label) บนทุเรียนแต่ละลูกเพื่อติดตามและยืนยันคุณภาพ รวมทั้งจะใช้แพลตฟอร์มของบริษัทให้ความรู้กับผู้บริโภคชาวจีนให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับการแยกแยะคุณภาพทุเรียนมากขึ้นด้วย

นายริชาร์ด กล่าวว่า เจดีดอทคอมจะนำเข้าสินค้าในกลุ่มผลไม้ สินค้าจากยางพารา สินค้าอุปโภคบริโภค และอาหารทะเล จากประเทศไทย รวมเป็นมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า และจะสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอีและเกษตรกรในการสร้างรายได้และแบรนด์ผลิตภัณฑ์ ทั้งยังพร้อมเสนอสินค้าไทยคุณภาพสู่ประเทศจีนเช่นเดียวกัน

ประชาคมอาเซียนประกอบด้วย 3 เสาหลัก

1. ประชาคมการเมืองความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political-Security Community หรือ APSC) ความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมืองเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาด้านอื่นๆ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนจึงเป็นเสาหลักความร่วมมือหนึ่งในสามเสาหลัก ที่เน้นการรวมตัวของอาเซียนเพื่อสร้างความมั่นใจ เสถียรภาพ และสันติภาพ ในภูมิภาค เพื่อให้ประชาชนในอาเซียนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และปราศจากภัยคุกคามด้านการทหาร และภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ เช่น ปัญหายาเสพติด และปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ประชาคมการเมืองความมั่นคงอาเซียนมีเป้าหมาย 3 ประการ ได้แก่

1.1 สร้างประชาคมให้มีค่านิยมร่วมกันในเรื่องของการเคารพความหลากหลายของแนวคิด และส่งเสริมให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางของนโยบายและกิจกรรมภายใต้เสาการเมืองและความมั่นคง

1.2 ให้อาเซียนสามารถเผชิญกับภัยคุกคามความมั่นคงในรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่และส่งเสริมความมั่นคงของมนุษย์

1.3 ให้อาเซียนมีปฎิสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและสร้างสรรค์กับประชาคมโลก โดยอาเซียนมีบทบาทเป็นผู้นำในภูมิภาค และจะช่วยส่งเสริมความมั่นคงของภูมิภาค นอกจากการมีเสถียรภาพทางการเมืองของภูมิภาคแล้ว ผลลัพธ์ประการสำคัญที่จะเกิดขึ้นจากการจัดตั้งประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ก็คือ การที่ประเทศสมาชิกอาเซียนจะมีกลไกและเครื่องมือที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับความมั่นคงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความขัดแย้งด้านการเมืองระหว่างรัฐสมาชิกกับรัฐสมาชิกด้วยกันเอง ซึ่งจะต้องแก้ไขโดยสันติวิธี หรือปัญหาภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งประเทศใดประเทศหนึ่งไม่สามารถแก้ไขได้โดยลำพัง เช่น การก่อการร้าย การลักลอบค้ายาเสพติด ปัญหาโจรสลัด และอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นต้น

2. ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community หรือ AEC)ท่ามกลางบริบททางเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศที่มีการแข่งขันสูง อันส่งผลให้ประเทศต่างๆ ต้องปรับตัวเองเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากระบบเศรษฐกิจโลก รวมถึงการ รวมกลุ่มการค้ากันของประเทศต่างๆ อาทิ สหภาพยุโรป และเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ ผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนได้เห็นชอบ ให้จัดตั้ง “ประชาคมเศรษฐกิจของอาเซียน” ภายในปี 2558 มีประสงค์ที่จะให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และสามารถแข่งขันกับภูมิภาคอื่นๆ ได้ โดยbjkdergisi.com

2.1 มุ่งที่จะจัดตั้งให้อาเซียนเป็นตลาดเดียวและเป็นฐานการผลิตร่วมกัน

2.2 มุ่งให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุน สินค้า การบริการ การลงทุน แรงงานฝีมือระหว่างประเทศสมาชิกโดยเสรี

2.3 ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียน (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม หรือ CLMV) เพื่อลดช่องว่างของระดับการพัฒนาของประเทศสมาชิกอาเซียน และช่วยให้ประเทศสมาชิกเหล่านี้ เข้าร่วมในกระบวนการรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียน ส่งเสริมให้อาเซียนสามารถรวมตัวเข้ากับประชาคมโลกได้อย่างไม่อยู่ในภาวะที่เสียเปรียบ และส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน

2.4 ส่งเสริมความร่วมมือในนโยบายการเงินและเศรษฐกิจมหภาค การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคม กรอบความร่วมมือด้านกฎหมาย การพัฒนาความร่วมมือด้านการเกษตร พลังงาน การท่องเที่ยว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยการยกระดับการศึกษาและการพัฒนาฝีมือ ประชาคมเศรษฐกิจของอาเซียน จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยขยายปริมาณการค้าและการลงทุนภายในภูมิภาค ลดการพึ่งพาตลาดในประเทศที่สาม สร้างอำนาจการต่อรองและศักยภาพในการแข่งขันของอาเซียนในเวทีเศรษฐกิจโลก เพิ่มสวัสดิการและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนของประเทศสมาชิกอาเซียน

 

3. ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community หรือASCC) มีเป้าหมายให้อาเซียนเป็นประชาคมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง สังคมที่เอื้ออาทรและแบ่งปัน ประชากรอาเซียนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีและมีการพัฒนาในทุกด้านเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน รวมทั้งส่งเสริมอัตลักษณ์ของอาเซียน โดยมี แผนปฏิบัติการด้านสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ระบุอยู่ในแผนปฏิบัติการเวียงจันทน์ ซึ่งประกอบด้วย ความร่วมมือใน 6 ด้าน ได้แก่

3.1 การพัฒนามนุษย์ (Human Development)

3.2 การคุ้มครองและสวัสดิการสังคม (Social Welfare and Protection)

3.3 สิทธิและความยุติธรรมทางสังคม (Social Justice and Rights)

3.4 ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Sustainability)

3.5 การสร้างอัตลักษณ์อาเซียน (Building and ASEAN Identity)

3.6 การลดช่องว่างทางการพัฒนา (Narrowing the Development Gap)

ความรู้เกี่ยวกับประชาคมอาเซียน

ประชาคมอาเซียน คือ
              ประชาคมอาเซียน  (ASEAN  Community)  คือ  การรวมตัวของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนให้เป็นชุมชนที่มีความแข็งแกร่ง  สามารถสร้างโอกาสและรับมือส่งท้าท้าย  ทั้งด้านการเมืองความมั่นคง  เศรษฐกิจ  และภัยคุกคามรูปแบบใหม่  โดยสมาชิกในชุมชนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดี  สามารถประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น  และสมาชิก  ในชุมชนมีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

จุดประสงค์หลักของอาเซียน
              ปฏิญญากรุงเทพฯ ได้ระบุวัตถุประสงค์สำคัญ 7 ประการของการจัดตั้งอาเซียน ได้แก่
              1.  ส่งเสริมความร่วมมือและความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และการบริหาร
              2.  ส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงส่วนภูมิภาค
              3.  เสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจพัฒนาการทางวัฒนธรรมในภูมิภาค
              4.  ส่งเสริมให้ประชาชนในอาเซียนมีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดี
              5. ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในรูปของการฝึกอบรมและการวิจัย และส่งเสริมการศึกษาด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
              6. เพิ่มประสิทธิภาพของการเกษตรและอุตสาหกรรม การขยายการค้า ตลอดจนการปรับปรุงการขนส่งและการคมนาคม
              7. เสริมสร้างความร่วมมืออาเซียนกับประเทศภายนอก องค์การ ความร่วมมือแห่งภูมิภาคอื่นๆ  และองค์การระหว่างประเทศ

ภาษาอาเซียน
              ภาษาทางการที่ใช้ในการติดต่อประสานงานระหว่างประเทศสมาชิก  คือ  ภาษาอังกฤษ

คำขวัญของอาเซียน
                                                        
“หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งเอกลักษณ์ หนึ่งประชาคม”
                                           (One Vision, One Identity, One Community)

อัตลักษณ์อาเซียน
             อาเซียนจะต้องส่งเสริมอัตลักษณ์ร่วมกันของตนและความรู้สึกเป็นเจ้าของในหมู่ประชาชนของตน  เพื่อให้บรรลุชะตา  เป้าหมาย  และคุณค่าร่วมกันของอาเซียน

สัญลักษณ์อาเซียน
              คือ   ดวงตราอาเซียนเป็น
รูปมัดรวงข้าว สีเหลืองบนพื้นวงกลม
สีแดงล้อมรอบด้วยวงกลมสีขาว  และสีน้ำเงิน
รวงข้าวสีเหลือง 10 ต้น หมายถึง ความใฝ่ฝันของบรรดาสมาชิกในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ทั้ง 10 ประเทศ  ให้มีอาเซียนที่ผูกพันกันอย่างมีมิตรภาพและเป็นหนึ่งเดียว
วงกลม  เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงเอกภาพของอาเซียน
ตัวอักษรคำว่า  asean  สีน้ำเงิน  อยู่ใต้ภาพรวงข้าว  แสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันเพื่อความมั่นคง  สันติภพ  เอกภาพ  และความก้าวหน้าของประเทศสมาชิกอาเซียน
สีเหลือง    :   หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง
สีแดง       :    หมายถึง ความกล้าหาญและการมีพลวัติ
สีขาว       :    หมายถึง ความบริสุทธิ์
สีน้ำเงิน    :    หมายถึง สันติภาพและความมั่นคง

ธงอาเซียน 
              ธงอาเซียนเป็นธงพื้นสีน้ำเงิน  มีดวงตราอาเซียนอยู่ตรงกลาง  แสดงถึงเสถียรภาพ  สันติภาพ  ความสามัคคี  และพลวัตของอาเซียน
สีของธงประกอบด้วย  สีน้ำเงิน  สีแดง  สีขาว  และสีเหลือง  ซึ่งเป็นสีหลักในธงชาติของบรรดาประเทศสมาชิกของอาเซียนทั้งหมด

วันอาเซียน
              ให้วันที่  8  สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันอาเซียน

เพลงประจำอาเซียน (ASEAN  Anthem)
              คือ  เพลง  ASEAN  WAY

กฎบัตรอาเซียน
              กฎบัตรอาเซียน  กำหนดให้อาเซียนและประเทศสมาชิกปฏิบัติตามหลักการดังต่อไปนี้
1.  เคารพเอกราช  อธิปไตย  ความเสมอภาค  บูรณภาพแห่งดินแดน  และอัตลักษณ์แห่งชาติของรัฐสมาชิกอาเซียนทั้งปวง
2.  ผูกพันและรับผิดชอบร่วมกันในการเพิ่มพูนสันติภาพ  ความมั่นคง  และความมั่งคั่งของภูมิภาค
3.  ไม่รุกรานหรือข่มขู่ว่าจะใช้กำลังหรือการกระทำอื่นใดในลักษณะที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ
4.  ระงับข้อพิพาทโดยสันติ
5.  ไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐสมาชิกอาเซียน
6.  เคารพสิทธิของรัฐสมาชิกทุกรัฐในการธำรงประชาชาติของตนโดยปราศจากการแทรกแซง  การบ่อนทำลาย  และการบังคับจากภายนอก
7.  ปรึกษาหารือที่เพิ่มพูนขึ้นในเรื่องที่มีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อผลประโยชน์ร่วมกันของอาเซียน
8.  ยึดมั่นต่อหลักนิติธรรม  ธรรมาภิบาล  หลักการประชาธิปไตยและรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ
9.  เคารพเสรีภาพพื้นฐาน  การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน  และการส่งเสริมความยุติธรรมทางสังคม
10.  ยึดถือกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ    รวมถึงกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ  ที่  รัฐสมาชิกอาเซียนยอมรับ
11.  ละเว้นจากการมีส่วนร่วมในการคุกคามอธิปไตย  บูรณภาพแห่งดินแดนหรือเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจของรัฐสมาชิกอาเซียน
12. เคารพในวัฒนธรรม  ภาษา  และศาสนาที่แตกต่างของประชาชนอาเซียน
13.  มีส่วนร่วมกับอาเซียนในการสร้างความสัมพันธ์กับภายนอกทั้งในด้านการเมือง  เศรษฐกิจ  และสังคม  โดยไม่ปิดกั้นและไม่เลือกปฏิบัติ
14. ยึดมั่นในกฎการค้าพหุภาคีและระบอบของอาเซียน


               

ประเทศไทยจะได้ประโยชน์อะไรจาก AEC (ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน)
           ประชาคมอาเซียนที่จะถือกำเนิดในปี 2558 นั้น คนไทยจะได้ประโยชน์อะไร แน่นอนเราคงอยากทราบ แต่ในชั้นนี้ขอจำกัดเฉพาะทางเศรษฐกิจก่อน

              ประการแรก ไทยจะ “มีหน้ามีตาและฐานะ” เด่นขึ้นประชาคมอาเซียนจะทำให้เศรษฐกิจ “ของเรา” มีมูลค่ารวมกัน 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีขนาดใหญ่อันดับ 9 ของโลก ยังประโยชน์แก่คนไทยทุกคนที่จะได้ยืนอย่างสง่างาม “ยิ้มสยาม” จะคมชัดขึ้น

              ประการที่สอง การค้าระหว่างไทยกับประเทศอาเซียนจะคล่องและขยายตัวมากขึ้น กำแพงภาษีจะลดลงจนเกือบจะหมดไป เพราะ 10 ตลาดกลายเป็นตลาดเดียว ผู้ผลิตจะส่งสินค้าไปขายในตลาดนี้และขยับขยายธุรกิจของตนง่ายขึ้น ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็จะมีทางเลือกมากขึ้นราคาสินค้าจะถูกลง

              ประการที่สาม ตลาดของเราจะใหญ่ขึ้น แทนที่จะเป็นตลาดของคน 67 ล้านคน ก็จะกลายเป็นตลาดของคน 590 ล้านคน ซึ่งจะทำให้ไทยกลายเป็นแหล่งลงทุนที่น่าสนใจ เพราะสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยสามารถส่งออกไปยังอีกเก้าประเทศได้ราวกับส่งไปขายต่างจังหวัด ซึ่งก็จะช่วยให้เราสามารถแข่งขันกับจีนและอินเดียในการดึงดูดการลงทุนได้มากขึ้น

              ประการที่สี่ความเป็นประชาคมจะทำให้มีการพัฒนาเครือข่ายการสื่อสารคมนาคมระหว่างกันเพื่อประโยชน์ด้านการค้าและการลงทุน แต่ก็ยังผลพลอยได้ในแง่การไปมาหาสู่กัน ซึ่งก็จะช่วยให้คนในอาเซียนมีปฏิสัมพันธ์กัน รู้จักกัน และสนิทแน่นแฟ้นกันมากขึ้น เป็นผลดีต่อสันติสุข ความเข้าใจอันดีและความร่วมมือกันโดยรวม นับเป็นผลทางสร้างสรรค์ในหลายมิติด้วยกัน

              ประการที่ห้า โดยที่ ไทยตั้งอยู่ในจุดกึ่งกลางบนภาคพื้นแผ่นดินใหญ่อาเซียน ประเทศไทยย่อมได้รับประโยชน์จากปริมาณการคมนาคมขนส่งที่จะเพิ่มขึ้นในอาเซียนและระหว่างอาเซียนกับจีน (และอินเดีย) มากยิ่งกว่าประเทศอื่นๆ
บริษัทด้านขนส่ง คลังสินค้า ปั๊มน้ำมัน ฯลฯ จะได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน จริงอยู่ ประชาคมอาเซียนจะยังผลทั้งด้านบวกและลบต่อประเทศไทย ขึ้นอยู่กับพวกเราคนไทยจะเตรียมตัวอย่างไร แต่ผลทางบวกนั้นจะชัดเจน เป็นรูปธรรมและจับต้องได้

 

ปั้นเชียงใหม่ผุดพิพิธภัณฑ์การบินระดับอาเซียน ปลุกกองบิน 41 กระตุ้นท่องเที่ยวอากาศยาน

โปรโมตเชียงใหม่ แจ้งเกิดพิพิธภัณฑ์การบินระดับอาเซียน โชว์เครื่องบินประวัติศาสตร์ทรงคุณค่าในระดับนานาชาติ 28 ลำ บูมเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอากาศยานรองรับนักท่องเที่ยวและกระตุ้นกิจกรรมด้านการบินในภูมิภาค กองบิน 41 ขานรับเดินหน้าพัฒนาพื้นที่ชมรมอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทย จับมือชมรมกิจกรรมอากาศยานเชียงใหม่จัดกิจกรรมท่องเที่ยวในเขตทหาร กิจกรรมถ่ายภาพอากาศยาน พร้อมเตรียมจัดงานใหญ่ “Lanna Air Festival” ปลายปี 2561 พร้อมต่อยอดจัดแอร์โชว์ระดับนานาชาติในอนาคต

นาวาอากาศเอก จารุวัฒน์ วัดละเอียด รองผู้บังคับการกองบิน 41 เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากนโยบายของรัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญ และได้กำหนดยุทธศาสตร์ที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวในเขตทหารนั้น ทางกองทัพอากาศก็มีนโยบายที่จะจัดตั้งพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศและการบินแห่งชาติ อันจะเป็นแนวทางการส่งเสริมการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงอากาศยาน (Aviation Tourism) ในหน่วยทหารแบบบูรณาการและยั่งยืน ที่สามารถเปิดให้นักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจเข้ามาเที่ยวชมเพื่อเป็นแหล่งให้ความรู้ และเป็นการสร้างสัมพันธภาพอันดีระหว่างพลเรือนกับทหารให้แนบแน่นยิ่งขึ้น

สอดคล้องกับล่าสุดที่ชมรมอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทย กองบิน 41 ได้ริเริ่มกำหนดแผนงานที่จะจัดตั้งพิพิธภัณฑ์อากาศยานในพื้นที่ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะได้ส่งเสริมและสนับสนุนต่อไป ซึ่งพิพิธภัณฑ์อากาศยานแห่งนี้ จะเป็นสิ่งที่ได้สะท้อนสิ่งที่วีรบุรุษได้ใช้ในการประกอบวีรกรรม เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้ชนชั้นลูกหลานได้ระลึกถึง และจะเป็นการประกาศให้ผู้มาเยือนได้ทราบถึงเกียรติคุณของกองทัพอากาศ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ด้านนาวาอากาศตรี คำรณ ร้องกาศ ผู้ช่วยประธานชมรมอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทย กองบิน 41 กล่าวว่า ทางคณะกรรมการชมรมอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทย กองบิน 41 หรือ TANGO ได้เห็นพ้องร่วมกับชมรมกิจกรรมทางอากาศเชียงใหม่ (Chiang Mai Aviation Activity Club) และกลุ่มช่างภาพอากาศยานไทย ว่าสถานที่ของชมรมอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทย กองบิน 41 สามารถพัฒนาให้เป็นพิพิธภัณฑ์อากาศยานของภาคเหนือที่มีความพร้อมและสมบูรณ์มากที่สุดในอาเซียน เนื่องจากมีอากาศยานที่อยู่ในครอบครองจำนวนถึง 28 ลำ ที่มีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่าและควรจดจำในด้านการบินของประเทศ

ดังนั้นจึงได้ริเริ่มดำเนินกิจกรรมพัฒนาภูมิทัศน์และส่งเสริมการท่องเที่ยวของชมรมอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทย กองบิน 41 ในกิจกรรม Tango Big Cleaning Day 2018 พร้อมกันนั้นจะได้ร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์แผนงานในระยะยาวในการพัฒนาไปสู่การเป็นพิพิธภัณฑ์การบินของภาคเหนือ รวมถึงช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้กลุ่มเยาวชน ผู้สนใจด้านการบิน นักท่องเที่ยว ตลอดจนสาธารณชนที่สนใจได้มาเรียนรู้ และร่วมอนุรักษ์สินทรัพย์ที่ทรงคุณค่านี้ของประเทศ อันจะส่งเสริมให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวในเขตทหารของกองทัพอากาศ สอดคล้องกับแนวทางการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศและการบินแห่งชาติ อันจะเป็นแนวทางการส่งเสริมการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในหน่วยทหารแบบบูรณาการและยั่งยืน ประการสำคัญเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอากาศยานของจังหวัดเชียงใหม่ และภาคเหนือ

ด้านนายอาคม สุวรรณกันธา ประธานชมรมกิจกรรมทางอากาศเชียงใหม่ กล่าวว่า ชมรมกิจกรรมทางอากาศเชียงใหม่เกิดจากการรวมกลุ่มของผู้รักการบินและอากาศยานในพื้นที่ และต้องการประชาสัมพันธ์ให้เกิดกิจกรรมที่เกิดประโยชน์เชิงการรับรู้ความสำคัญเกี่ยวกับการบินและอากาศยานในพื้นที่ ซึ่งจะสอดคล้องกับการขยายตัวของธุรกิจการบินที่จะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในอนาคต และส่งเสริมให้เยาวชนในประเทศไทยได้เข้าถึงและเกิดแรงบันดาลใจในเรื่องของด้านการบินในอนาคตteefeeds.com

“ชมรมฯ จึงได้ร่วมกับชมรมอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทย กองบิน 41 และกลุ่มช่างภาพอากาศยานไทย (TAPG) จัดกิจกรรมพัฒนาภูมิทัศน์และส่งเสริมการท่องเที่ยวของชมรมอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทย กองบิน 41 ก่อนที่จะเตรียมที่จะจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องต่อเนื่องอีก คือ กิจกรรมอบรมการถ่ายภาพเครื่องบิน Vintage Aviation Portrait Workshop 2018 @Tango ในวันที่ 17 มิถุนายน 2561 หลังจากนั้นจึงจะได้จัดงาน Lanna Air Festival 2018 ณ สนามบินสหพัฒน์ จังหวัดลำพูน ในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2561 เพื่อเป็นการแสดงศักยภาพ สร้างเครือข่ายด้านธุรกิจการบิน ก่อนยกระดับกิจกรรมแสดงอากาศยานในระดับนานาชาติในอนาคต อันจะเป็นจุดเริ่มที่สำคัญที่จะส่งเสริมให้เกิดการตื่นตัวด้านธุรกิจการบินในพื้นที่ภาคเหนือ รวมถึงส่งเสริมให้เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางด้านการผลิตบุคลากร และเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมการบินในอนาคต”

นายอาคม กล่าวต่อว่า เป้าหมายของความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อให้เกิดส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวเชิงการบิน-อากาศยานของภาคเหนือให้มีความยั่งยืน รวมถึงได้ส่งเสริมให้เยาวชนในประเทศไทยได้เข้าถึงและมีแรงบันดาลใจในเรื่องของด้านการบิน นอจากนั้นจะเป็นแนวทางในการระดมทุนเพื่อซ่อมบำรุงเครื่องบินที่เป็นของกองทุนมูลนิธิอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทย และสนับสนุนการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์อากาศยานภาคเหนือในระดับนานาชาติต่อไป

สำหรับชมรมอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทย กองบิน 41 เป็นหน่วยงานหนึ่งภายใต้มูลนิธิอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2535 จวบจนปัจจุบันนับเป็นเวลา 26 ปี โดยมี นาวาอากาศเอก วีระยุทธ ดิษยะศริน เป็นประธานกรรมการ มีวัตถุประสงค์ในการบูรณะ ฟื้นฟู อนุรักษ์ไว้ซึ่งอากาศยานในอดีตและที่ปลดประจำการแล้วในทุกด้าน เพื่อให้สามารถนำกลับมาทำการบินได้ในภาวะฉุกเฉิน อีกทั้งเป็นประโยชน์ทางด้านประวัติศาสตร์การบิน เป็นแหล่งวิทยาการในการค้นคว้าศึกษาในด้านต่างๆ เกี่ยวกับการบินของอากาศยานในอดีต เพื่อเป็นรากฐานในการพัฒนาอากาศยานของประเทศต่อไป

 

คณะวิศวฯ ม.ขอนแก่น เปิดหลักสูตรอินเตอร์ปั้นวิศวกรสู่อาเซียน

คณะวิศวฯ ม.ขอนแก่น เปิดหลักสูตรอินเตอร์ปั้นวิศวกรสู่อาเซียน
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดหลักสูตรนานาชาติ มุ่งปั้นวิศวกรสู่ตลาดอาเซียน

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดหลักสูตรนานาชาติ 4 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรวิศวกรรมโลจิสติกส์ หลักสูตรวิศวกรรมเคมี หลักสูตรวิศวกรรมโทรคมนาคม และหลักสูตรวิศวกรรมสื่อดิจิทัล โดย 4 หลักสูตร สามารถรองรับนโยบายด้านการพัฒนาบุคลากรเพื่อเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) คณะวิศวฯ เน้นความหลากหลายของสาขาวิชา ที่มีการเรียนการสอนในรายวิชาต่างๆ เป็นภาษาอังกฤษ เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการสื่อสารและการทำงานที่เกี่ยวข้อง และสามารถยื่นของใบประกอบวิชาชีพจากสภาวิศวกรได้ หลักสูตรวิศวกรรมนานาชาติที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มีความตั้งใจมุ่งมั่นพัฒนาหลักสูตร เพื่อจะให้เกิดกระบวนการเรียนการสอนที่จะผลิตวิศวกร ที่มีคุณภาพทั้งด้านความรู้ทางวิชาการและวิชาชีพวิศวกรรมศาสตร์ ตลอดจนมีความพร้อมด้านภาษาอังกฤษ ที่สามารถทำงานได้ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก

ศ.ดร.อภิรัฐ ศิริธราธิวัตร คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า ด้วยประสบการณ์และผลงานด้านวิชาการและงานวิจัยของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่สะสมมายาวนานจนเป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ มีคณาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์สูงผลิตวิศวกรที่มีคุณภาพสูงในทุกระดับ และมีความเจริญก้าวหน้าในการประกอบอาชีพในระดับแนวหน้าของประเทศทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากความพร้อมทางด้านศักยภาพการเรียนการสอน ทำให้คณะวิศวกรรมศาสตร์ เปิดหลักสูตรนานาชาติ 4 หลักสูตรดังกล่าว

ผศ.ดร.ขนิษฐา คำวิลัยศักดิ์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ กล่าวว่า สำหรับ 4 หลักสูตรนานาชาติของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่เปิดสอน ประกอบด้วย

1. หลักสูตรวิศวกรรมโลจิสติกส์ จากนโยบายการเปิดเสรีทางการค้า ทำให้มีการขยายตัวด้านการขนส่งสินค้าขยายตัวมากขึ้น หลักสูตรนี้จึงรองรับในเรื่องของการวางแผนการขนส่ง การจัดการคลังสินค้า การขนถ่ายวัสดุ การจัดการโซ่อุปทาน ระบบการผลิต เป็นต้น ซึ่งควบคุมด้านอุตสาหกรรมโลจิสติกส์เป็นอย่างดีudhr60.org

2. หลักสูตรวิศวกรรมเคมี เมื่อเราก้าวเข้าสู่การค้าเสรี ผลที่ตามมาคือภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จะมีการขยายตัวเพิ่มมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องใช้บุคลากรทางด้านวิศวกรรมเคมีมากขึ้น ในการเรียนการสอนเราเน้นให้ผู้เรียนรู้จักการจัดการความปลอดภัยในอุตสาหกรรมเคมี การออกแบบโรงงานเชิงวิศวกรรมเคมี กระบวนการทางอุตสาหกรรมเคมี เพื่อมุ่งหวังให้เกิดความปลอดภัยในแวดวงอุตสาหกรรม

3. หลักสูตรวิศวกรรมโทรคมนาคม เป็นหลักสูตรที่เปิดขึ้นเพื่อรองรับ 3G 4G และ 5G ยุคดิจิทัลการสื่อสารแบบไร้ขีดจำกัด หลักสูตรนี้เน้นให้ผู้เรียนรู้จักโครงข่ายการสื่อสารและสายส่ง การสื่อสารเคลื่อนที่ การสื่อสารแบบบรอดแบนด์ เป็นต้น

4. หลักสูตรวิศวกรรมสื่อดิจิทัล เป็นหลักสูตรที่เปิดขึ้นเพื่อผลิตวิศวกรสื่อดิจิทัลเพื่อรองรับสายงานสื่อดิจิทัล ตามแนวโน้มของโลกปัจจุบันที่มีวิวัฒนาการทางอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ โดยหลักสูตรได้จัดให้มีการเรียนการสอนในรายวิชาต่างๆ และใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการเรียนการสอน เพื่อให้บัณฑิตมีความพร้อมก้าวเข้าสู่สายงานวิศวกรรมสื่อดิจิทัล เช่น การประมวณผลสื่อดิจิทัล ดิจิทัลอิเล็กโทรนิคส์ ฐานข้อมูลสื่อประสม การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การเขียนโปรแกรมเกมส์ การออกแบบเกมส์ คอมพิวเตอร์กราฟฟิค โมเดลและแอนิเมชั่น 3 มิติ เป็นต้น

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนนานาชาตินี้ขึ้นมา เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ดังนั้นสำหรับผู้ที่ต้องการเรียนด้านวิศวกรรมศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ยินดีต้อนรับ เลือกเรียนที่ชอบ สร้างอนาคตที่ใช่

ดูรายละเอียดได้ที่ www.en.kku.ac.th คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หลักสูตรอินเตอร์ มุ่งปั้นวิศวกรสู่ตลาดอาเซียน

ทำความรู้จัก GMS ระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินคำว่า GMS ในข่าวเศรษฐกิจกันอยู่บ่อย ๆ และอาจสงสัยว่า GMS นี้คืออะไร แล้วมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจบ้านเราอย่างไร วันนี้กระปุกดอทคอม มีข้อมูลมาฝากเพื่อน ๆ กันจ้า

กรอบความร่วมมือ GMS (Greater Mekong Subregion) หรืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ ประกอบไปด้วย ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีนตอนใต้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 โดยจะครอบคลุมเนื้อที่ 2.34 ล้านตารางกิโลเมตร มีประชากรรวม 257.5 ล้านคน

โดยโครงการนี้มีชื่อเต็มว่า GMS Economic Corridors หรือก็คือ ระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการขยายตัวด้านอุตสาหกรรม การเกษตร การค้า การลงทุนและบริการ เพื่อให้เกิดการจ้างงาน, ยกระดับการครองชีพ, การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการศึกษาระหว่างกัน, การใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ส่งเสริมกันอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยเพิ่มขีดความสามารถและโอกาสการแข่งขันในเวทีการค้าโลก ผ่านกลยุทธ์หลัก 3 ด้าน คือ สนับสนุนให้มีการเชื่อมโยงระหว่างกัน (Connectivity) เพื่อให้เกิดการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) โดยการรวมกลุ่มกันในอนุภูมิภาค (Community)

โครงการนี้ได้รับเงินอุดหนุนจาก ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย หรือ ADB (Asian Development Bank) ในการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานหลายแขนง โดยเฉพาะเส้นทางคมนาคมทางถนน แต่ก็รวมถึงระบบไฟฟ้า โทรคมนาคม สิ่งแวดล้อม และกฎหมายด้วย

สำหรับสาขาความร่วมมือของ GMS มี 9 สาขา ได้แก่ คมนาคมขนส่ง โทรคมนาคม พลังงาน การค้า การลงทุน เกษตร สิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

โดยแผนงานที่มีความสำคัญในลำดับสูง (Flagship Programs) จำนวน 11 แผนงาน ได้แก่

1) แผนงานพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor)

2) แผนงานพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic
Corridor)

3) แผนงานพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor)

4) แผนงานพัฒนาเครือข่ายโทรคมนาคม (Telecommunications Backbone)

5) แผนงานซื้อขายไฟฟ้าและการเชื่อมโยงเครือข่ายสายส่งไฟฟ้า (Regional Power Interconnection and Trading Arrangements)

6) แผนงานการอำนวยความสะดวกการค้าและการลงทุนข้ามพรมแดน (Facilitating Cross-Border Trade and Investment)

7) แผนงานเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน (Enhancing Private Sector Participation and Competitiveness)

8) แผนงานพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และทักษะความชำนาญ (Developing Human Resources and Skills Competencies)

9) กรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาสิ่งแวดล้อม (Strategic Environment Framework)

10) แผนงานการป้องกันน้ำท่วมและการจัดการทรัพยากรน้ำ (Flood Control and Water Resource Management)

11) แผนงานการพัฒนาการท่องเที่ยว (GMS Tourism Development)

แนวทางการดำเนินงานภายใต้กรอบ GMS

1. โครงการพัฒนาภายใต้กรอบความร่วมมือ GMS ในปัจจุบันส่วนใหญ่เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ไฟฟ้า ประปา และสะพานข้ามแม่น้ำโขงตามแนวพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจที่สำคัญ 3 แนว คือ แนวเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridors), แนวตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor) และแนวใต้ (Southern Economic Corridor)

2. ADB ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักด้านเงินทุนและวิชาการของการพัฒนาโครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจ GMS โดยการจัดทำโครงการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ (RETA 6450: Enhancing Transport and Trade Facilitation in GMS) เพื่ออำนวยความสะดวกการค้าและการขนส่ง โดยเน้น 4 เรื่องหลัก ๆ คือ

(1) การสร้างความเข้มแข็งด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS)

(2) การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ระดับประเทศและอนุภูมิภาค GMS เพื่อลดอุปสรรคทางด้านกฎระเบียบ และต้นทุนด้านค่าใช้จ่ายและเวลา

(3) การจัดตั้งองค์กร/สถาบันผู้เชี่ยวชาญในการสนับสนุนการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งและการค้า

(4) การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันในอนุภูมิภาค

ซึ่งใน 3 กิจกรรมแรกอยู่ระหว่างการหารือในเบื้องต้นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการใช้มาตรการ SPS และโลจิสติกส์ ของประเทศสมาชิก GMS ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศในฐานะผู้ประสานงานหลักในสาขาการอำนวยความสะดวกทางการค้าก็ได้ชี้แจงและให้ข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์และกรมการค้าต่างประเทศเพื่อใช้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาโครงการทั้งสองของ ADB ต่อไป

ปัจจุบัน แนวพื้นที่เศรษฐกิจ (Economic Corridor) ใน GMS แบ่งออกเป็น 3 แนว ได้แก่ แนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก (East West Economic Corridor: EWEC), แนวพื้นที่เศรษฐกิจเหนือ – ใต้ (North South Economic Corridor: NSEC) และแนวพื้นที่เศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor)

1. แนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก (East West Economic Corridor: EWEC) เชื่อมโยงเวียดนาม-ลาว-ไทย-พม่า

แนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East West Economic Corridor: EWEC) เป็น
การเชื่อมโยงพื้นที่ด้านตะวันออกจากเวียดนาม ผ่าน สปป.ลาว บนเส้นทาง R 9 ข้ามสะพานแม่น้ำโขงแห่งที่ 2 เข้าสู่ไทย และไปสู่สหภาพพม่า หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นเส้นทางเชื่อมโยงระหว่างทะเลจีนใต้กับทะเลอันดามัน โดยมีระยะทางรวมประมาณ 1,450 กิโลเมตร

เส้นทาง R9 มีจุดเชื่อมโยงเมืองสำคัญต่าง ๆ ดังนี้

เมาะละแหม่ง – เมียวะดี (พม่า) – แม่สอด – พิษณุโลก – ขอนแก่น – กาฬสินธุ์ – มุกดาหาร (ไทย) – สะหวันนะเขต – แดนสะหวัน (ลาว)- ลาวบาว – เว้ – ดองฮา – ดานัง (เวียดนาม)

(i) จุดข้ามแดน : เมียวะดี (พม่า) – แม่สอด (ไทย)
(ii) จุดข้ามแดน : มุกดาหาร (ไทย) – สะหวันนะเขต (ลาว)
(iii) จุดข้ามแดน : แดนสะหวัน (ลาว) – ลาวบาว (เวียดนาม)

แนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (R 9)

ถนน แม่สอด – มุกดาหาร (770 กม.) – ยกระดับให้เป็นทางด่วน 4 เลน

– เป็นทางด่วน 4 เลนแล้ว (233 กม.)
– อยู่ระหว่างก่อสร้าง (75 กม.)
– วางแผนที่จะยกระดับภายใน 5 ปี (262 กม.)

สะพาน สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต)

– สร้างเสร็จแล้ว โดยได้รับเงินกู้จาก JBIC
– เปิดใช้เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549

EWEC มีจุดที่เชื่อมต่อกับเส้นทางในแนวเหนือ-ใต้หลายเส้นทาง ได้แก่

(1) ย่างกุ้ง- ดาไว

(2) เชียงใหม่-กรุงเทพฯ

(3) หนองคาย- กรุงเทพฯ

(4) เส้นทางหมายเลข 13 ในลาว

(5) ทางด่วน 1A ในเวียดนาม

EWEC จึงมีบทบาทสำคัญในการเป็นทางเปิดไปสู่ท่าเรือสำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและภาคกลางของลาว รวมทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้แก่เมืองขนาดกลางหลายเมืองในประเทศ GMS 4 ประเทศ

วัตถุประสงค์ของการริเริ่ม EWEC คือ

(1) เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน และการพัฒนาระหว่างประเทศลาว พม่า ไทย และเวียดนาม

(2) เพื่อลดต้นทุนการขนส่งในพื้นที่ และทำให้การเคลื่อนย้ายสินค้าและคนโดยสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น

(3) เพื่อลดความยากจน สนับสนุนการพัฒนาในพื้นที่ชนบทและพื้นที่ชายแดน เพิ่มรายได้ในกลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำ สร้างโอกาสการจ้างงานสำหรับสตรี และส่งเสริมการท่องเที่ยว และเน้นการสร้างโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรและการท่องเที่ยว

โครงการด้านการขนส่งภายใต้ EWEC ที่สำคัญ ได้แก่

1. การพัฒนาเส้นทางการขนส่งตะวันออก-ตะวันตก

2. การพัฒนาการขนส่งทางน้ำ

3. การพัฒนาเส้นทางรถไฟ

4. การปรับปรุงท่าอากาศยานสะหวันนะเขต

5. การอำนวยความสะดวกการเคลื่อนย้ายสินค้าและคนข้ามพรมแดน

6. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาการขนส่ง

โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ได้แก่

7. การเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้า

8. การส่งเสริมการจัดทำความร่วมมือด้านพลังงานในภูมิภาค

9. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม

10. การพัฒนาการท่องเที่ยว

11. การริเริ่มเขตเศรษฐกิจ

12. การริเริ่มของคณะทำงาน AMEICC (Japan) ในการพัฒนาพื้นที่ตะวันตก-ตะวันออก

2. แนวพื้นที่เศรษฐกิจเหนือ – ใต้ (North South Economic Corridor: NSEC) เชื่อมโยงไทย-พม่า/ลาว-จีน

NSEC ประกอบด้วยเส้นทางหลัก 3 เส้นทาง ได้แก่

(1) เส้นทาง R3E : คุนหมิง – ยูซี – หยวนเจียง – โมเฮย – ซิเมา – เฉียวเมิงหยาง – บ่อหาน (จีน) – บ่อเต็น – ห้วยทราย (ลาว) – เชียงของ – เชียงราย – ตาก – กรุงเทพฯ (ไทย)
(i) จุดข้ามแดน : บ่อหาน (จีน) – บ่อเต็น (ลาว)
(ii) จุดข้ามแดน : ห้วยทราย (ลาว) – เชียงของ (ไทย)

(2) เส้นทาง R3W : เชียงตุง – ท่าขี้เหล็ก (พม่า) – แม่สาย – เชียงราย – ตาก – กรุงเทพฯ (ไทย)

(i) จุดข้ามแดน: ท่าขี้เหล็ก (พม่า) – แม่สาย (ไทย)

(3) เส้นทาง R5 : คุนหมิง – หมี่เหลอ – หยินซ่อ – ไคหยวน – เม่งซือ – เฮียโค่ว (จีน) – ลาวไค – ฮานอย – ไฮฟอง (เวียดนาม)

(i) จุดข้ามแดน: เฮียโค่ว (จีน) – ลาวไค (เวียดนาม)

แนวพื้นที่เศรษฐกิจเหนือ – ใต้ (R3)

ไทย – สปป.ลาว – จีน (R3E)

ถนน

– กรุงเทพฯ – เชียงราย (830 กม.)
– เชียงราย – เชียงของ (110 กม.)
– ถนนในสปป.ลาว (228 กม.)

สะพาน

– สะพานข้ามแม่น้ำโขงที่เชียงของ (ADB ให้ความช่วยเหลือทางเทคนิค)

ไทย – พม่า –จีน (R3W)

ถนน

– กรุงเทพฯ – แม่สาย (890 กม.)
– New Mae Sai Bypass (8 กม.)

สะพาน

– สะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 2

วัตถุประสงค์ของการริเริ่ม NSEC คือbjkdergisi.com

(1) เพื่ออำนวยความสะดวกการค้าและการพัฒนาระหว่างลาว พม่า ไทย เวียดนาม และจีน

(2) เพื่อลดต้นทุนค่าขนส่งในพื้นที่ภายใต้โครงการและทำให้การเคลื่อนย้ายสินค้าและคนมีประสิทธิภาพ

(3) เพื่อลดความยากจน สนับสนุนการพัฒนาในพื้นที่ชนบทและชายแดน เพิ่มรายได้ของกลุ่มคนรายได้ต่ำ สร้างโอกาสในการจ้างงานสำหรับสตรี และส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่

โครงการด้านการขนส่งภายใต้ NSEC ที่สำคัญ ได้แก่

1. โครงการปรับปรุงถนน เชียงราย – คุนหมิง ผ่านลาว

2. โครงการปรับปรุงถนน เชียงราย – คุนหมิง ผ่านพม่า

3. โครงการปรับปรุงถนน ห้วยโก๋น (จ.น่าน) – ปากแบ่ง – อุดมไชย – บ่อเต็น – เชียงรุ้ง – คุนหมิง

4. โครงการเส้นทางคมนาคม คุนหมิง – ฮานอย- ไฮฟอง

5. การยกระดับเส้นทางรถไฟคุนหมิง – ไฮฟอง – ยินเวียน – ลาวไค และเส้นทางรถไฟต้าลี่ – หลุ่ยลี่

6. การพัฒนาท่าอากาศยานที่หลวงน้ำทาและห้วยทราย

7. การพัฒนาพื้นที่ตอนบนของ Lancang / ความตกลงว่าด้วยการเดินเรือเชิงพาณิชย์ในแม่น้ำโขง

8. การอำนวยความสะดวกข้ามพรมแดนในการเคลื่อนย้ายสินค้าและคน

9. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาการขนส่ง

โครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ

10. การเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้า

11. การส่งเสริมการจัดทำความร่วมมือด้านพลังงานในภูมิภาค

12. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม

13. การพัฒนาการท่องเที่ยวในแม่น้ำโขง

14. การศึกษาก่อนการลงทุนในเขตเศรษฐกิจเหนือ-ใต้

15. การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจชายแดนพิเศษในจังหวัดเชียงราย

3. แนวพื้นที่เศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) เชื่อมโยงไทย-กัมพูชา-เวียดนาม

แนวพื้นที่เศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) เป็นการพัฒนาแนว เส้นทางเชื่อมระหว่างไทย-กัมพูชา-เวียดนาม มีเส้นทางสำคัญ 2 เส้นทางคือ เส้นทาง R1 และ R10

เส้นทาง R1 มีจุดเชื่อมโยงเมืองสำคัญต่าง ๆ ดังนี้

กรุงเทพฯ – กบินทร์บุรี – สระแก้ว – อรัญประเทศ หรือ กรุงเทพฯ – แหลมฉบัง – พนมสารคาม – กบินทร์บุรี – สระแก้ว – อรัญประเทศ (ไทย) – ปอยเปต – ศรีโสภณ – เปอสาด – พนมเปญ –นาคหลวง – บาเวด (กัมพูชา) – มอคไบ – โฮจิมินต์ซิตี้ – วังเตา (เวียดนาม)
(i) จุดข้ามแดน : อรัญประเทศ (ไทย) – ปอยเปต (กัมพูชา)
(ii) จุดข้ามแดน : บาเวด (กัมพูชา) – มอคไบ (เวียดนาม)

เส้นทาง R10 มีจุดเชื่อมโยงเมืองสำคัญต่าง ๆ ดังนี้

กรุงเทพฯ – ตราด – หาดเล็ก (ไทย) – แชมแยม – เกาะกง – สะแรอัมเปิล – กำพต – ลอก (กัมพูชา) – ฮาเตียน – คาเมา – นามคาน (เวียดนาม)

(i) จุดข้ามแดน : หาดเล็ก (ไทย) – แชมแยม (กัมพูชา)

วัตถุประสงค์ของการริเริ่ม SEC คือ

(1) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาค สนับสนุนการรวมกลุ่มเศรษฐกิจ สนับสนุนการขยายตัวของการค้าและการลงทุน และอำนวยความสะดวกการแลกเปลี่ยนและการพัฒนาตามแนวพื้นที่ด้านตะวันออก-ตะวันตก ระหว่างไทย กัมพูชา เวียดนาม และบางส่วนทางตอนใต้ของลาว

(2) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจที่ครอบคลุมเมืองสำคัญใน ไทย กัมพูชา และเวียดนามโดยผ่านโครงสร้างเครือข่ายถนนและทางรถไฟ

โครงการด้านการขนส่งภายใต้ SEC ที่สำคัญ ได้แก่

1. โครงการปรับปรุงเส้นทาง R1 กรุงเทพฯ – พนมเปญ – โฮจิมินห์ซิตี้ – วังเตา

2. โครงการพัฒนาเส้นทาง R 10 กรุงเทพ – เกาะกง – กำพต (กัมพูชา) – ฮาเตียน – คาเมา – นามคาน (เวียดนาม)

3. โครงการปรับปรุงเส้นทาง ตอนใต้ของลาว – สีหนุวิลล์

4. โครงการพัฒนาเส้นทางตะวันตกตอนกลางของกัมพูชา – ตะวันออก

5. โครงการพัฒนาทางรถไฟ ไทย – กัมพูชา – เวียดนาม

6. โครงการปรับปรุงท่าเรือในพนมเปญและสีหนุวิลล์ (กัมพูชา) และในวังเตา (เวียดนาม)

7. โครงการยกระดับท่าอากาศยานปากเซ (ลาว) และท่าอากาศยานรัตนคีรีและสะตรึงเตร็ง (กัมพูชา)

8. การอำนวยความสะดวกการเคลื่อนย้ายสินค้าและคนข้ามพรมแดน

9. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาการขนส่ง

โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ได้แก่

10. การเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้า

11. การส่งเสริมการจัดทำความร่วมมือด้านพลังงานในภูมิภาค

12. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม

13. การพัมนาการท่องเที่ยวแม่น้ำโขง

14. แผนความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-กัมพูชา

4. แนวพื้นที่เศรษฐกิจอื่น

(1) เส้นทาง : คุนหมิง – ฉูฉง – ต้าลี่ – เป่าซาน – หลุ่ยลี่ (จีน) – มูเซ – ลาชิโอ (พม่า)

(i) จุดข้ามแดน : หลุ่ยลี่ (จีน) – มูเซ (พม่า)

(2) เส้นทาง : เวียงจันทน์ – บ้านลาว – ท่าแขก – เซโน – ปากเซ (ลาว) – สะตรึงเตร็ง – Kratie – พนมเปญ – สีหนุวิลล์

(i) จุดข้ามแดน : ชายแดนเวียนขาม (ลาว) – ดองกระลอ (กัมพูชา)

(3) เส้นทาง : นาเตย – อุดมไชย – ปักมอง – หลวงพระบาง – เวียงจันทน์ – ท่านาแล้ง (ลาว) – หนองคาย – อุดรธานี – ขอนแก่น – กรุงเทพฯ (ไทย)

(i) จุดข้ามแดน : ท่านาแล้ง (ลาว) – หนองคาย (ไทย)

(4) เส้นทาง : เวียงจันทน์ – ปอลิคัมไซ (ลาว) – ฮาติน (เวียดนาม)

(i) จุดข้ามแดน : นำเพา (ลาว) – เคาโทร (เวียดนาม)

(5) เส้นทาง : จำปาสัก (ลาว) – อุบลราชธานี (ไทย)

(i) จุดผ่านแดน : วังเตา (ลาว) – ช่องเม็ก (ไทย)

ทั้งนี้ สำหรับจังหวัดของไทยซึ่งตั้งอยู่ตามแนวพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจ (Economic Corridors) มี 26 จังหวัด สามารถสรุปได้ดังนี้

แนวตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor: EWEC) ประกอบด้วย 7 จังหวัด ได้แก่ ตาก สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร

แนวเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor: NSEC) ประกอบด้วย 13 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง นครสวรรค์ อยุธยา ลำพูน พะเยา แพร่ อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร (ตาก พิษณุโลก) กรุงเทพฯ

แนวตอนใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) ประกอบด้วย 8 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด และกาญจนบุรี

ผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการพัฒนา

1. ระดับประเทศ กระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามแนวพื้นที่พัฒนาซึ่งเป็นพื้นที่ยากจนส่งผลต่อการกระจายรายได้และบรรเทาความยากจนประชาชน ผ่อนคลายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการค้า การลงทุนระหว่างประเทศ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงทั้งภายในและประเทศเพื่อนบ้าน บริการทางการศึกษา สาธารณสุข เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน

2. ระดับกลุ่ม GMS ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในอนุภูมิภาคนำไปสู่การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของ GMS กับกลุ่มประเทศอื่นในที่สุด

3. แนวทางการดำเนินการร่วม 6 ประเทศ ประกอบด้วย การพัฒนาพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อมโยง และพัฒนาพื้นที่เป้าหมายหลัก ปรับปรุงนโยบาย กฎระเบียบ พิธีการ แผนงานการสนับสนุนระบบข้อมูลการค้าและการลงทุน การศึกษาวิจัยโครงการต่าง ๆ การพัฒนาทักษะฝีมือ โดยเฉพาะในพื้นที่เป้าหมาย เพิ่มความสามารถในการเข้าถึงแหล่งทุนและเงินอุดหนุน การพัฒนาองค์กรและสถาบันเพื่อรองรับการพัฒนาในพื้นที่

นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 32 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีกำหนดเดินทางเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 32 ระหว่างวันที่ 27 – 28 เมษายน 2561 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ ซึ่งจะมีการรับรองเอกสารการประชุมโดยผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนจำนวน 3 ฉบับ คือ วิสัยทัศน์ผู้นำอาเซียน เพื่ออาเซียนที่มีความเข้มแข็งและนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมและพัฒนาแผนปฏิบัติการอาเซียน ว่าด้วยการป้องกันและการต่อต้านแนวความคิดหัวรุนแรงในลัทธิสุดโต่ง การแถลงการณ์ร่วมของอาเซียน เพื่อย้ำความสำคัญของกฎระเบียบทางไซเบอร์ และความจำเป็นที่จะต้องมีบรรทัดฐานทางไซเบอร์ขั้นพื้นฐาน รวมทั้งย้ำความร่วมมือด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ เพื่อเสริมศักยภาพในอาเซียน ร่างถ้อยแถลงผู้นำอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ เพื่อตระหนักถึงความจำเป็นของสมาชิกอาเซียนในการปฏิบัติตามมาตรการในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นและรับรองบรรทัดฐานร่วมบนพื้นฐานความสมัครใจ เพื่อให้มีพฤติกรรมรับผิดชอบในพื้นที่ Cyber เสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความเชื่อมั่นในการใช้พื้นที่ไซเบอร์อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อให้เศรษฐกิจในภูมิภาคมีการบูรณาการและมั่งคั่งมากยิ่งขึ้น และร่างเอกสารแนวคิดเครือข่ายเมืองอัจฉริยะอาเซียน เพื่ออำนวยความสะดวก ความร่วมมือ รายการพัฒนาเมืองอัจฉริยะเมืองสมาชิกและผู้แทนระดับชาติ โดยร่วมกันสำรวจ แบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดี พัฒนาแผนปฏิบัติการเฉพาะเมือง ระหว่างปี 2561 – 2568 และจะทำกรอบแนวทางการดำเนินงานพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่มีลักษณะเฉพาะสำหรับอาเซียน รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดโครงการน่าลงทุนกับภาคเอกชน โดยเมืองสมาชิกจะได้รับการเชื่อมโยงกับบริษัทที่ให้บริการแนวทางการพัฒนาเมืองจากภาคเอกชน เพื่อที่จะเริ่มโครงการที่เป็นรูปธรรมและสามารถดำเนินการได้ในเชิงพาณิชย์โดยเร็วudhr60.org

ทั้งนี้ ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ยังมีการประชุมระดับผู้นำ ครั้งที่ 11 แผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจ 3 ฝ่าย ประกอบด้วยอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนในครั้งนี้ โดยมีไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น ในวันที่ 28 เมษายน 2561

แนวโน้มชาวมุสลิม ท่องเที่ยวญี่ปุ่นสูงขึ้น

แนวโน้มชาวมุสลิม ท่องเที่ยวญี่ปุ่นสูงขึ้น

มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหลั่งไหลสู่ญี่ปุ่นจำนวนมาก โดยญี่ปุ่นตั้งเป้าสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเป็น 15 ล้านล้านเยน ในปี 2563 จึงมีมาตรการประกาศผ่อนผันวีซ่าในหลายประเทศ รวมถึงประเทศที่มีมุสลิม แน่นอนว่าจำนวนนักท่องเที่ยวมุสลิมเพิ่มขึ้นตามมา

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กรุงโตเกียว กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า ประเทศญี่ปุ่นมีทรัพยากรท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ทั้งสถานที่ วัฒนธรรม สินค้า และอาหารต่างๆ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้เป็นอย่างดี ผนวกกับความร่วมมือจากภาครัฐที่ต้องการผลักดันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว รัฐบาลชินโสะ อาเบะ จึงประกาศผ่อนผันวีซ่านักท่องเที่ยวให้กับประเทศต่างๆ จำนวนมาก รวมทั้งประเทศที่มีมุสลิมจำนวนมากอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2556 ส่งผลให้จำนวนชาวมุสลิมเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วbjkdergisi.com

ทั้งนี้ จากการประกาศผ่อนผันวีซ่า นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศญี่ปุ่นพุ่งสูงขึ้นถึง 60% นอกจากนี้รัฐบาลญี่ปุ่นยังมีมาตรการอื่นๆ เพื่อผลักดันการท่องเที่ยวด้วย เช่น การปรับปรุงด้านระบบสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน และการปฏิรูปภาษี เป็นต้น อีกทั้งยังมีการปรับปรุง ฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรม ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเป็นภาษาต่างๆ สร้างสวนธารณะที่มีรัฐเป็นเจ้าของ และปรับปรุงเส้นทางคมนาคมไปสู่สถานที่ท่องเที่ยว ทั้งรถไฟและรถประจำทาง ซึ่งนอกจากจะเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว ยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกในปี 2563 ซึ่งจะมีนักกีฬาและผู้เข้าชมกีฬาต่างชาติหลั่งไหลเดินทางมาประเทศญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก

ถึงอย่างไรก็ดี ร้านอาหารฮาลาลและผู้ประกอบการอาหารฮาลาลยังมีจำนวนจำกัดในประเทศญี่ปุ่น โดยชาวมุสลิมในประเทศญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีถิ่นพำนักในเขตเมืองหลวงและเมืองสำคัญทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น เช่น โตเกียว จิบะ และโอซากา เป็นต้น ประกอบกับสถานที่
ท่องเที่ยวยอดนิยม และความสะดวกสบายในการเดินทางยังจำกัดอยู่ในบางพื้นที่ ส่งผลให้สถานที่จำหน่ายอาหารฮาลาลและร้านอาหารฮาลาลของญี่ปุ่นมีจำนวนไม่มากนัก

นอกจากนี้ หน่วยงานรับรองมาตรฐานฮาลาลของญี่ปุ่นมีหลายหน่วยงาน และส่งผลให้การจัดเก็บข้อมูลไม่มีความชัดเจนมากนัก โดยคาดว่าร้านอาหารฮาลาลในประเทศญี่ปุ่นจะมีจำนวนอย่างน้อย 26 ร้าน หรือมากที่สุด 160 ร้าน

สำหรับยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น ข้อมูลจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว รายงานว่า ญี่ปุ่นมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยว โดยตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็น 40 ล้านคน ในปี 2563 และเพิ่มเป็น 60 ล้านคน ในปี 2573 จากปี 2558 ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพียง 19.73 ล้านคน ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นเร่งให้มีการเพิ่มที่พักอาศัยในจังหวัดต่างๆ ให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ 130 ล้านคน ภายในปี 2573 โดยเพิ่มขึ้น 5 เท่า จากปี 2558 รวมถึงตั้งเป้าเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางกลับมาท่องเที่ยวซ้ำ ให้มีจำนวน 36 ล้านคน ภายในปี 2573 เพิ่มขึ้น 3 เท่า จากปี 2558 ขณะที่ตั้งเป้ามูลค่าการบริโภคโดยนักท่องเที่ยวต่างชาติในญี่ปุ่นเป็น 8 ล้านล้านเยน ภายในปี 2563 เพิ่มขึ้น 2 เท่า จากปี 2558 และ 15 ล้านล้านเยน ภายในปี 2573

ขณะที่สถานการณ์การท่องเที่ยวไทย มีนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินทางเข้ามาในเดือน ก.พ. 2561 สูงที่สุดเป็นอันดับที่ 5 รองจากประเทศจีน มาเลเซีย รัสเซีย และเกาหลีใต้ ทั้งนี้ในปี 2560 นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินทางมายังประเทศไทยทั้งสิ้น 1.54 แสนคน เพิ่มขึ้น 7.28% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2559

การท่องเที่ยวและการค้าตามเส้นทาง R10

การท่องเที่ยวและการค้าตามเส้นทาง R10

โดย…สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) www.itd.or.th

เมื่อปี 2558 หน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการท้องถิ่นของไทย กัมพูชา และเวียดนาม ได้ริเริ่มความร่วมมือเพื่อพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวตามระเบียงย่อยชายฝั่งทะเลตอนใต้ (Southern Coastal Sub-corridor) หรือเส้นทาง R10 ซึ่งเชื่อมโยงการท่องเที่ยวและการค้าของ 3 ประเทศ 8 จังหวัด โดยใช้ชื่อว่า “R10 Road of Paradise”

สำหรับ 8 จังหวัดบนเส้นทาง R10 ประกอบด้วย ไทย 1 จังหวัด (ตราด) กัมพูชา 6 จังหวัด (เกาะกง สีหนุวิลล์ พระตะบอง โพธิสัตว์ กัมปอต และกรุงแกบ) และเวียดนาม 1 จังหวัด (เกียนซาง) ซึ่งเส้นทางท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่ เส้นทางจาก จ.ตราด-กรุงแกบ-เกียนซาง

เนื่องจากการบริหารจัดการของหน่วยงานภาครัฐของทั้ง 3 ประเทศ มีความแตกต่างกันพอสมควร จึงส่งผลให้การเดินทางมีอุปสรรคอยู่บ้าง ซึ่งภาคเอกชนของไทยและกัมพูชากำลังพยายามเชื่อมโยงกันอยู่ โดยสมาคมธุรกิจท่องเที่ยว จ.ตราด ได้ทำความตกลงกับภาคเอกชนของจังหวัดแกบ เพื่อแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวของทั้งสองจังหวัด และสร้างความร่วมมือในการให้บริการเดินรถโดยสารระหว่าง ตราด-เกาะกง-สีหนุวิลล์-กัมปอต-แกบudhr60.org

อย่างไรก็ดี จ.ตราดประกาศว่าจะเป็น “เมืองแห่งความสุขสีเขียว” (Trat Green City) ซึ่งเน้นในเรื่องอุตสาหกรรมบริการเป็นหลัก และไม่ต้องการให้มีโรงงานอุตสาหกรรมหนักตั้งในพื้นที่ จึงเหมาะสมแก่นักท่องเที่ยวที่ต้องการมาพักผ่อนระยะยาว ยิ่งตราดอยู่ในกลุ่มคลัสเตอร์ผลไม้ภาคตะวันออกด้วยแล้ว จึงพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้ไม่ยาก โดยมีสวนผลไม้มากมายทั้งเงาะ มังคุด ทุเรียน ที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบ

อีกทั้ง จ.ตราด ยังมีทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะการท่องเที่ยวทางทะเล มีหมู่เกาะน้อยใหญ่ 52 เกาะ เป็นการท่องเที่ยวที่ชาวไทยและชาวต่างประเทศนิยมเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ตราดยังมีพื้นที่รองรับนักท่องเที่ยวบนเส้นทาง R10 ไม่มากนัก หากเร่งพัฒนาพื้นที่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตราดให้รองรับนักท่องเที่ยวได้ ความน่าสนใจของเส้นทางนี้ก็จะสูงขึ้น

ส่วนด้านการค้านั้น เส้นทาง R10 เป็นเส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างไทย กัมพูชา และเวียดนามได้ดี อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่อกับเมืองทวายของเมียนมาได้อีกด้วย ที่สำคัญคือมีระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อยู่ตรงกลาง ทำให้เส้นทาง
นี้มีโอกาสทางการค้าสูงขึ้นด้วย

นอกจากการท่องเที่ยวทางบก ก็ยังสามารถจัดการท่องเที่ยวทางทะเลได้เช่นกัน โดยอาจจะเริ่มออกเดินทางจากท่าเรือที่เมืองห่าเทียน (Ha Tien) หรือเมืองสักซ้า (Rach Gia) ของเวียดนาม เพื่อไปเกาะฟู้ก๊วก (Phu Quoc) แล้วใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ไปสีหนุวิลล์ของกัมพูชา และอีก 2 ชั่วโมงไป จ.ตราด ของไทย

เห็นได้ชัดว่าโอกาสในการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวและการค้าของทั้ง 3 ประเทศ มีค่อนข้างมาก แต่ยังขาดเพียงนักลงทุนที่จะเข้ามาใช้ประโยชน์ ส่วนหนึ่งที่นักลงทุนจะตัดสินใจเข้ามาลงทุนหรือไม่นั้น ก็น่าจะมาจากการสร้างความมั่นใจของภาครัฐที่จะช่วยส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้แก่ภาคเอกชน

ยูเนสโกประกาศให้อุทยานธรณีสตูลเป็นอุทยานธรณีโลกแห่งแรกในไทยและแหล่งที่ 5 ของอาเซียน

ยูเนสโกประกาศให้อุทยานธรณีสตูลเป็นอุทยานธรณีโลกแห่งแรกในไทยและแหล่งที่ 5 ของอาเซียน

อุทยานธรณีสตูล ถูกประกาศให้เป็นอุทยานธรณีโลก (UNESCO Global Geopark) แห่งแรกในประเทศไทยและแหล่งที่ 5 ของอาเซียน ที่เกิดจากการบริหารจัดการพื้นที่โดยประชาชนในชุมชนเองทั้งหมด

นายทศพร นุชอนงค์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า พื้นที่แหล่งธรณีวิทยาของจังหวัดสตูล “อุทยานธรณีสตูล” ของประเทศไทย ได้ถูกประกาศให้เป็นอุทยานธรณีโลก หรือ UNESCO Global Geopark โดยที่ประชุมสำนักเลขาธิการยูเนสโก ครั้งที่ 204 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส หลังมีมติรับรองอุทยานธรณีสตูลเข้าเป็นสมาชิกอุทยานธรณีโลกขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) แห่งแรกในประเทศไทย ถือเป็นอุทยานธรณีระดับโลกแห่งแรกในประเทศไทยและแหล่งที่ 5 ของอาเซียน ซึ่งส่งผลให้เกิดการอนุรักษ์ผ่านการท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยา ไทยจะเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติเพิ่มขึ้น ช่วยให้ทรัพยากรธรรมชาติได้รับการปกป้องคุ้มครองอย่างยั่งยืน และเกิดเป็นเครือข่ายความร่วมมือด้านการอนุรักษ์และเสริมสร้างความยั่งยืนของแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติทั่วโลก สิ่งสำคัญที่ได้รับการคัดเลือกมาจากการบริหารจัดการพื้นที่โดยประชาชนในชุมชนเองทั้งหมด โดยยูเนสโกจะประเมินทุก 4 ปี หากอุทยานธรณีโลกแห่งใดมีการบริหารจัดการที่บกพร่องสามารถถูกถอดถอนจากการเป็นสมาชิกได้ แล้วต้องเว้นระยะเวลาอีก 2 ปี จึงจะสมัครใหม่ได้bjkdergisi.com

อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กล่าวย้ำว่า อุทยานธรณีสตูล มีแหล่งคุณค่าด้านธรณีวิทยามากกว่า 30 แหล่ง โดยเฉพาะความหลากหลายของซากดึกดำบรรพ์สัตว์ทะเลที่พบต่อเนื่องและหลากหลายในชั้นหินทั้ง 6 ยุค ของมหายุคพาลีโอโซอิก ซึ่งไทรโลไบท์สายพันธุ์ใหม่ที่พบครั้งแรกในประเทศไทยถึง 4 สายพันธุ์ และหินแบคทีเรียโบราณสโตรมาโตไลต์ ลำดับชั้นหินแบบฉบับของโลก ภูมิประเทศหินปูนที่มีถ้ำและความสวยงามระดับโลก หมู่เกาะเภตราและตะรุเตา รวมถึง มีโบราณสถาน วัฒนธรรม วิถีชีวิตของชาวเล และความหลากหลายทางชีวภาพจำนวนมาก