Slider

ข้อห้ามของ 10 ประเทศอาเซียน ที่ควรรู้

   วันนี้เรามาติดตามอัพเดทเรื่องราวของอาเซียน หรือ AEC ที่หลายคนอาจยังไม่รู้กัน อย่างเรื่อง ข้อห้ามของ 10 ประเทศอาเซียน ที่ควรรู้ ที่แต่ละประเทศนั้นเขาก็มีหลักความคิดแปลกๆ ที่อาจแตกต่างและไม่คุ้นชินอย่างบ้านเรา ดังนั้นเพื่อไม่ให้เราพลาดทำสิ่งต้องห้ามของเพื่อนบ้านอาเซียน และเพื่อจะได้เคารพสิทธิ์ของแต่ละประเทศได้อย่างถูกต้อง เราจึงต้องเตรียมความพร้อมด้วยเกร็ดความรู้ดีๆ ก่อนเปิดประตูสู่อาเซียนกัน

ข้อห้ามของ 10 ประเทศอาเซียน ที่ควรรู้

1.ประเทศบรูไน ดารุสซาลาม (Brunei Darussalam)

ข้อห้ามควรรู้ :

1. ควรหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าสีเหลือง เพราะถือเป็นสีของพระมหากษัตริย์

2. การทักทายจะจับมือกันเบาๆ และสตรีจะไม่ยื่นมือให้บุรุษจับ

3. การใช้นิ้วชี้ไปที่คนหรือสิ่งของถือว่าไม่สุภาพ แต่จะใช้หัวแม่มือชี้แทน

4. จะไม่ใช้มือซ้ายในการส่งของให้ผู้อื่น

5. สตรีเวลานั่งจะไม่ให้เท้าชี้ไปทางผู้ชายและไม่ส่งเสียงหรือหัวเราะดัง

6. วันหยุดคือวันศุกร์และวันอาทิตย์, วันศุกร์ 12.00-14.00 น.ทุกร้านจะปิด

7. จัดงานเย็นต้องจัดหลัง 2 ทุ่ม

2. ประเทศกัมพูชา (Cambodia)

ข้อห้ามควรรู้ :

1. ผู้หญิงห้ามแต่งตัวเซ็กซี่, ผู้ชายไว้ผมยาวจะมีภาพลักษณ์ นักเลง

2. ห้ามจับศีรษะ คนกัมพูชาถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดของร่างกาย

3. สบตามากเกินไป ถือว่าไม่ให้เกียรติ

 

3. ประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia)

ข้อห้ามควรรู้ :

1. ไม่ควรใช้มือซ้ายในการรับ-ส่งของ คนมุสลิมอินโดนีเซียถือว่ามือซ้ายไม่สุภาพ

2. นิยมใช้มือกินข้าว

3. ไม่ควรชี้นิ้วด้วยนิ้วชี้ แต่ใช้นิ้วโป้งแทน

4. ไม่จับศีรษะคนอินโดนีเซียรวมทั้งการลูบศีรษะเด็ก

5. การครอบครองยาเสพติด อาวุธ หนังสือรูปภาพอนาจาร มีบทลงโทษหนัก อาทิ การนำเข้าและครอบครองยาเสพติดมีโทษถึงประหารชีวิต

6. บทลงโทษรุนแรงเกี่ยวกับการค้าและส่งออกพืชและสัตว์กว่า 200 ชนิด จึงควรตรวจสอบก่อนซื้อหรือนำพืชและสัตว์ออกนอกประเทศ

7. มอเตอร์ไซค์รับจ้างต้องมีมิเตอร์

8. งานศพใส่ชุดสีอะไรก็ได้

 

4. ประเทศลาว (Laos)

ข้อห้ามควรรู้ :

1. ลาวขับรถทางขวา

2. ติดต่อราชการต้องนุ่งซิ่น

3. เดินผ่านผู้ใหญ่ ต้องก้มหัว

4. ถ้าเพื่อนคนลาวเชิญไปพักที่บ้านห้ามให้เงิน

5. อย่าซื้อน้ำหอมให้กัน

6. เข้าบ้านต้องถอดรองเท้า และถ้าเขาเสิร์ฟน้ำต้องดื่ม

 

5. ประเทศมาเลเซีย (Malaysia)

ข้อห้ามควรรู้ :

1. ใช้มือขวาเพียงข้างเดียวในการรับประทานอาหาร และรับส่งของ

2. เครื่องดื่มแอลกฮอล์เป็นเรื่องต้องห้าม

 

6. ประเทศเมียนมาร์ หรือพม่า (Myanmar)

ข้อห้ามควรรู้ :

1. ไม่ควรพูดเรื่องการเมือง กับคนไม่คุ้นเคย

2. เข้าวัดต้องถอดรองเท้า ถุงเท้า

3. ห้ามเหยียบเงาพระสงฆ์

4. ให้นามบัตรต้องยื่นให้สองมือ

5. ไม่ควรใส่กระโปรงสั้น กางเกงขาสั้น ในสถานที่สาธารณะและศาสนสถาน

6. ผู้หญิงชอบทาทานาคา (ผู้ชายก็ทาด้วย) ผู้ชายชอบเคี้ยวหมาก

 

7. ประเทศฟิลิปปินส์ (Philippines)

ข้อห้ามควรรู้ :

1. เท้าสะเอว หมายถึง ท้าทาย, เลิกคิ้ว หมายถึง ทักทาย

2. ใช้ปากชี้ของ

3. กินข้าวบ้านเพื่อนสามารถห่อกลับได้ แต่ควรมีของฝากให้เขาด้วย

4. ตกแต่งบ้าน 2 เดือน ต้อนรับคริสต์มาส

 

8. ประเทศสิงคโปร์ (Singapore)

ข้อห้ามควรรู้ :

1. การหลบหนีเข้าสิงคโปร์และประกอบอาชีพเร่ขายบริการผิดกฎหมาย จะถูกลงโทษอย่างรุนแรง

2. การลักลอบนำยาเสพติด อาวุธปืนและสิ่งผิดกฎหมายอื่นๆ จะได้รับโทษอย่างรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต

3. ขึ้นบันไดเลื่อนให้ชิดซ้าย

4. ห้ามทิ้งขยะเรี่ยราด, ห้ามเก็บผลไม้ในที่สาธารณะ

 

9. ประเทศเวียดนาม (Vietnam)

ข้อห้ามควรรู้ :

1. เวียดนามไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพอาคารที่ทำการต่างๆ ของรัฐ

2. คดียาเสพติดการฉ้อโกงหน่วยงานของรัฐมีโทษประหารชีวิต

3. ตีกลองแทนออดเข้าเรียน

4. ชุดนักเรียนหญิงเป็นชุดอ่าวหญ่าย

5. คนภาคเหนือไม่ทานน้ำแข็ง

6. ไม่ถ่ายรูป 3 คนอย่างเด็ดขาด เพราะถือว่าจะทำให้เบื่อกัน หรือแแยกกันหรือใครคนใดเสียชีวิต

7. ต้องเชิญผู้ใหญ่ก่อนทานข้าว

 

10. ประเทศไทย (Thailand)

ข้อห้ามควรรู้ :

1. ไปศาสนสถานควรแต่งกายเรียบร้อย, ก่อนเข้าอุโบสถต้องถอดรองเท้า

2. ห้ามพระสงฆ์สัมผัสสตรี

3. สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสัการะ การละเมิดใดๆ ถือเป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญ

4. ทักทายกันด้วยการไหว้

5. ถือว่าเท้าเป็นของต่ำ ไม่ควรพาดบนโต๊ะ หรือเก้าอี้ หรือหันทิศทางไปที่ใคร

6. ธงชาติถือเป็นของสูง ไม่ควรนำมากระทำการใดๆที่เป็นการเหยียดหยาม

7. การแสดงออกทางเพศในที่สาธารณะ ยังไม่ได้รับการยอมรับในวัฒนธรรมไทย

การศึกษาของไทยเมื่อเทียบกับกลุ่มอาเซียน

เรื่องของระบบการศึกษาถือได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากสำหรับทุกๆ ประเทศ เพราะการที่ประเทศจะพัฒนาได้นั้นการศึกษาศึกนับว่าเป็นตัวการหลักในการที่จะช่วยสร้างบุคลากรชั้นดีให้ขึ้นมาพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ได้อย่างลงตัวและมีประสิทธิภาพ ไม่แปลกที่แต่ละประเทศนั้นจะเน้นในเรื่องของการศึกษาเป็นอย่างมากเพื่อให้เหล่าบรรดาเด็กๆ รุ่นใหม่ หรือว่าใครก็ตามที่สนใจใฝ่เรียนรู้ได้เล่าเรียนศึกษาเพื่อพัฒนาตัวเองไปในจุดที่ดีที่สุดของความรู้ในด้านต่างๆ

สำหรับด้านการศึกษาในประเทศไทยเองก็นับได้ว่าเป็นสิ่งที่ทุกๆ คนนั้นต่างก็เห็นคุณค่าและก็รู้ดีว่าการศึกษานั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากที่จะช่วยทำให้ประเทศไทยพัฒนาไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ อย่างไรก็ตามในกลุ่มภูมิภาคอาเซียนหากมีการเปรียบเทียบทางด้านการศึกษาแล้วต้องบอกว่าระบบการศึกษาของประเทศไทยยังคงเป็นเรื่องที่ต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพราะระบบการศึกษาไทยในความเป็นจริงแม้แต่ในภูมิภาคอาเซียนเองเรายังไม่สามารถที่จะก้าวขึ้นไปเป็นเบอร์ 1 ได้ หรือจะพูดให้ง่ายกว่านั้นก็คือระบบการศึกษาไทยเมื่อเทียบกับเหล่าบรรดาประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน ของไทยเรายังเป็นรองอยู่ในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านที่สำคัญที่สุดเห็นจะเป็นในเรื่องของภาษาอังกฤษ อาจจะด้วยความที่ประเทศไทยเองไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศอื่นๆ ไม่เคยโดนพวกล่าอาณานิคมเข้ามาย่างกรายเมื่อถึงจุดที่ยุคล่าอาณานิคมหมดไป ภาษาที่คนไทยใช้จึงยังนิยมใช้กันอยู่แค่ภาษาไทยในขณะที่ประเทศอื่นๆ เมื่อยุคที่เขาโดนพวกประเทศล่าอาณานิคมเข้ามาปกครอง คนเหล่านั้นก็ได้มีการสอนภาษาต่างประเทศให้กับคนในประเทศเหล่านั้นให้อ่านออก เขียนได้ และเป็นความรู้ที่ถูกใช้ติดตัวกันมาจนทุกวันนี้ นี่ถือว่าเป็นจุดอ่อนที่สุดของการศึกษาไทยที่ยังไม่สามารถจัดพัฒนาได้ทัดเทียมกับนานาประเทศในแถบอาเซียน

ถ้าหากจะบอกว่าประเทศใดที่มีระบบการศึกษาดีที่สุดในกลุ่มอาเซียนก็คงต้องยกให้ประเทศสิงคโปร์เพราะด้วยความที่ประเทศนี้นับว่าเป็นหัวใจสำคัญในเรื่องของการติดต่อสื่อสารกับนานาประเทศนอกอาเซียนพวกเขาจึงจำเป็นที่จะต้องใส่ใจกับเรื่องการศึกษาให้มากที่สุดเพื่อให้ประชากรของพวกเขาสามารถเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ สิ่งหนึ่งที่คนไทยทุกคนควรจะลบล้างออกจากความคิดให้หมดนั่นก็คือแนวคิดที่ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่เก่งที่สุดหรือเหนือกว่าประเทศอื่นๆ ในแถบอาเซียน เพราะถ้ามองในความเป็นจริงแล้วนั่นเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือควรเข้ามาใส่ใจกับการศึกษาในด้านต่างๆ ให้มากจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาไปได้ไกลกว่าประเทศอื่นในอาเซียนอย่างแน่นอนในอนาคต

อาหาร ประเทศอาเซียน

ประเทศไทย
ต้มยำกุ้ง (Tom Yam Goong) แค่เอ่ยชื่อก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ต้มยำกุ้งเป็นอาหารคาวที่เหมาะสำหรับรับประทานกับข้าวสวยร้อน ๆ กลิ่นหอมของสมุนไพรที่เป็นส่วนประกอบในต้มยำกุ้ง นอกจากจะทำให้รู้สึกสดชื่นแล้ว ยังช่วยกระตุ้นการเจริญอาหารได้เป็นอย่างดี

และเนื่องจากต้มยำกุ้งเป็นอาหารที่มีรสเปรี้ยว และเผ็ดเป็นหลัก ทำให้รับประทานแล้วไม่เลี่ยน จึงทำให้ต้มยำกุ้งเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมในทั่วทุกภาคของประเทศไทย รวมถึงชาวต่างชาติเองก็ติดอกติดใจในความอร่อยของต้มยำกุ้งเช่นเดียวกัน

กีฬาประจำชาติ ของ บรูไนดารุสซาลาม (Brunei Darussalam) คือ ปันจักสีลัต (Pencak Silat)

ปันจักสีลัต (Pencak Silat) เป็นคำที่มาจากภาษาอินโดนีเซียมาจากคำว่าปันจัก (Pencak) หมายถึงการป้องกันตนเอง และคำว่า สีลัต (Silat) หมายถึงศิลปะ รวมความแล้วหมายถึงศิลปะการป้องกันตนเอง กีฬาประเภทนี้เดิมเป็นศิลปะการต่อสู้ของคนเชื้อสายมาลายู ใน ภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บรูไน และพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย คือ ปัตตานี ยะลา สตูล นราธิวาส และสงขลา เรียกว่า “สิละ” “ดีกา” หรือ “บือดีกา” เป็นศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าเท้าเปล่า เน้นให้เห็นลีลา การเคลื่อนไหวที่สวยงาม มีบางท่านกล่าวว่า สิละมีรากคำว่า ศิละ ภาษาสันสกฤตทั้งนี้เพราะดินแดนของมลายูในอดีตเคยเป็นดินแดนอาณาจักรศรีวิชัย ที่มีวัฒนธรรมอินเดียเข้ามามีบทบาทที่สำคัญ จึงมีคำ สันสกฤตปรากฏอยู่มาก ประวัติความเป็นมาของปันจักสีลัตนั้น มีตำนานเล่าต่อกันมาหลายตำนาน ซึ่งมีส่วนตรงกันและแตกต่างกันบ้าง Mubin Sheppard ได้กล่าวถึงตำนานสิละไว้ว่า การต่อสู้แบบสิละมีมาตั้งแต่ 400 ปีมาแล้วโดยกำเนิดที่เกาะสุมาตรา ต่อมาผู้สอนได้ ดัดแปลงแก้ไขให้เข้ากับยุคสมัย ตำนานว่า สมัยหนึ่งสามสหายเชื้อสายสุมาตรา ชื่อ บูฮันนุดดิน ซัมซุดดิน และฮามินนุดดิน เดินทางจาก มินังกาบัง ฝั่งตะวันตกของเกาะสุมาตราไปศึกษาวิทยายุทธ ณ เมืองอะแจ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของสุมาตรา สำนักวิทยายุทธนั้นอยู่ใกล้สระน้ำใหญ่ น้ำในสระไหลมาจากหน้าผาสูงชัน ริมสระมีต้นบอมอร์ ออกดอกสีม่วงสดกลมกลืนกับสีนกกินปลา ซึ่งถลาร่อนเล่นน้ำเนืองนิตย์ วันหนึ่ง ฮามินนุดดินไปตักน้ำที่สระแห่งนั้น เขาสังเกตเห็นว่าแรงน้ำตกทำให้น้ำในสระเป็นระลอกคลื่น หมุนเวียน และที่น่าทึ่งคือ ดอก บอมอร์ช่อหนึ่ง ซึ่งหล่นจากต้น ถูกน้ำพัดตกลงกลางสระแล้วจึงถอยย้อนกลับไปใกล้ตลิ่งลอยไปลอยมา เช่นนี้ประหนึ่งว่ามีชีวิต จิตใจ ฮามินนุดดิน เพิ่มความพิศวงถึงกับวางกระบอกไม้ไผ่ซึ่งบรรจุน้ำ แล้วจ้องมองดอกไม้ในสระเป็นเวลานาน จากนั้นชายหนุ่มรีบคว้าดอกไม้ช่อนั้นกลับมา เขาได้นำลีลาการลอยของดอกบอมอร์มาประยุกต์สอนการร่ายรำให้แก่เพื่อนทั้งสอง และ ช่วยกันคิดวิธีเคลื่อนไหวโดยอาศัยแขนขา เพื่อป้องกันฝ่ายปรปักษ์ วิชาสิละจึงเกิดขึ้นด้วยประการนี้

จุดประสงค์หลักของอาเซียน

ปฏิญญากรุงเทพฯ ได้ระบุวัตถุประสงค์สำคัญ 7 ประการของการจัดตั้งอาเซียน ได้แก่
              1.  ส่งเสริมความร่วมมือและความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และการบริหาร
              2.  ส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงส่วนภูมิภาค
              3.  เสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจพัฒนาการทางวัฒนธรรมในภูมิภาค
              4.  ส่งเสริมให้ประชาชนในอาเซียนมีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดี
              5. ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในรูปของการฝึกอบรมและการวิจัย และส่งเสริมการศึกษาด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
              6. เพิ่มประสิทธิภาพของการเกษตรและอุตสาหกรรม การขยายการค้า ตลอดจนการปรับปรุงการขนส่งและการคมนาคม
              7. เสริมสร้างความร่วมมืออาเซียนกับประเทศภายนอก องค์การ ความร่วมมือแห่งภูมิภาคอื่นๆ  และองค์การระหว่างประเทศ