Slider

“บล็อกเชน” เทคโนโลยีแห่งอนาคต โอกาสที่ “อาเซียน” ต้องรีบคว้า

“บล็อกเชน” เทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ในวันนี้แม้จะยังไม่แพร่หลาย และยากแก่การทำความเข้าใจว่ามันคืออะไร แต่นักพัฒนาทั่วโลกต่างตั้งความหวังไว้กับเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นอย่างมาก ว่าจะเปลี่ยนวิถีชีวิต โดยเฉพาะในการทำธุรกรรมการเงิน ตลอดจนยกระดับเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) ให้เหนือชั้นขึ้นไปอีก

หลายเสียงบอกว่า บล็อกเชนจะยังเป็นสิ่งที่ไม่เป็นรูปธรรม และเดาไม่ออกว่าจะมีหน้าตาอย่างไร จนกระทั่งมันเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของมนุษย์ทั่วโลก ซึ่งน่าจะเป็นวิวัฒนาการที่คล้ายคลึงกับการเกิดขึ้นของ “อินเทอร์เน็ต” กว่า 2 ทศวรรษที่แล้ว

คีย์ไอเดียของบล็อกเชน คือเป็นเครือข่ายการเก็บข้อมูลแบบหนึ่ง ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและได้รับข้อมูลเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน ทำให้ทุกคนในเครือข่ายรับรู้ได้ว่าใครคือเจ้าของข้อมูลนั้น ๆ จริง ๆ

ข้อมูลจะถูกจัดเก็บเป็นแต่ละบล็อก (block) และเชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่ (chain) เมื่อธุรกรรมหนึ่ง ๆ ถูกบันทึกลงเครือข่ายแล้วจะไม่สามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้ เพราะทุกคนในระบบถือข้อมูลชุดเดียวกัน ไอเดียของบล็อกเชนมีความเหมาะสมในการพัฒนาด้านฟินเทค ดิจิทัลเคอร์เรนซี ตลอดจนการจัดเก็บข้อมูลที่ดินระดับชาติ

ในงาน “ADES 2018 (ASEAN Digital Economy Summit) brought by Blockchain” ซึ่งจัดขึ้นโดยสถาบันนวัตกรรมเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งอาเซียน ร่วมกับหน่วยงานด้านสื่อจากจีนแผ่นดินใหญ่ อาทิ China Report เมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา มีสตาร์ตอัพในกลุ่มประเทศอาเซียน รวมทั้งไต้หวัน จีน และประเทศอื่น ๆ ในเอเชียเข้าร่วมหลายร้อยราย

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้มีโอกาสพูดคุยกับ “สตีเฟน ซูฮาดี” ประธานสมาคมบล็อกเชนแห่งอินโดนีเซีย ประเทศซึ่งสตาร์ตอัพเฟื่องฟู ดึงดูดเงินลงทุนด้านไอทีจากต่างชาติได้เป็นอันดับต้น ๆ ของอาเซียน ทั้งยังมีโอกาสขึ้นแท่นเป็นฮับบล็อกเชนในอนาคต ด้วยสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และมีประชากรกว่า 200 ล้านคนในประเทศ

สตีเฟนเล่าว่า ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เหมาะสมกับการพัฒนาบล็อกเชนจากความพร้อมและโอกาสหลายด้าน อาทิ ประชากรกลุ่มประเทศอาเซียนข้ามยุคเทคโนโลยี “แล็ปทอป” สู่ “สมาร์ทโฟน”อย่างก้าวกระโดด และมีตลาดใหม่ที่กำลังเติบโตและเต็มไปด้วยคนรุ่นใหม่ที่เปิดใจรับสิ่งใหม่ ๆ อยากรู้และอยากลอง นอกจากนี้ยังชอบทำการค้า สนใจอีคอมเมิร์ซ และมีความหลากหลายภายในประเทศแทบทุกประเทศ

“ขอยกตัวอย่างอินโดนีเซีย ซึ่งผมคิดว่าเหมาะมากกับการพัฒนาบล็อกเชน เป็นที่รู้กันดีว่าอินโดนีเซียมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ภาษา และมีเกาะแก่งกว่าหมื่นเกาะ ดังนั้นจึงมีความซับซ้อนในการจัดเก็บข้อมูลหรือการทำธุรกรรมต่าง ๆ บล็อกเชนจะเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาแก้ปัญหานี้ได้”

สตีเฟนย้ำว่า บล็อกเชนคือเทคโนโลยีที่โลกยุคปัจจุบันหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป เพราะถือเป็นเครื่องมือการแก้ปัญหาแบบ logical solution (การแก้ไขปัญหาด้วยเหตุผล) สร้างความสอดคล้อง (consensus) กันระหว่างข้อมูล เทคโนโลยีอย่างบล็อกเชน ไม่ใช่เพียงแค่เอกชนเท่านั้นที่จะใช้ประโยชน์ได้ แต่รัฐบาลก็นำบล็อกเชนมาใช้ประโยชน์ได้ด้วย เช่น การจัดเก็บภาษี จะทำให้การเลี่ยงภาษีเป็นไปได้ยาก เชื่อได้ว่าจะจัดเก็บภาษีได้เพิ่ม 2-3 เท่าเลยทีเดียว

ด้าน “เอริค จาง” เลขาธิการสถาบันนวัตกรรมเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งอาเซียน ซึ่งในอดีตเขาเคยทำงานในบริษัทพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศจีน ก่อนขยับมาเป็นผู้ให้คำปรึกษาด้านการลงทุนสตาร์ตอัพในกลุ่มประเทศอาเซียน สะท้อนมุมมองว่า อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีโอกาสทางด้านเทคโนโลยีค่อนข้างเยอะ ในแง่ตลาด คน และการอุดหนุนของรัฐบาลในบางประเทศ

โดยเอริคยกตัวอย่างประเทศไทย ว่าเป็นตลาดที่มีโอกาสสูง เพราะเหมาะสมทั้งด้านเศรษฐกิจ ผู้คนที่หลากหลายและเปิดกว้างด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะนโยบายของภาครัฐที่ถือว่าก้าวหน้าโดดเด่นในอาเซียน โดยเฉพาะด้านฟินเทคที่ค่อนข้างเปิดเสรี

ทั้งนี้ เขาได้เสนอว่า การพัฒนาเทคโนโลยีจะต้องใช้ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนที่แข็งแกร่ง ซึ่งแต่ละประเทศอาจจะมีรูปแบบการผลักดันแตกต่างกันไป อย่างประเทศจีนที่เป็นประเทศที่กระเป๋าเงินดิจิทัลเฟื่องฟูมากจนแทบไม่มีคนพกเงินสด ก็เกิดจากการผลักดันทั้งจากรัฐและเอกชน

“ในประเทศจีน แม้ดิจิทัลเพย์เมนต์จะเกิดขึ้นโดยการผลักดันของภาคเอกชนเมื่อเริ่มแรก แต่รัฐก็เข้ามาช่วยสนับสนุน จนเทคโนโลยีดังกล่าวไปได้ไกลมากในปัจจุบัน” เอริคระบุ ก่อนย้ำว่า ในประเทศจีนปัจจุบันค่อนข้างเสรีในด้านดิจิทัลเพย์เมนต์ และมีการบรรจุนโยบายเกี่ยวกับคริปโทเคอร์เรนซีในแผนยุทธศาสตร์ชา

ราชอาณาจักรไทย (Kingdom of Thailand)ดอกราชพฤกษ์

ดอกไม้ประจำชาติไทยของเรา ก็คือ ดอกราชพฤกษ์ (Ratchaphruek) ที่มีสีเหลืองสวยสง่างาม เมื่อเบ่งบานแล้วให้ความรู้สึกอบอุ่น ถือเป็นสัญลักษณ์ของความมีเกียรติยศศักดิ์ศรี ซึ่งชาวไทยหลายคนรู้จักกันดีในนามของ ดอกคูน โดยมีความเชื่อว่าสีเหลืองอร่ามของดอกราชพฤกษ์คือสีแห่งพระพุทธศาสนาและความ รุ่งโรจน์ รวมทั้งยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความสามัคคีปรองดองของคนในชาติอีกด้วย โดยดอกราชพฤกษ์จะเบ่งบานในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – พฤษภาคม มีจุดเด่นเวลาเบ่งบานคือการผลัดใบออกจนหมดต้น เหลือไว้เพียงแค่สีเหลืองอร่ามของดอกราชพฤกษ์เท่านั้น

เมืองหลวงคือกรุงเทพมหานคร มีพื้นที่ 513,115.02 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย 77 จังหวัด มีประชากร 65.4 ล้านคน (ข้อมูลปี พ.ศ.2553)ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ และใช้ภาษาไทยเป็นภาษาราชการ ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุขของประเทศ

ดอกไม้อาเซียนประเทศเมียนมาร์ดอกประดู่

ความเป็นมาของดอกไม้อาเซียนประเทศเมียนมาร์ดอกประดู่

ประเทศบ้านพี่เมืองน้องของไทยที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าประวัติศาสตร์ของไทยเรา นั่นก็คือ สหภาพพม่า หรือประเทศพม่า หรือเมียนมาร์ซึ่งประเทศพม่านั้น เป็นประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทางด้านของชาวตะวันตกได้เรียกประเทศพม่านี้ว่า Burma จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ.2532 ประเทศพม่าได้เปลี่ยนชื่อประเทศของตนเป็น Myanmar โดยชื่อใหม่นี้เป็นที่ยอมรับจากองค์การสหประชาชาติ แต่สำหรับบางชาติ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ยังไม่ยอมรับการเปลี่ยนชื่อในครั้งนี้ เนื่องจากว่า ไม่ยอมรับรัฐบาลทหารที่เป็นผู้เปลี่ยนชื่อ โดยในปัจจุบัน หลาย ๆ คนยังคงใช้คำว่า Myanmar ซึ่งเป็นชื่อที่มาจากประเทศในภาษาพม่า ว่า Myanma Naingngandaw ส่วนประชาชนชาวพม่านั้น ส่วนมากเรียกชื่อประเทศของตนเองว่า บะหม่า

ส่วนดอกไม้ที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติของประเทศพม่า คือ ดอกประดู่ หรือ Paduak ซึ่งเป็นดอกไม้ที่พบมากที่สุดในประเทศพม่า และลักษณะของดอกจะมีสีเหลืองทอง จะผลิดอกและส่งกลิ่นหอมในช่วงฤดูฝนแรกของปี หรือในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ทางด้านของประเทศพม่านั้น ได้มีการจัดงานรื่นเริง เฉลิมฉลองปีใหม่ขึ้น และชาวพม่านั้น ยังคงมีความเชื่อว่า ดอกประดูนั้น เป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแรง บ่งบอกได้ถึงความแข็งแกร่ง และความทนทาน และดอกประดู่นี้จะเป็นดอกไม้ที่จะขาดไม่ได้เลยสำหรับการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของชาวพม่า

ความเป็นตัวตนของแต่ละประเทศย่อมสื่อออกมาในลักษณะของสิ่งที่โดดเด่นของแต่ละประเทศไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของดอกไม้ประจำชาติ หรือแม้แต่ธงชาติ เพราะสัญลักษณ์จะบ่งบอกได้ถึงความเป็นตัวตนของทุกคนในชาติได้มากที่สุด

AEC ดีอย่างไร

หลายคนอาจจะเคยสงสัย คำว่า AEC (ASEAN Economic Community)ที่เราได้ยินนั้น ตกลงมันคืออะไรกันแน่ (อ่านต่อ : AEC คืออะไร) ซึ่งก่อนหน้านี้ เราก็เคยอธิบายไปแล้ว ครั้งนี้ลองมาดูว่า เมื่อประกาศใช้ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” มันมีข้อดีอย่างไร

1.การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว โดยมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน และ
แรงงานมีฝีมืออย่างเสรี และเงินทุนอย่างเสรีมากขึ้น

2.เพิ่มการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของอาเซียน โดยการพัฒนา
โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่น กฎหมายและนโยบายการแข่งขัน การคุ้มครองผู้บริโภค สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ นโยบายภาษี การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงิน การขนส่ง เทคโนโลยีสารสนเทศ พลังงาน และเหมืองแร่

3.การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียมกัน โดยการส่งเสริมและพัฒนา SMEs และการเสริมสร้าง
สมรรถนะของประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่ เพื่อลดช่องว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจ

4.การบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก โดยการปรับประสานนโยบายเศรษฐกิจของอาเซียนกับ
ประเทศภายนอกภูมิภาค รวมทั้งส่งเสริมการสร้างเครือข่ายการผลิตและการจำหน่ายภายในภูมิภาคให้เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก

แต่ละประเทศใน AEC จะมีจุดเด่นดังนี้

พม่า – สาขาเกษตรและประมง

มาเลเซีย – สาขาผลิตภัณฑ์ยาง และสาขาสิ่งทอ

อินโดนีเซีย – สาขาภาพยนต์และสาขาผลิตภัณฑ์ไม้

ฟิลิปปินส์ – สาขาอิเล็กทรอนิกส์

สิงคโปร์ – สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ และสาขาสุขภาพ

ไทย – สาขาการท่องเที่ยว และสาขาการบิน (ประเทศไทยอยู่ตรงกลาง ASEAN)

 

สกุลเงินของประเทศอาเซียน

AEC (ASEAN Economic Community) หรือ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เป็นคำที่ได้ยินเคียงคู่มากับการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 อยู่เสมอ เพราะ AEC นั้นเป็นหนึ่งในสามเสาหลักของประชาคมอาเซียนนั่นเอง โดยจะมีความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ของทั้ง 10 ประเทศในประชาคมอาเซียน

เพื่อเป็นการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และการเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ลองมาดูกันหน่อยว่า เพื่อนบ้านแต่ละประเทศนั้นเขามีการใช้เงินสกุลอะไร อัตราแลกเปลี่ยนเท่าไหร่ และหน้าตาของธนบัตรเป็นอย่างไรบ้าง

เริ่มจากที่บ้านเรา ประเทศไทย ใช้สกุลเงิน “บาท” (Thai Baht : THB) โดยเหรียญกษาปณ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีทั้งหมด 9 ชนิด คือ เหรียญ 1, 5, 10, 25 และ 50 สตางค์, 1, 2, 5 และ 10 บาท โดยเหรียญ 25 และ 50 สตางค์, 1, 2, 5 และ 10 บาท เป็นเหรียญที่ออกใช้หมุนเวียนทั่วไป ส่วนเหรียญ 1, 5 และ 10 สตางค์ ไม่ได้ออกใช้หมุนเวียนทั่วไป แต่ใช้ภายในธนาคารเท่านั้น ส่วนธนบัตรที่ใช้ในปัจจุบันและมีการผลิตอย่างต่อเนื่อง มี 5 ชนิด คือ ธนบัตร 20, 50, 100, 500 และ 1,000 บาท

        ประเทศบรูไน ดารุสซาลาม หรือ เนการา บรูไน ดารุสซาลาม ใช้สกุลเงิน “ดอลลาร์บรูไน” (Brunei Dollar : BND) อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน 1 ดอลลาร์บรูไน เท่ากับประมาณ 25 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น) ธนบัตรที่พิมพ์ออกใช้ในปัจจุบันนี้มีฉบับละ 1 ดอลลาร์, 5 ดอลลาร์, 10 ดอลลาร์, 20 ดอลลาร์, 25 ดอลลาร์, 50 ดอลลาร์, 100 ดอลลาร์, 500 ดอลลาร์, 1,000 ดอลลาร์ และ 10,000 ดอลลาร์

 

        ประเทศกัมพูชา หรือ ราชอาณาจักรกัมพูชา ใช้สกุลเงิน “เรียล” (Cambodian Riel : KHR) อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน 127 เรียล เท่ากับประมาณ 1 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น) ธนบัตรที่พิมพ์ออกใช้ในปัจจุบันนี้มีฉบับละ 50 เรียล, 100 เรียล, 200 เรียล, 500 เรียล, 1,000 เรียล, 2,000 เรียล, 5,000 เรียล, 10,000 เรียล, 20,000 เรียล, 50,000 เรียล และ 100,000 เรียล

 

ประเทศอินโดนีเซีย หรือ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ใช้สกุลเงิน “รูเปียห์” (Indonesian Rupiah : IDR) อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน 1,000 รูเปียห์ เท่ากับประมาณ 3 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น) ธนบัตรที่พิมพ์ออกใช้ในปัจจุบันนี้มีฉบับละ 1,000 รูเปียห์, 2,000 รูเปียห์, 5,000 รูเปียห์, 10,000 รูเปียห์, 20,000 รูเปียห์, 50,000 รูเปียห์ และ 100,000 รูเปียห์

ประเทศลาว หรือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ใช้สกุลเงิน “กีบ” (Lao Kip : LAK) อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน 1,000 กีบ เท่ากับประมาณ 4 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น) ธนบัตรที่พิมพ์ออกใช้ในปัจจุบันนี้มีฉบับละ 500 กีบ, 1,000 กีบ, 2,000 กีบ, 5,000 กีบ, 10,000 กีบ, 20,000 กีบ และ 50,000 กีบ

ประเทศมาเลเซีย ใช้สกุลเงิน “ริงกิต” (Malaysian Ringgit : MYR) อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน 1 ริงกิต เท่ากับประมาณ 10 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น) ธนบัตรที่พิมพ์ออกใช้ในปัจจุบันนี้มีฉบับละ 1 ริงกิต, 5 ริงกิต, 10 ริงกิต, 20 ริงกิต, 50 ริงกิต และ 100 ริงกิต

ประเทศพม่า หรือ สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า ใช้สกุลเงิน “จ๊าด” (Myanmar Kyat : MMK) อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน 26 จ๊าด เท่ากับประมาณ 1 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น) ธนบัตรที่พิมพ์ออกใช้ในปัจจุบันนี้มีฉบับละ 50 ปยา, 1 จ๊าด, 5 จ๊าด, 20 จ๊าด, 50 จ๊าด, 100 จ๊าด, 200 จ๊าด, 500 จ๊าด, 1,000 จ๊าด , 5,000 จ๊าด และ 10,000 จ๊าด

ประเทศฟิลิปปินส์ หรือ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ใช้สกุลเงิน “เปโซ” (Philippine Peso : PHP) อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน 1.40 เปโซ เท่ากับประมาณ 1 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น) ธนบัตรที่พิมพ์ออกใช้ในปัจจุบันนี้มีฉบับละ 20 เปโซ, 50 เปโซ, 100 เปโซ, 200 เปโซ, 500 เปโซ และ 1,000 เปโซ

ประเทศสิงคโปร์ หรือ สาธารณรัฐสิงคโปร์ ใช้สกุลเงิน “ดอลลาร์สิงคโปร์” (Singapore Dollar : SGD) อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ เท่ากับประมาณ 25 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น) ธนบัตรที่พิมพ์ออกใช้ในปัจจุบันนี้มีฉบับละ 2 ดอลลาร์, 5 ดอลลาร์, 10 ดอลลาร์, 50 ดอลลาร์, 100 ดอลลาร์, 1,000 ดอลลาร์ และ 10,000 ดอลลาร์

ประเทศเวียดนาม หรือ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ใช้สกุลเงิน “ด่ง” หรือ “ดอง” (Vietnamese Dong : VND) อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน 652 ด่ง เท่ากับประมาณ 1 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น) ธนบัตรที่พิมพ์ออกใช้ในปัจจุบันนี้มีฉบับละ 1,000 ด่ง 2,000 ด่ง 5,000 ด่ง 10,000 20,000 ด่ง 50,000 ด่ง 100,000 ด่ง 200,000 ด่ง และ 500,000 ด่ง

เพลงประจำอาเซียน (ASEAN Anthem)

“พลิ้วลู่ลม โบกสะบัด ใต้หมู่ธงปลิวไสว
สัญญาณแห่ง สัญญาทางใจ
วันที่เรามาพบกัน
อาเซียน เป็นหนึ่ง ดังที่เราปรารถนา
เราพร้อมเดินหน้าไปตรงนั้น
หล่อหลวมจิตใจ ให้เป็นหนึ่งเดียว…”เนื้อร้องภาษาไทยท่อนแรกของเพลงประจำอาเซียน หรือ เพลง “The ASEAN Way”
(ดิอาเซียนเวย์) บ่งถึงความสำคัญของเพลงประจำอาเซียนในการสนับสนุนการสร้างอัตลักษณ์ของอาเซียน การเชื่อมโยงของประเทศสมาชิกอาเซียน การรวมกันของความหลากหลายให้เป็นหนึ่งเดียว อันจะนำไปสู่สันติภาพ เสถียรภาพและความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม ซึ่งเป็นเป้าหมายของการรวมกันเป็นประชาคมอาเซียนกว่าที่เพลง “The ASEAN Way” จะมาเป็นเพลงประจำอาเซียนนั้น
เกิดจากการหารือในที่ประชุมคณะกรรมการอาเซียนด้านวัฒนธรรมและสนเทศ (ASEAN COCI) ครั้งที่ 29 ในเดือนมิถุนายน ปี 2537 ซึ่งในครั้งนั้นที่ประชุม มีความเห็นตรงกันว่าอาเซียนควรจะมีเพลงประจำอาเซียน โดยกำหนดว่าจะให้เปิดเพลงประจำอาเซียนในช่วงของการจัดกิจกรรมทางด้านวัฒนธรรมและสนเทศ จึงจัดให้มีโครงการเพื่อคัดเลือกเพลงประจำอาเซียนและแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อคัดเลือกเพลง ซึ่งเพลงที่เข้ารอบในครั้งนั้นเป็นเพลงจากประเทศไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ และเพลง ASEAN Song of Unity หรือ ASEAN Oh ASEAN จากฟิลิปปินส์ได้รับรางวัลชนะเลิศ อย่างไรก็ดี เพลงดังกล่าวไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในประเทศสมาชิกอาเซียน เพราะใช้เปิดเฉพาะในการประชุมคณะกรรมการอาเซียนด้านวัฒนธรรมและสนเทศและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องเท่านั้นต่อมา เนื่องจากตามกฎบัตรอาเซียนโดย ข้อบทที่ 40 ระบุให้ อาเซียนมีเพลงประจำอาเซียนโดยต้องการให้เสร็จเรียบร้อยก่อนการให้สัตยาบันกฎบัตรอาเซียนและการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 ดังนั้น ที่ประชุมประเทศสมาชิกอาเซียนได้เห็นชอบให้กำหนดรูปแบบการแข่งขันเป็น open competition โดยให้สำนักเลขานุการอาเซียนในแต่ละประเทศกลั่นกรองคุณสมบัติเบื้องต้น และจัดส่งให้ประเทศไทย ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากประเทศสมาชิกอาเซียนให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเพลง ประจำอาเซียน ภายในเดือนกันยายน 2551ในการแข่งขันครั้งนั้น กำหนดไว้ว่าผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 2 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเกณฑ์ในการคัดเลือกเพลงมี 5 เกณฑ์ดังนี้ (1) เป็นภาษาอังกฤษ (2) มีลักษณะเป็นเพลงชาติประเทศสมาชิกอาเซียน (3) มีความยาวไม่เกิน 1 นาที (4) เนื้อร้องสะท้อนความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียนและความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมและ เชื้อชาติ (5) เป็นเพลงที่แต่งขึ้นใหม่

การแข่งขัน คัดเลือกเพลงเกิดขึ้นที่ประเทศไทย กระทรวงวัฒนธรรมได้จัดการประชุมคณะกรรมการตัดสินเพื่อคัดเลือกเพลงภายในประเทศ เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2551 โดยมีเพลงจำนวน 11 เพลง ที่ผ่านเกณฑ์ และประเทศไทยได้ส่งเพลงดังกล่าวเข้าร่วมการประกวดแข่งขันด้วย ในระดับภูมิภาคอาเซียน กรมอาเซียน ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประกวดแข่งขันเพลงประจำอาเซียน รอบแรก เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2551 ที่โรงแรม Pullman Bangkok King Power โดยมีกรรมการจากประเทศสมาชิกอาเซียนประเทศละ 1 คน

ในส่วนของไทย ฯพณฯ องคมนตรี พล.ร.อ. อัศนี ปราโมช ได้ให้เกียรติเป็นกรรมการฝ่ายไทยโดยทำหน้าที่ประธานการประชุมคัดเลือกเพลง และได้คัดเลือกเพลงจำนวน 10 เพลง จากที่ส่งเข้าประกวดทั้งสิ้น 99 เพลง ต่อมาในรอบตัดสิน เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2551 มีกรรมการจากอาเซียน 10 คนเดิม และจากนอกอาเซียนอีก 3 คน ได้แก่จากญี่ปุ่น จีน และออสเตรเลียเข้าร่วมตัดสินด้วย

ผลการแข่งขันปรากฎว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์เลือกเพลง The ASEAN Way ของไทยที่แต่งโดย นายกิตติคุณ สดประเสริฐ (ทำนองและเรียบเรียง) นายสำเภา ไตรอุดม (ทำนอง) และนางพยอม วลัยพัชรา (เนื้อร้อง) ให้เป็นเพลงประจำอาเซียน การที่เพลงจากไทยได้รับคัดเลือกให้เป็นเพลงประจำอาเซียน ถือเป็นเกียรติภูมิของประเทศและแสดงถึงความสามารถของคนไทยด้วย และประเทศไทยได้เปิดตัวเพลงประจำอาเซียน เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2551 ณ โรงละครอักษรา คิงส์ พาวเวอร์ คอมเพล็กซ์ โดยมีวงดุริยางค์ทหารเรือของกองทัพเรือไทยเป็นผู้บรรเลงเพลง ส่วนเพลงประจำอาเซียนนี้ใช้บรรเลงอย่างเป็นทางการในพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2552 ที่หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

The ASEAN Way (Lyrics) เนื้อเพลง

Raise our flag high, sky high
Embrace the pride in our heart
ASEAN we are bonded as one
Looking out to the world.
For peace, our goal from the very start
And prosperity to last.
We dare to dream we care to share.
Together for ASEAN
we dare to dream,
we care to share for it’s the way of ASEAN
The ASEAN Way (เนื้อร้องภาษาไทยอย่างเป็นทางการ)
พลิ้วลู่ลม โบกสะบัด ใต้หมู่ธงปลิวไสว
สัญญาณแห่งสัญญาทางใจ
วันที่เรามาพบกับ
อาเซียนเป็นหนึ่งดังที่ใจเราปรารถนา
เราพร้อมเดินหน้าไปทางนั้น
หล่อหลอมจิตใจให้เป็นหนึ่งเดียว
อาเซียนยึดเหนี่ยวสัมพันธ์
ให้สังคมนี้มีแต่แบ่งปัน
เศรษฐกิจสังคมก้าวไกลเรียบเรียง ณัฐนันท์ รจนกร
ที่มา : กองอาเซียน ๔ กรมอาเซียน

ธงอาเซียน กฎบัตรอาเซียน 

ธงอาเซียน
              ธงอาเซียนเป็นธงพื้นสีน้ำเงิน  มีดวงตราอาเซียนอยู่ตรงกลาง  แสดงถึงเสถียรภาพ  สันติภาพ  ความสามัคคี  และพลวัตของอาเซียน
สีของธงประกอบด้วย  สีน้ำเงิน  สีแดง  สีขาว  และสีเหลือง  ซึ่งเป็นสีหลักในธงชาติของบรรดาประเทศสมาชิกของอาเซียนทั้งหมด

ธงอาเซียน             

ให้วันที่  8  สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันอาเซียน

เพลงประจำอาเซียน (ASEAN  Anthem)
              คือ  เพลง  ASEAN  WAY

กฎบัตรอาเซียน 
              กฎบัตรอาเซียน  กำหนดให้อาเซียนและประเทศสมาชิกปฏิบัติตามหลักการดังต่อไปนี้
1.  เคารพเอกราช  อธิปไตย  ความเสมอภาค  บูรณภาพแห่งดินแดน  และอัตลักษณ์แห่งชาติของรัฐสมาชิกอาเซียนทั้งปวง
2.  ผูกพันและรับผิดชอบร่วมกันในการเพิ่มพูนสันติภาพ  ความมั่นคง  และความมั่งคั่งของภูมิภาค
3.  ไม่รุกรานหรือข่มขู่ว่าจะใช้กำลังหรือการกระทำอื่นใดในลักษณะที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ
4.  ระงับข้อพิพาทโดยสันติ
5.  ไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐสมาชิกอาเซียน
6.  เคารพสิทธิของรัฐสมาชิกทุกรัฐในการธำรงประชาชาติของตนโดยปราศจากการแทรกแซง  การบ่อนทำลาย  และการบังคับจากภายนอก
7.  ปรึกษาหารือที่เพิ่มพูนขึ้นในเรื่องที่มีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อผลประโยชน์ร่วมกันของอาเซียน
8.  ยึดมั่นต่อหลักนิติธรรม  ธรรมาภิบาล  หลักการประชาธิปไตยและรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ
9.  เคารพเสรีภาพพื้นฐาน  การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน  และการส่งเสริมความยุติธรรมทางสังคม
10.  ยึดถือกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ    รวมถึงกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ  ที่  รัฐสมาชิกอาเซียนยอมรับ
11.  ละเว้นจากการมีส่วนร่วมในการคุกคามอธิปไตย  บูรณภาพแห่งดินแดนหรือเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจของรัฐสมาชิกอาเซียน
12. เคารพในวัฒนธรรม  ภาษา  และศาสนาที่แตกต่างของประชาชนอาเซียน
13.  มีส่วนร่วมกับอาเซียนในการสร้างความสัมพันธ์กับภายนอกทั้งในด้านการเมือง  เศรษฐกิจ  และสังคม  โดยไม่ปิดกั้นและไม่เลือกปฏิบัติ
14. ยึดมั่นในกฎการค้าพหุภาคีและระบอบของอาเซียน

ดึงอาเซียนเที่ยวไทย

ททท.ตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวตลาดอาเซียนเข้าไทยทะลุ 10 ล้านคน เทียบชั้นจีน เน้นเจาะกลุ่มครอบครัว ผู้หญิงและเจนวาย

น.ส.วไลลักษณ์ น้อยพยัคฆ์ ผู้อำนวยการภูมิภาคอาเซียน เอเชียใต้และแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.มีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนตลาดนักท่องเที่ยวอาเซียนให้เดินทางมาเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้นทั้งจำนวนและรายได้ โดยตั้งเป้าที่จะดึงนักท่องเที่ยวอาเซียนให้มาไทยให้ได้ 10 ล้านคน ภายในปี 2562 ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวตลาดอาเซียนมีสัดส่วนเท่ากับตลาดนักท่องเที่ยวจากจีนในปัจจุบัน

“ขณะที่เป้าหมายด้านรายได้จากนักท่องเที่ยวในตลาดอาเซียนปี 2562 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10% จากปีนี้ ซึ่งถือเป็นเป้าหมายท้าทายที่ต้องทำให้ได้ โดยในช่วงครึ่งปีหลังจะร่วมมือกับสายการบินต่างๆ เพื่อทำการประชาสัมพันธ์เส้นทางบินตรงจากเมืองรองของประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่เมืองรองของไทย เพื่อกระจายการท่องเที่ยวและเพิ่มรายได้ด้านการ ท่องเที่ยว” น.ส.วไลลักษณ์ กล่าว

สำหรับแผนงานในปี 2562 ที่จะใช้ดำเนินการเพื่อให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้นั้น ส่วนหนึ่งจะหันมาทำตลาดในกลุ่มที่มีรายได้และกำลังซื้อสูง เช่น กลุ่มครอบครัวและกลุ่มนักท่องเที่ยวผู้หญิง รวมทั้งเน้นส่งเสริมการเป็นเป้าหมายปลายทางในช่วงวันหยุด (วีกเอนด์) เพื่อเจาะตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มเจนวายในอาเซียนด้วยการนำเสนอโปรดักต์ที่มีความหรูหรา (ลักซ์ชัวรี่)

ทั้งนี้ ในปี 2561 คาดว่าจะมีนัก ท่องเที่ยวจากอาเซียนเดินทางเข้ามาประเทศไทยรวม 9.7 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อนที่มี 9.11 ล้านคน และคาดว่าจะสร้างรายได้เข้าประเทศไทยเพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อนที่มีมูลค่า 269,971.95 ล้านบาท

“ปีนี้คาดว่านักท่องเที่ยวจากเวียดนามจะเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยทะลุ 1 ล้านคน เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวจากสิงคโปร์ ซึ่งแผนงานระยะยาวของ ททท.จะเน้นจูงใจให้นักท่องเที่ยวเกิดการใช้จ่ายมากขึ้นควบคู่กับการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อกระจายรายได้ลงชุมชนมากขึ้น” น.ส.วไลลักษณ์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีแผนทำตลาดนักท่องเที่ยวชาวอินเดียด้วย โดยตั้งเป้าปี 2563 จะดึงนักท่องเที่ยวชาวอินเดียเข้ามาประเทศไทยให้ได้ 2 ล้านคน จากปี 2561 ที่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวอินเดียเข้ามาประเทศไทย 1.6 ล้านคน โดยจะมาจากกลุ่มคู่แต่งงาน กลุ่มที่เข้ามาจัดงานแต่งงานและเฉลิมฉลอง รวมทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวผู้หญิง

ไปรษณีย์ไทยรุกอาเซียนประเดิมจัดส่ง13จุดหมายปลายทาง5ประเทศรับอี-คอมเมิร์ซโต

ไปรษณีย์ไทยเปิดตัว ePacket จัดส่งสินค้าข้ามประเทศ ประเดิม 13 จุดหมายปลายทาง 5 ชาติอาเซียน

นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย (ปณท.) เปิดเผยว่า บริการจัดส่งสินค้าระหว่างประเทศของไปรษณีย์ไทยในปี 2561 มีแนวโน้มเติบโตขึ้น 14% คิดเป็นมูลค่า 4,000 ล้านบาท จากปี 2560 ที่มี มูลค่า 3,500 ล้านบาท จากปัจจัยการเติบโตของอี-คอมเมิร์ซ และการเปิดตัวบริการใหม่ๆ ของไปรษณีย์ โดยล่าสุดเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ได้เปิดตัวบริการใหม่ “ePacket” เจาะกลุ่มอี-คอมเมิร์ซ ให้บริการจัดส่งสินค้าระหว่างประเทศราคาย่อมเยา สำหรับการจัดส่งสินค้าที่มีน้ำหนักไม่เกิน 2 กิโลกรัม

ทั้งนี้ ได้เริ่มต้นจัดส่งยังจุดหมายปลายทาง 13 ประเทศหลัก ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฮ่องกง เกาหลีใต้ จีน สิงคโปร์ มัลดีฟส์ เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไต้หวัน และมาเก๊า โดยอนาคตจะเปิดจุดหมายปลายทางเพิ่มอีก 3 ประเทศ ได้แก่ นิวซีแลนด์ อินเดีย ฟิลิปปินส์ และจะขยายจุดหมายปลายทางเพิ่มขึ้นเรื่อยๆbjkdergisi.com

นอกจากนี้ ePacket ได้จับมือร่วมกับ eBay เว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ เพื่อให้บริการพ่อค้าแม่ค้าชาวไทย 1 หมื่นราย ที่วางขายสินค้าใน eBay สำหรับ 13 จุดหมายปลายทางแรกของบริการ “ePacket” ได้พิจารณาจากความต้องการจัดส่งสินค้าของกลุ่มผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซที่ใช้บริการไปรษณีย์ไทยเป็นหลัก โดย 13 พื้นที่ดังกล่าวครอบคลุมจุดหมายปลายทางระหว่างประเทศในการส่งสินค้าขาออกของอี-คอมเมิร์ซ 70-80% ซึ่งครอบคลุมการจัดส่ง 4 ประเทศในอาเซียน ได้แก่ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม และอนาคตจะขยายไปยังฟิลิปปินส์

นอกจากนี้ ไปรษณีย์ไทยยังมีอีก 4 บริการในการจัดส่งสินค้าระหว่างประเทศ ได้แก่ บริการ EMS World จัดส่งสินค้าทั่วโลก 95 ประเทศ บริการ EMS One Price จัดส่ง 39 ประเทศ บริการ Courier Post บริการระดับพรีเมียม จับมือร่วมกับ DHL จัดส่ง 25 ประเทศทั่วโลก และบริการ Logispost World จัดส่งสินค้าสำหรับ ผู้ประกอบการรายใหญ่ ครั้งละไม่เกิน 200 กิโลกรัม ยัง 34 ประเทศทั่วโลก

“อี-คอมเมิร์ซไทยเติบโตเฉลี่ยปี ละมากกว่า 10% ขณะที่อี-คอมเมิร์ซ ทั่วโลกเติบโตปีละ 25% ทั้งนี้เราเพิ่ม บริการ ePacket เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายอี-คอมเมิร์ซโดยตรง ซึ่งราคาการจัดส่งจะถูกลง เนื่องจากตุ้นทุนด้านโลจิสติกส์ มีอิทธิพลต่อการส่งออกของพ่อค้า แม่ค้ารายย่อย เพราะเราอยากสนับสนุนให้คนส่งออกผลิตภัณฑ์มากขึ้น” นางสมร กล่าว

ยูเนสโกประกาศให้อุทยานธรณีสตูลเป็นอุทยานธรณีโลกแห่งแรกในไทยและแหล่งที่ 5 ของอาเซียน

ยูเนสโกประกาศให้อุทยานธรณีสตูลเป็นอุทยานธรณีโลกแห่งแรกในไทยและแหล่งที่ 5 ของอาเซียน

อุทยานธรณีสตูล ถูกประกาศให้เป็นอุทยานธรณีโลก (UNESCO Global Geopark) แห่งแรกในประเทศไทยและแหล่งที่ 5 ของอาเซียน ที่เกิดจากการบริหารจัดการพื้นที่โดยประชาชนในชุมชนเองทั้งหมด

นายทศพร นุชอนงค์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า พื้นที่แหล่งธรณีวิทยาของจังหวัดสตูล “อุทยานธรณีสตูล” ของประเทศไทย ได้ถูกประกาศให้เป็นอุทยานธรณีโลก หรือ UNESCO Global Geopark โดยที่ประชุมสำนักเลขาธิการยูเนสโก ครั้งที่ 204 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส หลังมีมติรับรองอุทยานธรณีสตูลเข้าเป็นสมาชิกอุทยานธรณีโลกขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) แห่งแรกในประเทศไทย ถือเป็นอุทยานธรณีระดับโลกแห่งแรกในประเทศไทยและแหล่งที่ 5 ของอาเซียน ซึ่งส่งผลให้เกิดการอนุรักษ์ผ่านการท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยา ไทยจะเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติเพิ่มขึ้น ช่วยให้ทรัพยากรธรรมชาติได้รับการปกป้องคุ้มครองอย่างยั่งยืน และเกิดเป็นเครือข่ายความร่วมมือด้านการอนุรักษ์และเสริมสร้างความยั่งยืนของแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติทั่วโลก สิ่งสำคัญที่ได้รับการคัดเลือกมาจากการบริหารจัดการพื้นที่โดยประชาชนในชุมชนเองทั้งหมด โดยยูเนสโกจะประเมินทุก 4 ปี หากอุทยานธรณีโลกแห่งใดมีการบริหารจัดการที่บกพร่องสามารถถูกถอดถอนจากการเป็นสมาชิกได้ แล้วต้องเว้นระยะเวลาอีก 2 ปี จึงจะสมัครใหม่ได้bjkdergisi.com

อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กล่าวย้ำว่า อุทยานธรณีสตูล มีแหล่งคุณค่าด้านธรณีวิทยามากกว่า 30 แหล่ง โดยเฉพาะความหลากหลายของซากดึกดำบรรพ์สัตว์ทะเลที่พบต่อเนื่องและหลากหลายในชั้นหินทั้ง 6 ยุค ของมหายุคพาลีโอโซอิก ซึ่งไทรโลไบท์สายพันธุ์ใหม่ที่พบครั้งแรกในประเทศไทยถึง 4 สายพันธุ์ และหินแบคทีเรียโบราณสโตรมาโตไลต์ ลำดับชั้นหินแบบฉบับของโลก ภูมิประเทศหินปูนที่มีถ้ำและความสวยงามระดับโลก หมู่เกาะเภตราและตะรุเตา รวมถึง มีโบราณสถาน วัฒนธรรม วิถีชีวิตของชาวเล และความหลากหลายทางชีวภาพจำนวนมาก