Slider

เสน่ห์เมือง ‘เว้’

จังหวัดเถื่อเทียน-เว้ หรือที่คนไทยรู้จักในนามเมืองเว้ เมืองมรดกโลก สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งของเวียดนาม ตั้งอยู่ภาคกลางของประเทศ โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในจังหวัดมากกว่า 3 ล้านคน/ปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลจากสถานกงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์ เปิดเผยว่า ในปี 2559 มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในจังหวัดเถื่อเทียน-เว้ ทั้งสิ้น 3,162,800 คน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวเวียดนาม 1,597,996 คน และชาวต่างชาติ 1,564,804 คน ขณะที่ช่วงเดือน ม.ค.-มิ.ย. 2560 มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางมายังเว้ 2.7 ล้านคน ส่งผลให้ภาคธุรกิจบริการเติบโตขึ้น 6.26% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560

นอกจากนี้ ปัจจัยการเติบโตของธุรกิจบริการและการท่องเที่ยว มีสาเหตุจากการสนับสนุนของรัฐบาล ตามแผนพัฒนาปี 2559-2563 ที่เน้นพัฒนาจังหวัดเถื่อเทียน-เว้ ใน 4 ด้านหลัก ประกอบด้วย 1.การพัฒนาการท่องเที่ยว-บริการ 2.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาด้านเทคนิคและอุตสาหกรรม 3.การก่อสร้างชนบทใหม่ และ 4.การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

ทั้งนี้ กรมการท่องเที่ยวท้องถิ่น เปิดเผยว่า กรมการท่องเที่ยวได้เพิ่มทางเลือกที่พักผ่อนหย่อนใจในช่วงกลางคืนเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ค้างคืนใน
เมืองเว้มากขึ้น เนื่องจากเดิมเว้มีสถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ ในช่วงกลางวันเท่านั้น รวมถึงเพิ่มมาตรการความปลอดภัย ติดไฟสว่างทั่วทุกพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว

ขณะที่ข้อมูลจากสำนักข่าวท้องถิ่นเวียดนามนิวส์ ระบุว่า ในช่วงเดือน ม.ค.-เม.ย. 2561 มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าชมเมืองเว้จำนวน 1.9 ล้านคน เพิ่มขึ้น 12.7% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดือน ม.ค.-เม.ย. 2560 ทั้งนี้ในจำนวนนักท่องเที่ยว 1.9 ล้านคน เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 757,000คน และจากการพัฒนาส่งเสริมของทั้งภาครัฐและเอกชนในพื้นที่เมืองเว้ส่งผลให้อัตราการค้างคืนในเมืองเว้เพิ่มขึ้นถึง 15.9% ในช่วงเดือน ม.ค.-เม.ย. 2561 ซึ่งนอกเหนือจากการท่องเที่ยวในเมืองเว้แล้วนั้น นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางท่องเที่ยวต่อไปยังเมืองดานัง ฮอยอัน และกว๋างบิ่งudhr60.org

นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่สนับสนุนให้นักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น คือวันหยุดทางราชการ โดยพบว่าช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ เวียดนามมีวันหยุดยาวติดต่อกันถึง 2 ครั้ง ได้แก่ เทศกาลตรุษจีน (Luner New Year) ซึ่งหยุดติดต่อกัน 9 วัน และวัน Reunification day ซึ่งเป็นวันหยุดประจำชาติของเวียดนาม และวันกรรมกรสากล (May Day) หรือวันแรงงานแห่ง ซึ่งหยุดติดต่อกัน 4 วัน ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ซึ่งเฉพาะเดือน เม.ย. 2561 มีจำนวนนักท่องเที่ยวเยี่ยมชมเมืองเว้ 4 แสนคน ประกอบกับเว้ได้จัดเทศกาลเว้ 2018 ระหว่างวันที่ 27 เม.ย. 2561-2 พ.ค. 2561 ที่ตรงกับช่วงวันหยุด Reunification Day ส่งผลให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาหนาแน่น

เหงวียน วัน ฟุ๊ค รองผู้อำนวยการกรมท่องเที่ยวท้องถิ่น เปิดเผยว่า เว้พยายามรองรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น ในช่วงเดือน 8 ที่เหลือของปีนี้ ด้วยความพยายามพัฒนานวัตกรรมการท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ในเดือน เม.ย. 2561 เว้ได้เปิดตัวรีสอร์ทแห่งใหม่ที่มีน้ำพุร้อนจากธรรมชาตินำเสนอบริการการท่องเที่ยวด้านสุขภาพ ถือเป็นผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่มอบประสบการณ์ให้กับนักท่องเที่ยว

สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในเมืองเว้ ได้แก่ วัดเทียน มุ (Thiên Mụ) สร้างขึ้นในปี 2144 (ค.ศ. 1601) จุดเด่นคือสถาปัตยกรรมเจดีย์ทรง 8 เหลี่ยม 7 ชั้น ที่รับอิทธิพลมาจากพุทธศาสนานิกายเซน สุสานจักรพรรดิมินห์มาง ก่อสร้างขึ้นในปี 2383 (ค.ศ. 1840) กษัตริย์ผู้ยึดถือการปกครองและบริหารแบบจีน ส่งผลให้ศิลปะในยุคนั้นมีลักษณะคล้ายจีน โดยจุดเด่นคือบริเวณลานกว้างที่มีรูปสลักหินของเหล่าบรรดาช้าง ม้า ทหาร และขุนนาง นอกจากนี้ยังมีสุสานจักรพรรดิไคดิงห์ สุสานจักรพรรดิตือดึ๊ก และสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอีกมากมาย

จัดเต็ม! แข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 12 หวังกระตุ้นเยาวชน

พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยในการแถลงข่าวว่าการแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งของประเทศสมาชิกอาเซียน โดยจัดการแข่งขันครั้งแรกในปี 2538 จนถึงปัจจุบัน เพื่อกระตุ้นให้เยาวชนและกำลังแรงงานในภูมิภาคอาเซียนเกิดความตื่นตัวและสนใจที่จะพัฒนาทักษะของตนให้ทันต่อเทคโนโลยีและทัดเทียมมาตรฐานสากล ส่งผลให้เยาวชนได้ก้าวเข้าสู่การเป็นช่างฝีมือในตลาดแรงงานเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและบริการของประเทศในอนาคต สำหรับการแข่งขันครั้งนี้เป็นครั้งที่ 12 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการแข่งขัน ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดยจะมีพิธีเปิดในวันที่ 30 สิงหาคม 2561 แข่งขันระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม- 2 กันยายนนี้ และมีพิธีปิดในวันที่ 4 กันยายน 2561 จัดแข่งขัน 26 สาขาอาชีพ จำนวน 6 กลุ่ม ได้แก่ (1) กลุ่มสาขาอาชีพเทคโนโลยีอุตสาหกรรมการผลิต (2) กลุ่มสาขาอาชีพเทคโนโลยีการสื่อสารสาขาเว็บดีไซน์ สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ (3) กลุ่มสาขาอาชีพแฟชั่นและครีเอทีฟ (4) กลุ่มสาขาอาชีพขนส่งและโลจิสติกส์ (5) กลุ่มสาขาอาชีพเทคโนโลยีก่อสร้างและอาคาร และ (6) กลุ่มสาขาบริการส่วนบุคคลและสังคม ในช่วงของงานแข่งขันฯ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประมาณเกือบ 3 หมื่นคน ได้แก่ เยาวชนที่เข้าแข่งขันจาก 10 ประเทศ เจ้าหน้าและคณะกรรมการจากอาเซียนและไทย และผู้ชมการแข่งขัน

พลตำรวจเอก อดุลย์ กล่าวต่อไปว่าการแข่งขันครั้งนี้ทางกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน ในฐานะเจ้าภาพหลักได้ใช้แนวทางประชารัฐร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ในการจัดการแข่งขัน ซึ่งจากการประชุมคณะกรรมการจัดงานแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน คร้งที่ 12 ครั้งที่ 1/2561 ทำให้ทราบว่ามีความคืบหน้าเป็นอย่างมากทั้งด้านการแข่งขัน ด้านอำนวยการ ด้านพิธีการ ด้านวิชาการ ด้านประชาสัมพันธ์ กิจกรรมประชุมวิชาการ ASEAN TVET Conference  และกิจกรรม One School One Country เป็นต้น โดยทุกกิจกรรมได้รับความร่วมมือที่ดีจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งในเรื่องของสถานที่ เครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์ และวัสดุ เพื่อให้งานแข่งขันฯ ออกมาอย่างสมบรูณ์แบบ และเป็นที่ประทับใจชาติสมาชิกอาเซียนbjkdergisi.com

“การที่ไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ เป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติอย่างมาก เนื่องจากจะมีการนำเทคโนโลยี วิธีการ และรูปแบบการแข่งขัน มาเป็นต้นแบบในการจัดงานแข่งขันฝีมือแห่งชาติ และถ่ายทอดทักษะความรู้ที่ได้จากการแข่งขันไปสู่หน่วยงานในสังกัดสถาบันและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ การจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมในการพัฒนาทักษะคนทำงาน และขณะเดียวกันเป็นการกระตุ้นให้เยาวชน ช่างฝีมือ และประชาชนทั่วไป เกิดความกระตือรืนร้นในการพัฒนาทักษะฝีมือตนเอง ส่งเสริมให้ประเทศมีความเข้มแข็งทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ส่วนประเทศสมาชิกมีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้านทักษะฝีมือ สังคม และวัฒนธรรม เป็นการสร้างมิตรภาพและความเข้าใจอันดีต่อกัน” รมว.แรงงาน กล่าว

กัมพูชาจับช่างตัดผมวัย 70 ปี โพสต์หมิ่นกษัตริย์รายสอง

หนังสือพิมพ์พนมเปญโพสต์ รายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดเสียมราฐของกัมพูชา สามารถจับกุมตัวช่างตัดผมวัย 70 ปีข้อหาแชร์รูปและข้อความหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์บนเฟซบุ๊กได้แล้ว หลังตามล่าตัวมานานกว่าสัปดาห์ โดยเบื้องต้น ผู้ต้องหาจะถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำทางตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัดเสียมราฐ ระหว่างการสืบสวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิด ซึ่งหากเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง เขาอาจต้องโทษจำคุกไม่เกินห้าปีและถูกปรับสูงสุด เกือบ 80,000 บาทbjkdergisi.com

ทั้งนี้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กัมพูชาจับกุมผู้ที่มีความผิดเกี่ยวข้องกับการหมิ่นกษัตริย์  เพราะเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีการจับกุมครูใหญ่ของโรงเรียนประถมศึกษาจากจากการโพสต์ความเห็นบนเฟซบุ๊กกล่าวหากษัตริย์กัมพูชาและสมาชิกของราชวงศ์ว่ามีส่วนข้องเกี่ยวกับการสั่งยุบพรรคกู้ชาติ หรือ ซีเอ็นอาร์พี พรรคฝ่ายค้านของกัมพูชาเมื่อปลายปีที่แล้วเช่นกัน

“สมคิด”ดันไทยฮับสตาร์ทอัพอาเซียน

“สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” สั่งทุกหน่วยงานร่วมปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มจำนวนเอสเอ็มอีให้เป็นรากฐานที่เข้มแข็ง ตั้งเป้าแข่งสิงคโปร์ ยกระดับไทยเป็นฮับสตาร์ทอัพเอสเอ็มอีของอาเซียน

 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในงาน “SME Transform พร้อมเปลี่ยน ประชารัฐร่วมใจ เชื่อม SME ไทยสู่สากล” ว่า ปัจจุบันไทยมีเอสเอ็มอีจำนวนกว่า 3 ล้านราย คิดเป็น 99.7% ของจำนวนวิสาหกิจทั่วประเทศ ก่อให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 10 ล้านคน นับเป็นห่วงโซ่การผลิตและเป็นรากฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศที่แท้จริง ซึ่งรัฐบาลพร้อมผลักดันเอสเอ็มอีให้เติบโตมากขึ้นกว่านี้ให้ได้ เพื่อจะทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีความแข็งแกร่งมากขึ้นจากผู้ประกอบการขนาดเล็ก

ในขณะนี้ เป้าหมายที่สำคัญที่สุดของกระทรวงอุตสาหกรรม ก็คือการสร้างผู้ประกอบการใหม่ให้เกิดขึ้นได้มากที่สุด มีความเข้มแข็ง รวมทั้งลงลึกสู่ธุรกิจใหม่ๆ ในด้านเอสเอ็มอีเกษตรและบริการ โดยรัฐบาลนี้ได้ทุกกระทรวงเข้ามาทำงานร่วมกันโดยมีเป้าหมายเดียวก็คือการสร้างเอสเอ็มอีใหม่ๆ เช่น กระทรวงพาณิชย์ มุ่งที่จะสร้างธุรกิจใหม่ๆ และขยายการค้าอีคอมเมิร์ชและการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะเน้นในเรื่องการขับเคลื่อนนวัตกรรมให้เปลี่ยนมาเป็ฯมูลค่าเชิงพาณิชย์ สร้างเด็นรุ่นใหม่ที่มีฐานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มายกระดับเทคโนโลยีใหม่ๆ

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะเน้นนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล รวมทั้งดึงภาคเอกชนต่างๆมาร่วมกันเป็นประชารัฐเพื่อปฏิรูปประเทศ ในขณะที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะต้องร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และมหาวิทยาลัยต่างๆ เร่งสร้างนักศึกษาให้เป็นผู้ประกอบการสตาร์ทอัพudhr60.org

โดยแกนหลักของการปฏิรูปเศรษฐกิจ ก็คือ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลได้ปรับแนวคิดจากเดิมที่มุ่งเน้นการลงทุนของธุรกิจขนาดใหญ่ ไปสู่การสร้างผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสตาร์อัพจำนวนมากให้มีความเข้มแข็ง โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่จะต้องปรับเปลี่ยนบทบาทให้ความสำคัญสตาร์ทอัพรายใหม่ ซึ่งจะใช้แต่เพียงมาตรการด้านภาษีอย่างเดียวคงจะไม่พอ จะต้องหามาตรการใหม่ๆเพื่อจูงใจให้รายย่อยเกิดการลงทุน เช่น การหาเม็ดเงินเข้ามาสนับสนุนเอสเอ็มอี โดยการดึงดูดเวนเจอร์แคปปิตอลต่างชาติให้เข้ามาลงทุน เป็นต้น

นายสมคิด กล่าวว่า ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 จะใช้ทุกกลไกที่มีอยู่ผลักดันให้ไทยเป็นฮับสตาร์ทอัพเอสเอ็มอีของอาเซียนแข่งกับสิงคโปร์ อะไรที่เป็นอุปสรรคกีดขวางต้องได้รับการแก้ไข กฎหมายฉบับใดล้าสมัยต้องได้รับการปรับปรุงให้สนับสนุนการดำเนินงานของผู้ประกอบการ ซึ่งมั่นใจในศักยภาพของผู้ประกอบการไทย โดยมองว่าอีก 4-5 ปีข้างหน้าจะเป็นโอกาสของธุรกิจไทย อะไรที่กีดขวางหรือเป็นอุปสรรคขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไข เช่น กฏหมายที่เกี่ยวข้อง การจดทะเบียน การเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยขอให้มีความคืบหน้าในช่วงเวลาก่อนเลือกตั้ง รวมทั้งร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ตลอดจาขยายความร่วมมือไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเอสเอ็มอีให้มีประสิทธิภาพ

“รัฐบาลนี้เหลือเวลาทำงานเพียง 6 เดือน เรามีเวลาไม่มาก จึงอยากให้ข้าราชการร่วมมืออย่างเต็มที่ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะต้องเป็นตัวหลักในการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ร่วมกับกระทรวงอื่นๆ ทำภารกิจนี้ จะต้องเป็นที่พึ่งพาเอสเอ็มอีในทุกๆเรื่อง”

ทั้งนี้รัฐบาลตั้งเป้ายกระดับเอสเอ็มอีไทย สู่ Smart Enterprise เปลี่ยนจาก ทำมากได้น้อยเป็นทำน้อยได้มาก โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายดันจีพีเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 36% เป็นไม่น้อยกว่า 50% ภายในปี 2564 โดยได้เน้นใน 4 เรื่องหลักๆที่สำคัญ ได้แก่

1. เงินทุน เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ซึ่งที่ผ่านมาเอสเอ็มอีส่วนใหญ่เข้าถึงได้ยาก โดยจะให้ธนาคารเข้าไปลงทุนในเรื่องบิ๊กดาต้า และปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบบิ๊กดาต้า เพื่อดูข้อมูลผลประกอบการ สถานทางการเงิน และประวัติต่างๆอย่างละเอียด เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการปล่อยสินเชื่อ โดยไม่ต้องอาศัยหลักทรัพย์ค้ำประกัน

2. เทคโนโลยี ถ้าเอสเอ็มอีไม่ปรับปรุงในด้านนี้จะมีต้นทุนการผลิตสูง และหาเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตได้ยากขึ้น เพราะโลกได้ปรับไปสู่การค้าระบบดิจิทัล ดังนั้นจะต้องผลักดันให้เอสเอ็มอีเข้าสู่ระบบการค้าดิจิทัลให้ได้ นอกจากนี้ กระทรวอุตสาหกรรมก็มีศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (ไอทีซี) ซึ่งจะมีกองทุนต่างๆให้ความช่วยเหลือ

3. โค้ชชิ่ง เป็นเรื่องสำคัญที่สุด สถาบันการเงินจะต้องปรับวิธีการปล่อยสินเชื่อ จะต้องเน้นไปสู่ธุรกิจเอสเอ็มอี พร้อมๆกับการเข้าไปฝึกสอนให้เอสเอ็มอีเข้มแข็ง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของธนาคาร และเอสเอ็มอีก็จะเติบโตอย่างเข้มแข็งเป็นลูกค้าระยะยาวต่อไป โดยในอนาคตหากธนาคารไม่เกาะกระแสปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอี ก็จะเสียส่วนแบ่งการตลาดไปแน่นอน

4. บิ๊กดาต้า เอสเอ็มอีจะต้องมีข้อมูลข่าวสารเชิงลึก เพื่อที่จะได้รู้ว่าตลาดมีแนวโน้มเปลี่ยนไปอย่างไร ตลาดที่น่าสนใจอยู่ที่ไหน โอกาสของธุรกิจะเป็นเช่นไร ภาครัฐจะต้องมีข้อมูลในเชิงลึกของทุกภาคธุรกิจ และบริการ จะต้องเชื่อมโยงข้อมูลไปยังเว็บไซด์ต่างๆ เพื่อให้เอสเอ็มอีเห็นช่องทางการค้ารู้ว่าควรจะผลิตอะไร ผลิตให้ใคร

นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) กล่าวว่า ธพว. ได้ออกสินเชื่อเพื่อเอสเอ็มอีคนตัวเล็ก สำหรับผู้ประกอบการสตาร์อัพเอสเอ็มอีรายใหม่ มีวงเงินรวม 8 พันล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเพียง 1% วงเงินรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือจ่ายคืนเพียงวันละ 40 กว่าบาท และหากสตาร์ทอัพเอสเอ็มอีรายใด ใช้ระยะเวลาเริ่มธุรกิจที่ยาวนาน ก็สามารถชำระเพียงดอกเบี้ย ปลอดเงินต้นได้ 3 ปี หรือใน 3 ปีแรกจ่ายวันละเพียง 2.75 บาท ซึ่งสินเชื่อนี้จะใช้เวลาพิจารณาเพียง 7 วัน

ทั้งนี้ ยังเปิดโอกาสพิเศษ สตาร์ทอัพเอสเอ็มอีที่พึ่งเริ่มต้นธุรกิจ สามารถเข้ามาขอสินเชื่อได้โดยไม่ต้องมีอะไรมาค้ำประกัน แต่เอสเอ็มอีที่ขอสินเชื่อจะต้องเป็นนิติบุคลที่เข้าระบบของกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) หรือบริษัทจำกัด เป็นต้น รวมทั้งจะต้องเคยเข้าโครงการอบรมบ่มเพาะต่างๆของกระทรวงอุตสาหกรรม โครงการของอุทยานวิทยาศาสตร์ และสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อพิสูจน์ได้ว่าเป็นเอสเอ็มอีที่ดำเนินธุรกิจจริง

นอกจากนี้ ธพว. จะสนับสนุนเอสเอ็มอีเกษตร ต่อยอดจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธ.ก.ส. เนื่องจากจะยกระดับเกษตรกรให้พ้นจากความยากจนได้ จะต้องยกระดับไปสู่การแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเกษตรกรที่จะเข้าร่วมจะต้องเป็นนิติบุคคล และผ่านการรับรองของสถาบันเกษตรกร เพื่อยืนยันว่าเป็นเกษตรกรตัวจริง

โดยในปัจจุบัน กองทุน 8 พันล้านบาท มีเอสเอ็มอีเข้ามาขอสินเชื่อแล้วประมาณ 2 พันล้านบาท และมีข้อตกลงให้กับ ธ.ก.ส. 1 พันล้านบาท คงเหลือวงเงินปล่อยกู้ได้อีกประมาณ 5 พันล้านบาท คาดว่าจะปล่อยสินเชื่อได้หมดภายในเดือน ธ.ค.นี้ จากนั้นจะทบทวนโครงการว่าได้ผลดีแค่ไหน หากประสบผลสำเร็จก็จะของบประมาณจากรัฐบาล เพื่อใช้ในโครงการนี้ต่อไป

 

พลังสตรีอาเซียน ก้าวสู่โลกยุคดิจิตอล

เมื่อเร็วๆ นี้ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานกล่าวต้อนรับเนื่องในพิธีส่ง-รับมอบตำแหน่งประธานเครือข่ายผู้ประกอบการสตรีอาเซียนสากล ให้ คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ประธานเครือข่ายผู้ประกอบการสตรีอาเซียน ประเทศไทย (AWEN Thailand) และประธานสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยฯ (BPW Thailand) จาก นางปาซิตา ยู ฆวน ประธานเครือข่ายผู้ประกอบการสตรีอาเซียน ฟิลิปปินส์

“AWEN” (ASEAN Women Entrepreneurs Network) เป็นองค์กรสตรีภาคเอกชนที่จัดตั้งขึ้นจากการรวมตัวกันเป็นเครือข่าย ผู้ประกอบการสตรีในภูมิภาคอาเซียน เพื่อสร้างความพร้อมในการเป็นองค์กรนำพัฒนาและผลักดันให้เกิดกิจกรรมความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เสริมพลังผู้ประกอบการสตรีระดับภูมิภาคอาเซียน โดยประเทศสมาชิกหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพจัดประชุมและจัดกิจกรรมทุกสองปี

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) แต่งตั้งให้ คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ประธานสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์เป็นแกนประสานเครือข่ายของ AWEN เมื่อเดือนกันยายน 2559 และ ก่อตั้งเครือข่าย AWEN Thailand เพื่อดำเนินการให้สอดรับกับ AWEN สากล โดยประเทศไทยเข้ารับมอบตำแหน่งประธาน AWEN สากล พร้อมเป็นเจ้าภาพต่อจากประเทศฟิลิปปินส์ ในปี 2018-2020bjkdergisi.com

คุณหญิงณัฐิกากล่าวว่า ปี 2018-2020 ในการรับตำแหน่งประธาน AWEN สากล ประเทศไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเครือข่ายผู้ประกอบการสตรีในภูมิภาคอาเซียน โดยคณะกรรมการและคณะทำงานของ AWEN ประเทศไทย ระดมสมองและหารือร่วมกันเพื่อพัฒนากิจกรรมต่างๆ มุ่งหวังเสริมพลังผู้ประกอบการสตรีในประเทศไทยและระดับภูมิภาคอาเซียน

“เรามองเห็นความท้าทายและโอกาสที่จะมีต่อสตรีในยุคโลกดิจิตอลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว จึงพัฒนาแนวทางการดำเนินการสำหรับการขับเคลื่อนปี 2018-2020 ไว้ดังนี้ 1.การพัฒนาสตรีสู่การทำการค้าแบบดิจิตอล 2.การให้ความรู้แก่สตรีเรื่องการวางแผนการเงิน รวมถึงการสร้างวินัยทางการเงิน และการวางแผนการเงินและการลงทุนเพื่อการเกษียณอายุ 3.การหาโมเดลพัฒนาแรงงานที่มีทักษะเพื่ออนาคต 4.การสร้างฐานข้อมูลสตรีผู้ประกอบการอาเซียน เพื่อการวิเคราะห์และหาแนวทางการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย และ 5.การประสานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาและต่อยอดโครงการต่างๆ เพื่อส่งเสริมสตรีในทุกระดับและผู้ประกอบการสตรีให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน อีกทั้งส่งเสริมความร่วมมือทำงานเป็นเครือข่ายขององค์กรนานาชาติที่ทำงานด้านผู้หญิง” คุณหญิงณัฐิกากล่าว

ในพิธีส่ง-รับมอบตำแหน่งประธานเครือข่ายผู้ประกอบการสตรีอาเซียนสากลในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 250 คน พร้อมจัดการประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยมี น.ส.วาเลรี คลิฟฟ์ รองผู้อำนวยการส่วนภูมิภาค ผู้แทน UNDP ในเอเชียและแปซิฟิก นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร อดีตรมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ดร.สุริยา จินดาวงษ์ อธิบดีกรมอาเซียนกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมบรรยายในหัวข้อ “พลังสตรีกับเศรษฐกิจ : ความสำเร็จของผู้ประกอบการสตรี” และจัดพิธีมอบรางวัล ผู้ประกอบการสตรีที่มีผลงานโดดเด่นแห่งอาเซียน เพื่อเชิดชูเกียรตินักธุรกิจและผู้ประกอบการสตรีสาขาต่างๆ ใน 10 ประเทศอาเซียน

สำหรับประเทศไทยมีผู้รับรางวัลทั้งจากส่วนกลางและภูมิภาค 10 คน คือ ชฎาทิพ จูตระกูล, วาสนา รุ่งแสงทอง ลาทูรัส, วรรณี เจียรวนนท์ รอสส์, ลัดดาวัลย์ จงวิศาล, จรีพร จารุกรสกุล, พัชรพิมล ยังประภากร, พราวพุธ ลิปตพัลลภ, จิตรลดา ดิษยนันทน์ กัลย์จาฤก, กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ และพัชระภรณ์ ยิ้มแย้ม

ปั้นเชียงใหม่ผุดพิพิธภัณฑ์การบินระดับอาเซียน ปลุกกองบิน 41 กระตุ้นท่องเที่ยวอากาศยาน

โปรโมตเชียงใหม่ แจ้งเกิดพิพิธภัณฑ์การบินระดับอาเซียน โชว์เครื่องบินประวัติศาสตร์ทรงคุณค่าในระดับนานาชาติ 28 ลำ บูมเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอากาศยานรองรับนักท่องเที่ยวและกระตุ้นกิจกรรมด้านการบินในภูมิภาค กองบิน 41 ขานรับเดินหน้าพัฒนาพื้นที่ชมรมอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทย จับมือชมรมกิจกรรมอากาศยานเชียงใหม่จัดกิจกรรมท่องเที่ยวในเขตทหาร กิจกรรมถ่ายภาพอากาศยาน พร้อมเตรียมจัดงานใหญ่ “Lanna Air Festival” ปลายปี 2561 พร้อมต่อยอดจัดแอร์โชว์ระดับนานาชาติในอนาคต

นาวาอากาศเอก จารุวัฒน์ วัดละเอียด รองผู้บังคับการกองบิน 41 เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากนโยบายของรัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญ และได้กำหนดยุทธศาสตร์ที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวในเขตทหารนั้น ทางกองทัพอากาศก็มีนโยบายที่จะจัดตั้งพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศและการบินแห่งชาติ อันจะเป็นแนวทางการส่งเสริมการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงอากาศยาน (Aviation Tourism) ในหน่วยทหารแบบบูรณาการและยั่งยืน ที่สามารถเปิดให้นักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจเข้ามาเที่ยวชมเพื่อเป็นแหล่งให้ความรู้ และเป็นการสร้างสัมพันธภาพอันดีระหว่างพลเรือนกับทหารให้แนบแน่นยิ่งขึ้น

สอดคล้องกับล่าสุดที่ชมรมอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทย กองบิน 41 ได้ริเริ่มกำหนดแผนงานที่จะจัดตั้งพิพิธภัณฑ์อากาศยานในพื้นที่ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะได้ส่งเสริมและสนับสนุนต่อไป ซึ่งพิพิธภัณฑ์อากาศยานแห่งนี้ จะเป็นสิ่งที่ได้สะท้อนสิ่งที่วีรบุรุษได้ใช้ในการประกอบวีรกรรม เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้ชนชั้นลูกหลานได้ระลึกถึง และจะเป็นการประกาศให้ผู้มาเยือนได้ทราบถึงเกียรติคุณของกองทัพอากาศ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ด้านนาวาอากาศตรี คำรณ ร้องกาศ ผู้ช่วยประธานชมรมอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทย กองบิน 41 กล่าวว่า ทางคณะกรรมการชมรมอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทย กองบิน 41 หรือ TANGO ได้เห็นพ้องร่วมกับชมรมกิจกรรมทางอากาศเชียงใหม่ (Chiang Mai Aviation Activity Club) และกลุ่มช่างภาพอากาศยานไทย ว่าสถานที่ของชมรมอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทย กองบิน 41 สามารถพัฒนาให้เป็นพิพิธภัณฑ์อากาศยานของภาคเหนือที่มีความพร้อมและสมบูรณ์มากที่สุดในอาเซียน เนื่องจากมีอากาศยานที่อยู่ในครอบครองจำนวนถึง 28 ลำ ที่มีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่าและควรจดจำในด้านการบินของประเทศ

ดังนั้นจึงได้ริเริ่มดำเนินกิจกรรมพัฒนาภูมิทัศน์และส่งเสริมการท่องเที่ยวของชมรมอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทย กองบิน 41 ในกิจกรรม Tango Big Cleaning Day 2018 พร้อมกันนั้นจะได้ร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์แผนงานในระยะยาวในการพัฒนาไปสู่การเป็นพิพิธภัณฑ์การบินของภาคเหนือ รวมถึงช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้กลุ่มเยาวชน ผู้สนใจด้านการบิน นักท่องเที่ยว ตลอดจนสาธารณชนที่สนใจได้มาเรียนรู้ และร่วมอนุรักษ์สินทรัพย์ที่ทรงคุณค่านี้ของประเทศ อันจะส่งเสริมให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวในเขตทหารของกองทัพอากาศ สอดคล้องกับแนวทางการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศและการบินแห่งชาติ อันจะเป็นแนวทางการส่งเสริมการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในหน่วยทหารแบบบูรณาการและยั่งยืน ประการสำคัญเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอากาศยานของจังหวัดเชียงใหม่ และภาคเหนือ

ด้านนายอาคม สุวรรณกันธา ประธานชมรมกิจกรรมทางอากาศเชียงใหม่ กล่าวว่า ชมรมกิจกรรมทางอากาศเชียงใหม่เกิดจากการรวมกลุ่มของผู้รักการบินและอากาศยานในพื้นที่ และต้องการประชาสัมพันธ์ให้เกิดกิจกรรมที่เกิดประโยชน์เชิงการรับรู้ความสำคัญเกี่ยวกับการบินและอากาศยานในพื้นที่ ซึ่งจะสอดคล้องกับการขยายตัวของธุรกิจการบินที่จะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในอนาคต และส่งเสริมให้เยาวชนในประเทศไทยได้เข้าถึงและเกิดแรงบันดาลใจในเรื่องของด้านการบินในอนาคตteefeeds.com

“ชมรมฯ จึงได้ร่วมกับชมรมอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทย กองบิน 41 และกลุ่มช่างภาพอากาศยานไทย (TAPG) จัดกิจกรรมพัฒนาภูมิทัศน์และส่งเสริมการท่องเที่ยวของชมรมอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทย กองบิน 41 ก่อนที่จะเตรียมที่จะจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องต่อเนื่องอีก คือ กิจกรรมอบรมการถ่ายภาพเครื่องบิน Vintage Aviation Portrait Workshop 2018 @Tango ในวันที่ 17 มิถุนายน 2561 หลังจากนั้นจึงจะได้จัดงาน Lanna Air Festival 2018 ณ สนามบินสหพัฒน์ จังหวัดลำพูน ในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2561 เพื่อเป็นการแสดงศักยภาพ สร้างเครือข่ายด้านธุรกิจการบิน ก่อนยกระดับกิจกรรมแสดงอากาศยานในระดับนานาชาติในอนาคต อันจะเป็นจุดเริ่มที่สำคัญที่จะส่งเสริมให้เกิดการตื่นตัวด้านธุรกิจการบินในพื้นที่ภาคเหนือ รวมถึงส่งเสริมให้เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางด้านการผลิตบุคลากร และเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมการบินในอนาคต”

นายอาคม กล่าวต่อว่า เป้าหมายของความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อให้เกิดส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวเชิงการบิน-อากาศยานของภาคเหนือให้มีความยั่งยืน รวมถึงได้ส่งเสริมให้เยาวชนในประเทศไทยได้เข้าถึงและมีแรงบันดาลใจในเรื่องของด้านการบิน นอจากนั้นจะเป็นแนวทางในการระดมทุนเพื่อซ่อมบำรุงเครื่องบินที่เป็นของกองทุนมูลนิธิอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทย และสนับสนุนการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์อากาศยานภาคเหนือในระดับนานาชาติต่อไป

สำหรับชมรมอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทย กองบิน 41 เป็นหน่วยงานหนึ่งภายใต้มูลนิธิอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2535 จวบจนปัจจุบันนับเป็นเวลา 26 ปี โดยมี นาวาอากาศเอก วีระยุทธ ดิษยะศริน เป็นประธานกรรมการ มีวัตถุประสงค์ในการบูรณะ ฟื้นฟู อนุรักษ์ไว้ซึ่งอากาศยานในอดีตและที่ปลดประจำการแล้วในทุกด้าน เพื่อให้สามารถนำกลับมาทำการบินได้ในภาวะฉุกเฉิน อีกทั้งเป็นประโยชน์ทางด้านประวัติศาสตร์การบิน เป็นแหล่งวิทยาการในการค้นคว้าศึกษาในด้านต่างๆ เกี่ยวกับการบินของอากาศยานในอดีต เพื่อเป็นรากฐานในการพัฒนาอากาศยานของประเทศต่อไป

 

คณะวิศวฯ ม.ขอนแก่น เปิดหลักสูตรอินเตอร์ปั้นวิศวกรสู่อาเซียน

คณะวิศวฯ ม.ขอนแก่น เปิดหลักสูตรอินเตอร์ปั้นวิศวกรสู่อาเซียน
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดหลักสูตรนานาชาติ มุ่งปั้นวิศวกรสู่ตลาดอาเซียน

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดหลักสูตรนานาชาติ 4 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรวิศวกรรมโลจิสติกส์ หลักสูตรวิศวกรรมเคมี หลักสูตรวิศวกรรมโทรคมนาคม และหลักสูตรวิศวกรรมสื่อดิจิทัล โดย 4 หลักสูตร สามารถรองรับนโยบายด้านการพัฒนาบุคลากรเพื่อเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) คณะวิศวฯ เน้นความหลากหลายของสาขาวิชา ที่มีการเรียนการสอนในรายวิชาต่างๆ เป็นภาษาอังกฤษ เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการสื่อสารและการทำงานที่เกี่ยวข้อง และสามารถยื่นของใบประกอบวิชาชีพจากสภาวิศวกรได้ หลักสูตรวิศวกรรมนานาชาติที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มีความตั้งใจมุ่งมั่นพัฒนาหลักสูตร เพื่อจะให้เกิดกระบวนการเรียนการสอนที่จะผลิตวิศวกร ที่มีคุณภาพทั้งด้านความรู้ทางวิชาการและวิชาชีพวิศวกรรมศาสตร์ ตลอดจนมีความพร้อมด้านภาษาอังกฤษ ที่สามารถทำงานได้ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก

ศ.ดร.อภิรัฐ ศิริธราธิวัตร คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า ด้วยประสบการณ์และผลงานด้านวิชาการและงานวิจัยของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่สะสมมายาวนานจนเป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ มีคณาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์สูงผลิตวิศวกรที่มีคุณภาพสูงในทุกระดับ และมีความเจริญก้าวหน้าในการประกอบอาชีพในระดับแนวหน้าของประเทศทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากความพร้อมทางด้านศักยภาพการเรียนการสอน ทำให้คณะวิศวกรรมศาสตร์ เปิดหลักสูตรนานาชาติ 4 หลักสูตรดังกล่าว

ผศ.ดร.ขนิษฐา คำวิลัยศักดิ์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ กล่าวว่า สำหรับ 4 หลักสูตรนานาชาติของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่เปิดสอน ประกอบด้วย

1. หลักสูตรวิศวกรรมโลจิสติกส์ จากนโยบายการเปิดเสรีทางการค้า ทำให้มีการขยายตัวด้านการขนส่งสินค้าขยายตัวมากขึ้น หลักสูตรนี้จึงรองรับในเรื่องของการวางแผนการขนส่ง การจัดการคลังสินค้า การขนถ่ายวัสดุ การจัดการโซ่อุปทาน ระบบการผลิต เป็นต้น ซึ่งควบคุมด้านอุตสาหกรรมโลจิสติกส์เป็นอย่างดีudhr60.org

2. หลักสูตรวิศวกรรมเคมี เมื่อเราก้าวเข้าสู่การค้าเสรี ผลที่ตามมาคือภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จะมีการขยายตัวเพิ่มมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องใช้บุคลากรทางด้านวิศวกรรมเคมีมากขึ้น ในการเรียนการสอนเราเน้นให้ผู้เรียนรู้จักการจัดการความปลอดภัยในอุตสาหกรรมเคมี การออกแบบโรงงานเชิงวิศวกรรมเคมี กระบวนการทางอุตสาหกรรมเคมี เพื่อมุ่งหวังให้เกิดความปลอดภัยในแวดวงอุตสาหกรรม

3. หลักสูตรวิศวกรรมโทรคมนาคม เป็นหลักสูตรที่เปิดขึ้นเพื่อรองรับ 3G 4G และ 5G ยุคดิจิทัลการสื่อสารแบบไร้ขีดจำกัด หลักสูตรนี้เน้นให้ผู้เรียนรู้จักโครงข่ายการสื่อสารและสายส่ง การสื่อสารเคลื่อนที่ การสื่อสารแบบบรอดแบนด์ เป็นต้น

4. หลักสูตรวิศวกรรมสื่อดิจิทัล เป็นหลักสูตรที่เปิดขึ้นเพื่อผลิตวิศวกรสื่อดิจิทัลเพื่อรองรับสายงานสื่อดิจิทัล ตามแนวโน้มของโลกปัจจุบันที่มีวิวัฒนาการทางอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ โดยหลักสูตรได้จัดให้มีการเรียนการสอนในรายวิชาต่างๆ และใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการเรียนการสอน เพื่อให้บัณฑิตมีความพร้อมก้าวเข้าสู่สายงานวิศวกรรมสื่อดิจิทัล เช่น การประมวณผลสื่อดิจิทัล ดิจิทัลอิเล็กโทรนิคส์ ฐานข้อมูลสื่อประสม การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การเขียนโปรแกรมเกมส์ การออกแบบเกมส์ คอมพิวเตอร์กราฟฟิค โมเดลและแอนิเมชั่น 3 มิติ เป็นต้น

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนนานาชาตินี้ขึ้นมา เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ดังนั้นสำหรับผู้ที่ต้องการเรียนด้านวิศวกรรมศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ยินดีต้อนรับ เลือกเรียนที่ชอบ สร้างอนาคตที่ใช่

ดูรายละเอียดได้ที่ www.en.kku.ac.th คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หลักสูตรอินเตอร์ มุ่งปั้นวิศวกรสู่ตลาดอาเซียน

ทำความรู้จัก GMS ระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินคำว่า GMS ในข่าวเศรษฐกิจกันอยู่บ่อย ๆ และอาจสงสัยว่า GMS นี้คืออะไร แล้วมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจบ้านเราอย่างไร วันนี้กระปุกดอทคอม มีข้อมูลมาฝากเพื่อน ๆ กันจ้า

กรอบความร่วมมือ GMS (Greater Mekong Subregion) หรืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ ประกอบไปด้วย ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีนตอนใต้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 โดยจะครอบคลุมเนื้อที่ 2.34 ล้านตารางกิโลเมตร มีประชากรรวม 257.5 ล้านคน

โดยโครงการนี้มีชื่อเต็มว่า GMS Economic Corridors หรือก็คือ ระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการขยายตัวด้านอุตสาหกรรม การเกษตร การค้า การลงทุนและบริการ เพื่อให้เกิดการจ้างงาน, ยกระดับการครองชีพ, การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการศึกษาระหว่างกัน, การใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ส่งเสริมกันอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยเพิ่มขีดความสามารถและโอกาสการแข่งขันในเวทีการค้าโลก ผ่านกลยุทธ์หลัก 3 ด้าน คือ สนับสนุนให้มีการเชื่อมโยงระหว่างกัน (Connectivity) เพื่อให้เกิดการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) โดยการรวมกลุ่มกันในอนุภูมิภาค (Community)

โครงการนี้ได้รับเงินอุดหนุนจาก ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย หรือ ADB (Asian Development Bank) ในการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานหลายแขนง โดยเฉพาะเส้นทางคมนาคมทางถนน แต่ก็รวมถึงระบบไฟฟ้า โทรคมนาคม สิ่งแวดล้อม และกฎหมายด้วย

สำหรับสาขาความร่วมมือของ GMS มี 9 สาขา ได้แก่ คมนาคมขนส่ง โทรคมนาคม พลังงาน การค้า การลงทุน เกษตร สิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

โดยแผนงานที่มีความสำคัญในลำดับสูง (Flagship Programs) จำนวน 11 แผนงาน ได้แก่

1) แผนงานพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor)

2) แผนงานพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic
Corridor)

3) แผนงานพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor)

4) แผนงานพัฒนาเครือข่ายโทรคมนาคม (Telecommunications Backbone)

5) แผนงานซื้อขายไฟฟ้าและการเชื่อมโยงเครือข่ายสายส่งไฟฟ้า (Regional Power Interconnection and Trading Arrangements)

6) แผนงานการอำนวยความสะดวกการค้าและการลงทุนข้ามพรมแดน (Facilitating Cross-Border Trade and Investment)

7) แผนงานเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน (Enhancing Private Sector Participation and Competitiveness)

8) แผนงานพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และทักษะความชำนาญ (Developing Human Resources and Skills Competencies)

9) กรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาสิ่งแวดล้อม (Strategic Environment Framework)

10) แผนงานการป้องกันน้ำท่วมและการจัดการทรัพยากรน้ำ (Flood Control and Water Resource Management)

11) แผนงานการพัฒนาการท่องเที่ยว (GMS Tourism Development)

แนวทางการดำเนินงานภายใต้กรอบ GMS

1. โครงการพัฒนาภายใต้กรอบความร่วมมือ GMS ในปัจจุบันส่วนใหญ่เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ไฟฟ้า ประปา และสะพานข้ามแม่น้ำโขงตามแนวพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจที่สำคัญ 3 แนว คือ แนวเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridors), แนวตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor) และแนวใต้ (Southern Economic Corridor)

2. ADB ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักด้านเงินทุนและวิชาการของการพัฒนาโครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจ GMS โดยการจัดทำโครงการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ (RETA 6450: Enhancing Transport and Trade Facilitation in GMS) เพื่ออำนวยความสะดวกการค้าและการขนส่ง โดยเน้น 4 เรื่องหลัก ๆ คือ

(1) การสร้างความเข้มแข็งด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS)

(2) การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ระดับประเทศและอนุภูมิภาค GMS เพื่อลดอุปสรรคทางด้านกฎระเบียบ และต้นทุนด้านค่าใช้จ่ายและเวลา

(3) การจัดตั้งองค์กร/สถาบันผู้เชี่ยวชาญในการสนับสนุนการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งและการค้า

(4) การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันในอนุภูมิภาค

ซึ่งใน 3 กิจกรรมแรกอยู่ระหว่างการหารือในเบื้องต้นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการใช้มาตรการ SPS และโลจิสติกส์ ของประเทศสมาชิก GMS ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศในฐานะผู้ประสานงานหลักในสาขาการอำนวยความสะดวกทางการค้าก็ได้ชี้แจงและให้ข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์และกรมการค้าต่างประเทศเพื่อใช้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาโครงการทั้งสองของ ADB ต่อไป

ปัจจุบัน แนวพื้นที่เศรษฐกิจ (Economic Corridor) ใน GMS แบ่งออกเป็น 3 แนว ได้แก่ แนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก (East West Economic Corridor: EWEC), แนวพื้นที่เศรษฐกิจเหนือ – ใต้ (North South Economic Corridor: NSEC) และแนวพื้นที่เศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor)

1. แนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก (East West Economic Corridor: EWEC) เชื่อมโยงเวียดนาม-ลาว-ไทย-พม่า

แนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East West Economic Corridor: EWEC) เป็น
การเชื่อมโยงพื้นที่ด้านตะวันออกจากเวียดนาม ผ่าน สปป.ลาว บนเส้นทาง R 9 ข้ามสะพานแม่น้ำโขงแห่งที่ 2 เข้าสู่ไทย และไปสู่สหภาพพม่า หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นเส้นทางเชื่อมโยงระหว่างทะเลจีนใต้กับทะเลอันดามัน โดยมีระยะทางรวมประมาณ 1,450 กิโลเมตร

เส้นทาง R9 มีจุดเชื่อมโยงเมืองสำคัญต่าง ๆ ดังนี้

เมาะละแหม่ง – เมียวะดี (พม่า) – แม่สอด – พิษณุโลก – ขอนแก่น – กาฬสินธุ์ – มุกดาหาร (ไทย) – สะหวันนะเขต – แดนสะหวัน (ลาว)- ลาวบาว – เว้ – ดองฮา – ดานัง (เวียดนาม)

(i) จุดข้ามแดน : เมียวะดี (พม่า) – แม่สอด (ไทย)
(ii) จุดข้ามแดน : มุกดาหาร (ไทย) – สะหวันนะเขต (ลาว)
(iii) จุดข้ามแดน : แดนสะหวัน (ลาว) – ลาวบาว (เวียดนาม)

แนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (R 9)

ถนน แม่สอด – มุกดาหาร (770 กม.) – ยกระดับให้เป็นทางด่วน 4 เลน

– เป็นทางด่วน 4 เลนแล้ว (233 กม.)
– อยู่ระหว่างก่อสร้าง (75 กม.)
– วางแผนที่จะยกระดับภายใน 5 ปี (262 กม.)

สะพาน สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต)

– สร้างเสร็จแล้ว โดยได้รับเงินกู้จาก JBIC
– เปิดใช้เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549

EWEC มีจุดที่เชื่อมต่อกับเส้นทางในแนวเหนือ-ใต้หลายเส้นทาง ได้แก่

(1) ย่างกุ้ง- ดาไว

(2) เชียงใหม่-กรุงเทพฯ

(3) หนองคาย- กรุงเทพฯ

(4) เส้นทางหมายเลข 13 ในลาว

(5) ทางด่วน 1A ในเวียดนาม

EWEC จึงมีบทบาทสำคัญในการเป็นทางเปิดไปสู่ท่าเรือสำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและภาคกลางของลาว รวมทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้แก่เมืองขนาดกลางหลายเมืองในประเทศ GMS 4 ประเทศ

วัตถุประสงค์ของการริเริ่ม EWEC คือ

(1) เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน และการพัฒนาระหว่างประเทศลาว พม่า ไทย และเวียดนาม

(2) เพื่อลดต้นทุนการขนส่งในพื้นที่ และทำให้การเคลื่อนย้ายสินค้าและคนโดยสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น

(3) เพื่อลดความยากจน สนับสนุนการพัฒนาในพื้นที่ชนบทและพื้นที่ชายแดน เพิ่มรายได้ในกลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำ สร้างโอกาสการจ้างงานสำหรับสตรี และส่งเสริมการท่องเที่ยว และเน้นการสร้างโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรและการท่องเที่ยว

โครงการด้านการขนส่งภายใต้ EWEC ที่สำคัญ ได้แก่

1. การพัฒนาเส้นทางการขนส่งตะวันออก-ตะวันตก

2. การพัฒนาการขนส่งทางน้ำ

3. การพัฒนาเส้นทางรถไฟ

4. การปรับปรุงท่าอากาศยานสะหวันนะเขต

5. การอำนวยความสะดวกการเคลื่อนย้ายสินค้าและคนข้ามพรมแดน

6. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาการขนส่ง

โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ได้แก่

7. การเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้า

8. การส่งเสริมการจัดทำความร่วมมือด้านพลังงานในภูมิภาค

9. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม

10. การพัฒนาการท่องเที่ยว

11. การริเริ่มเขตเศรษฐกิจ

12. การริเริ่มของคณะทำงาน AMEICC (Japan) ในการพัฒนาพื้นที่ตะวันตก-ตะวันออก

2. แนวพื้นที่เศรษฐกิจเหนือ – ใต้ (North South Economic Corridor: NSEC) เชื่อมโยงไทย-พม่า/ลาว-จีน

NSEC ประกอบด้วยเส้นทางหลัก 3 เส้นทาง ได้แก่

(1) เส้นทาง R3E : คุนหมิง – ยูซี – หยวนเจียง – โมเฮย – ซิเมา – เฉียวเมิงหยาง – บ่อหาน (จีน) – บ่อเต็น – ห้วยทราย (ลาว) – เชียงของ – เชียงราย – ตาก – กรุงเทพฯ (ไทย)
(i) จุดข้ามแดน : บ่อหาน (จีน) – บ่อเต็น (ลาว)
(ii) จุดข้ามแดน : ห้วยทราย (ลาว) – เชียงของ (ไทย)

(2) เส้นทาง R3W : เชียงตุง – ท่าขี้เหล็ก (พม่า) – แม่สาย – เชียงราย – ตาก – กรุงเทพฯ (ไทย)

(i) จุดข้ามแดน: ท่าขี้เหล็ก (พม่า) – แม่สาย (ไทย)

(3) เส้นทาง R5 : คุนหมิง – หมี่เหลอ – หยินซ่อ – ไคหยวน – เม่งซือ – เฮียโค่ว (จีน) – ลาวไค – ฮานอย – ไฮฟอง (เวียดนาม)

(i) จุดข้ามแดน: เฮียโค่ว (จีน) – ลาวไค (เวียดนาม)

แนวพื้นที่เศรษฐกิจเหนือ – ใต้ (R3)

ไทย – สปป.ลาว – จีน (R3E)

ถนน

– กรุงเทพฯ – เชียงราย (830 กม.)
– เชียงราย – เชียงของ (110 กม.)
– ถนนในสปป.ลาว (228 กม.)

สะพาน

– สะพานข้ามแม่น้ำโขงที่เชียงของ (ADB ให้ความช่วยเหลือทางเทคนิค)

ไทย – พม่า –จีน (R3W)

ถนน

– กรุงเทพฯ – แม่สาย (890 กม.)
– New Mae Sai Bypass (8 กม.)

สะพาน

– สะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 2

วัตถุประสงค์ของการริเริ่ม NSEC คือbjkdergisi.com

(1) เพื่ออำนวยความสะดวกการค้าและการพัฒนาระหว่างลาว พม่า ไทย เวียดนาม และจีน

(2) เพื่อลดต้นทุนค่าขนส่งในพื้นที่ภายใต้โครงการและทำให้การเคลื่อนย้ายสินค้าและคนมีประสิทธิภาพ

(3) เพื่อลดความยากจน สนับสนุนการพัฒนาในพื้นที่ชนบทและชายแดน เพิ่มรายได้ของกลุ่มคนรายได้ต่ำ สร้างโอกาสในการจ้างงานสำหรับสตรี และส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่

โครงการด้านการขนส่งภายใต้ NSEC ที่สำคัญ ได้แก่

1. โครงการปรับปรุงถนน เชียงราย – คุนหมิง ผ่านลาว

2. โครงการปรับปรุงถนน เชียงราย – คุนหมิง ผ่านพม่า

3. โครงการปรับปรุงถนน ห้วยโก๋น (จ.น่าน) – ปากแบ่ง – อุดมไชย – บ่อเต็น – เชียงรุ้ง – คุนหมิง

4. โครงการเส้นทางคมนาคม คุนหมิง – ฮานอย- ไฮฟอง

5. การยกระดับเส้นทางรถไฟคุนหมิง – ไฮฟอง – ยินเวียน – ลาวไค และเส้นทางรถไฟต้าลี่ – หลุ่ยลี่

6. การพัฒนาท่าอากาศยานที่หลวงน้ำทาและห้วยทราย

7. การพัฒนาพื้นที่ตอนบนของ Lancang / ความตกลงว่าด้วยการเดินเรือเชิงพาณิชย์ในแม่น้ำโขง

8. การอำนวยความสะดวกข้ามพรมแดนในการเคลื่อนย้ายสินค้าและคน

9. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาการขนส่ง

โครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ

10. การเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้า

11. การส่งเสริมการจัดทำความร่วมมือด้านพลังงานในภูมิภาค

12. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม

13. การพัฒนาการท่องเที่ยวในแม่น้ำโขง

14. การศึกษาก่อนการลงทุนในเขตเศรษฐกิจเหนือ-ใต้

15. การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจชายแดนพิเศษในจังหวัดเชียงราย

3. แนวพื้นที่เศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) เชื่อมโยงไทย-กัมพูชา-เวียดนาม

แนวพื้นที่เศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) เป็นการพัฒนาแนว เส้นทางเชื่อมระหว่างไทย-กัมพูชา-เวียดนาม มีเส้นทางสำคัญ 2 เส้นทางคือ เส้นทาง R1 และ R10

เส้นทาง R1 มีจุดเชื่อมโยงเมืองสำคัญต่าง ๆ ดังนี้

กรุงเทพฯ – กบินทร์บุรี – สระแก้ว – อรัญประเทศ หรือ กรุงเทพฯ – แหลมฉบัง – พนมสารคาม – กบินทร์บุรี – สระแก้ว – อรัญประเทศ (ไทย) – ปอยเปต – ศรีโสภณ – เปอสาด – พนมเปญ –นาคหลวง – บาเวด (กัมพูชา) – มอคไบ – โฮจิมินต์ซิตี้ – วังเตา (เวียดนาม)
(i) จุดข้ามแดน : อรัญประเทศ (ไทย) – ปอยเปต (กัมพูชา)
(ii) จุดข้ามแดน : บาเวด (กัมพูชา) – มอคไบ (เวียดนาม)

เส้นทาง R10 มีจุดเชื่อมโยงเมืองสำคัญต่าง ๆ ดังนี้

กรุงเทพฯ – ตราด – หาดเล็ก (ไทย) – แชมแยม – เกาะกง – สะแรอัมเปิล – กำพต – ลอก (กัมพูชา) – ฮาเตียน – คาเมา – นามคาน (เวียดนาม)

(i) จุดข้ามแดน : หาดเล็ก (ไทย) – แชมแยม (กัมพูชา)

วัตถุประสงค์ของการริเริ่ม SEC คือ

(1) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาค สนับสนุนการรวมกลุ่มเศรษฐกิจ สนับสนุนการขยายตัวของการค้าและการลงทุน และอำนวยความสะดวกการแลกเปลี่ยนและการพัฒนาตามแนวพื้นที่ด้านตะวันออก-ตะวันตก ระหว่างไทย กัมพูชา เวียดนาม และบางส่วนทางตอนใต้ของลาว

(2) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจที่ครอบคลุมเมืองสำคัญใน ไทย กัมพูชา และเวียดนามโดยผ่านโครงสร้างเครือข่ายถนนและทางรถไฟ

โครงการด้านการขนส่งภายใต้ SEC ที่สำคัญ ได้แก่

1. โครงการปรับปรุงเส้นทาง R1 กรุงเทพฯ – พนมเปญ – โฮจิมินห์ซิตี้ – วังเตา

2. โครงการพัฒนาเส้นทาง R 10 กรุงเทพ – เกาะกง – กำพต (กัมพูชา) – ฮาเตียน – คาเมา – นามคาน (เวียดนาม)

3. โครงการปรับปรุงเส้นทาง ตอนใต้ของลาว – สีหนุวิลล์

4. โครงการพัฒนาเส้นทางตะวันตกตอนกลางของกัมพูชา – ตะวันออก

5. โครงการพัฒนาทางรถไฟ ไทย – กัมพูชา – เวียดนาม

6. โครงการปรับปรุงท่าเรือในพนมเปญและสีหนุวิลล์ (กัมพูชา) และในวังเตา (เวียดนาม)

7. โครงการยกระดับท่าอากาศยานปากเซ (ลาว) และท่าอากาศยานรัตนคีรีและสะตรึงเตร็ง (กัมพูชา)

8. การอำนวยความสะดวกการเคลื่อนย้ายสินค้าและคนข้ามพรมแดน

9. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาการขนส่ง

โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ได้แก่

10. การเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้า

11. การส่งเสริมการจัดทำความร่วมมือด้านพลังงานในภูมิภาค

12. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม

13. การพัมนาการท่องเที่ยวแม่น้ำโขง

14. แผนความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-กัมพูชา

4. แนวพื้นที่เศรษฐกิจอื่น

(1) เส้นทาง : คุนหมิง – ฉูฉง – ต้าลี่ – เป่าซาน – หลุ่ยลี่ (จีน) – มูเซ – ลาชิโอ (พม่า)

(i) จุดข้ามแดน : หลุ่ยลี่ (จีน) – มูเซ (พม่า)

(2) เส้นทาง : เวียงจันทน์ – บ้านลาว – ท่าแขก – เซโน – ปากเซ (ลาว) – สะตรึงเตร็ง – Kratie – พนมเปญ – สีหนุวิลล์

(i) จุดข้ามแดน : ชายแดนเวียนขาม (ลาว) – ดองกระลอ (กัมพูชา)

(3) เส้นทาง : นาเตย – อุดมไชย – ปักมอง – หลวงพระบาง – เวียงจันทน์ – ท่านาแล้ง (ลาว) – หนองคาย – อุดรธานี – ขอนแก่น – กรุงเทพฯ (ไทย)

(i) จุดข้ามแดน : ท่านาแล้ง (ลาว) – หนองคาย (ไทย)

(4) เส้นทาง : เวียงจันทน์ – ปอลิคัมไซ (ลาว) – ฮาติน (เวียดนาม)

(i) จุดข้ามแดน : นำเพา (ลาว) – เคาโทร (เวียดนาม)

(5) เส้นทาง : จำปาสัก (ลาว) – อุบลราชธานี (ไทย)

(i) จุดผ่านแดน : วังเตา (ลาว) – ช่องเม็ก (ไทย)

ทั้งนี้ สำหรับจังหวัดของไทยซึ่งตั้งอยู่ตามแนวพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจ (Economic Corridors) มี 26 จังหวัด สามารถสรุปได้ดังนี้

แนวตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor: EWEC) ประกอบด้วย 7 จังหวัด ได้แก่ ตาก สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร

แนวเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor: NSEC) ประกอบด้วย 13 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง นครสวรรค์ อยุธยา ลำพูน พะเยา แพร่ อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร (ตาก พิษณุโลก) กรุงเทพฯ

แนวตอนใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) ประกอบด้วย 8 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด และกาญจนบุรี

ผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการพัฒนา

1. ระดับประเทศ กระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามแนวพื้นที่พัฒนาซึ่งเป็นพื้นที่ยากจนส่งผลต่อการกระจายรายได้และบรรเทาความยากจนประชาชน ผ่อนคลายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการค้า การลงทุนระหว่างประเทศ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงทั้งภายในและประเทศเพื่อนบ้าน บริการทางการศึกษา สาธารณสุข เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน

2. ระดับกลุ่ม GMS ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในอนุภูมิภาคนำไปสู่การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของ GMS กับกลุ่มประเทศอื่นในที่สุด

3. แนวทางการดำเนินการร่วม 6 ประเทศ ประกอบด้วย การพัฒนาพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อมโยง และพัฒนาพื้นที่เป้าหมายหลัก ปรับปรุงนโยบาย กฎระเบียบ พิธีการ แผนงานการสนับสนุนระบบข้อมูลการค้าและการลงทุน การศึกษาวิจัยโครงการต่าง ๆ การพัฒนาทักษะฝีมือ โดยเฉพาะในพื้นที่เป้าหมาย เพิ่มความสามารถในการเข้าถึงแหล่งทุนและเงินอุดหนุน การพัฒนาองค์กรและสถาบันเพื่อรองรับการพัฒนาในพื้นที่

นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 32 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีกำหนดเดินทางเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 32 ระหว่างวันที่ 27 – 28 เมษายน 2561 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ ซึ่งจะมีการรับรองเอกสารการประชุมโดยผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนจำนวน 3 ฉบับ คือ วิสัยทัศน์ผู้นำอาเซียน เพื่ออาเซียนที่มีความเข้มแข็งและนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมและพัฒนาแผนปฏิบัติการอาเซียน ว่าด้วยการป้องกันและการต่อต้านแนวความคิดหัวรุนแรงในลัทธิสุดโต่ง การแถลงการณ์ร่วมของอาเซียน เพื่อย้ำความสำคัญของกฎระเบียบทางไซเบอร์ และความจำเป็นที่จะต้องมีบรรทัดฐานทางไซเบอร์ขั้นพื้นฐาน รวมทั้งย้ำความร่วมมือด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ เพื่อเสริมศักยภาพในอาเซียน ร่างถ้อยแถลงผู้นำอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ เพื่อตระหนักถึงความจำเป็นของสมาชิกอาเซียนในการปฏิบัติตามมาตรการในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นและรับรองบรรทัดฐานร่วมบนพื้นฐานความสมัครใจ เพื่อให้มีพฤติกรรมรับผิดชอบในพื้นที่ Cyber เสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความเชื่อมั่นในการใช้พื้นที่ไซเบอร์อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อให้เศรษฐกิจในภูมิภาคมีการบูรณาการและมั่งคั่งมากยิ่งขึ้น และร่างเอกสารแนวคิดเครือข่ายเมืองอัจฉริยะอาเซียน เพื่ออำนวยความสะดวก ความร่วมมือ รายการพัฒนาเมืองอัจฉริยะเมืองสมาชิกและผู้แทนระดับชาติ โดยร่วมกันสำรวจ แบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดี พัฒนาแผนปฏิบัติการเฉพาะเมือง ระหว่างปี 2561 – 2568 และจะทำกรอบแนวทางการดำเนินงานพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่มีลักษณะเฉพาะสำหรับอาเซียน รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดโครงการน่าลงทุนกับภาคเอกชน โดยเมืองสมาชิกจะได้รับการเชื่อมโยงกับบริษัทที่ให้บริการแนวทางการพัฒนาเมืองจากภาคเอกชน เพื่อที่จะเริ่มโครงการที่เป็นรูปธรรมและสามารถดำเนินการได้ในเชิงพาณิชย์โดยเร็วudhr60.org

ทั้งนี้ ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ยังมีการประชุมระดับผู้นำ ครั้งที่ 11 แผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจ 3 ฝ่าย ประกอบด้วยอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนในครั้งนี้ โดยมีไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น ในวันที่ 28 เมษายน 2561

แนวโน้มชาวมุสลิม ท่องเที่ยวญี่ปุ่นสูงขึ้น

แนวโน้มชาวมุสลิม ท่องเที่ยวญี่ปุ่นสูงขึ้น

มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหลั่งไหลสู่ญี่ปุ่นจำนวนมาก โดยญี่ปุ่นตั้งเป้าสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเป็น 15 ล้านล้านเยน ในปี 2563 จึงมีมาตรการประกาศผ่อนผันวีซ่าในหลายประเทศ รวมถึงประเทศที่มีมุสลิม แน่นอนว่าจำนวนนักท่องเที่ยวมุสลิมเพิ่มขึ้นตามมา

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กรุงโตเกียว กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า ประเทศญี่ปุ่นมีทรัพยากรท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ทั้งสถานที่ วัฒนธรรม สินค้า และอาหารต่างๆ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้เป็นอย่างดี ผนวกกับความร่วมมือจากภาครัฐที่ต้องการผลักดันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว รัฐบาลชินโสะ อาเบะ จึงประกาศผ่อนผันวีซ่านักท่องเที่ยวให้กับประเทศต่างๆ จำนวนมาก รวมทั้งประเทศที่มีมุสลิมจำนวนมากอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2556 ส่งผลให้จำนวนชาวมุสลิมเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วbjkdergisi.com

ทั้งนี้ จากการประกาศผ่อนผันวีซ่า นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศญี่ปุ่นพุ่งสูงขึ้นถึง 60% นอกจากนี้รัฐบาลญี่ปุ่นยังมีมาตรการอื่นๆ เพื่อผลักดันการท่องเที่ยวด้วย เช่น การปรับปรุงด้านระบบสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน และการปฏิรูปภาษี เป็นต้น อีกทั้งยังมีการปรับปรุง ฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรม ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเป็นภาษาต่างๆ สร้างสวนธารณะที่มีรัฐเป็นเจ้าของ และปรับปรุงเส้นทางคมนาคมไปสู่สถานที่ท่องเที่ยว ทั้งรถไฟและรถประจำทาง ซึ่งนอกจากจะเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว ยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกในปี 2563 ซึ่งจะมีนักกีฬาและผู้เข้าชมกีฬาต่างชาติหลั่งไหลเดินทางมาประเทศญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก

ถึงอย่างไรก็ดี ร้านอาหารฮาลาลและผู้ประกอบการอาหารฮาลาลยังมีจำนวนจำกัดในประเทศญี่ปุ่น โดยชาวมุสลิมในประเทศญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีถิ่นพำนักในเขตเมืองหลวงและเมืองสำคัญทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น เช่น โตเกียว จิบะ และโอซากา เป็นต้น ประกอบกับสถานที่
ท่องเที่ยวยอดนิยม และความสะดวกสบายในการเดินทางยังจำกัดอยู่ในบางพื้นที่ ส่งผลให้สถานที่จำหน่ายอาหารฮาลาลและร้านอาหารฮาลาลของญี่ปุ่นมีจำนวนไม่มากนัก

นอกจากนี้ หน่วยงานรับรองมาตรฐานฮาลาลของญี่ปุ่นมีหลายหน่วยงาน และส่งผลให้การจัดเก็บข้อมูลไม่มีความชัดเจนมากนัก โดยคาดว่าร้านอาหารฮาลาลในประเทศญี่ปุ่นจะมีจำนวนอย่างน้อย 26 ร้าน หรือมากที่สุด 160 ร้าน

สำหรับยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น ข้อมูลจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว รายงานว่า ญี่ปุ่นมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยว โดยตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็น 40 ล้านคน ในปี 2563 และเพิ่มเป็น 60 ล้านคน ในปี 2573 จากปี 2558 ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพียง 19.73 ล้านคน ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นเร่งให้มีการเพิ่มที่พักอาศัยในจังหวัดต่างๆ ให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ 130 ล้านคน ภายในปี 2573 โดยเพิ่มขึ้น 5 เท่า จากปี 2558 รวมถึงตั้งเป้าเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางกลับมาท่องเที่ยวซ้ำ ให้มีจำนวน 36 ล้านคน ภายในปี 2573 เพิ่มขึ้น 3 เท่า จากปี 2558 ขณะที่ตั้งเป้ามูลค่าการบริโภคโดยนักท่องเที่ยวต่างชาติในญี่ปุ่นเป็น 8 ล้านล้านเยน ภายในปี 2563 เพิ่มขึ้น 2 เท่า จากปี 2558 และ 15 ล้านล้านเยน ภายในปี 2573

ขณะที่สถานการณ์การท่องเที่ยวไทย มีนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินทางเข้ามาในเดือน ก.พ. 2561 สูงที่สุดเป็นอันดับที่ 5 รองจากประเทศจีน มาเลเซีย รัสเซีย และเกาหลีใต้ ทั้งนี้ในปี 2560 นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินทางมายังประเทศไทยทั้งสิ้น 1.54 แสนคน เพิ่มขึ้น 7.28% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2559