Slider

“โดรนการเกษตร” เลือกไทยประเดิมตลาดอาเซียน

แม้ว่า 70% ของประชากรโลกทำงานเกี่ยวกับการเกษตร แต่แนวโน้มแรงงานในภาคการเกษตรกำลังลดลง จุดประกายให้ “DJI” ผู้พัฒนาอากาศยานไร้คนขับ “โดรน” สร้างเครื่องมือที่ “เร็วและมีประสิทธิภาพ” ทดแทน

“เจียดง ซุน” หัวหน้าฝ่ายธุรกิจด้านการเกษตร DJI ภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิกระบุว่า ประชากรโลกเพิ่มมากขึ้น แต่ปริมาณอาหารไม่เพิ่มตาม แต่ละปีมีประชากรกว่า 870 ล้านคนได้รับอาหารไม่เพียงพอ และภายในปี 2593 จะเพิ่มเป็น 2 พันล้านคน การเกษตรเป็นส่วนสำคัญที่จะแก้ปัญหานี้ DJI จึงเริ่มทำคอมเมอร์เชียลโดรนเพื่อการเกษตรมากขึ้น

โดยเริ่มทำตลาดแล้วในจีน, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งประสบความสำเร็จมาก ส่งผลให้รายได้ 80% มาจากต่างประเทศ โดยใช้การหาพาร์ตเนอร์ที่มีความรู้ และสร้างศูนย์ฝึกอบรมการบินให้เกษตรกรและให้ความรู้คนที่สนใจ ซึ่งรวมไปถึงสตาร์ตอัพ เพื่อสร้างเซอร์วิสโพรไวเดอร์และสร้างอีโคซิสเต็มที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ปัจจุบันในจีนมีเซอร์วิสโพรไวเดอร์ 2,000 ราย มีโดรนเพื่อการเกษตร 16,000 ตัวทั่วประเทศ มีพื้นที่เกษตรใช้งานแล้ว 37.5 ล้านไร่

“ในจีนและญี่ปุ่นการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ด้านการเกษตร ไม่ใช่เกษตรกร แต่เป็นคนรุ่นใหม่ที่สนใจเทคโนโลยี ก็เข้ามาทำธุรกิจให้เช่าหรือเป็นเซอร์วิสโพรไวเดอร์ให้กับเกษตรกร โดรนจึงสร้างการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม”

สำหรับไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ DJI ทำตลาดนี้ เนื่องจากการเกษตรเป็น 1 ใน 3 อุตสาหกรรมหลักของประเทศ คิดเป็น 10-12% ของ GDP และมีพื้นที่การเกษตรกว่า 62.5 ล้านไร่ ทั้งยังส่งออกข้าวเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่แรงงานด้านการเกษตรมีเพียง 1 ใน 3 ของประชากร และส่วนใหญ่สูงอายุแล้ว มีแรงงานรุ่นใหม่เข้ามาน้อยลง

ส่วนการทำตลาดในไทยจะใช้รูปแบบเดียวกับประเทศอื่นคือ หาพาร์ตเนอร์ที่เชี่ยวชาญด้านการเกษตรสำหรับขายสินค้า และเปิดหลักสูตรโดรนเพื่อการเกษตรให้ความรู้ว่าสามารถใช้ในรูปแบบใดได้บ้าง ซึ่งกลุ่มเป้าหมายจะรวมถึงคนรุ่นใหม่, สตาร์ตอัพ หรือคนที่ต้องการนำโดรนไปประกอบธุรกิจ

เบื้องต้น DJI ยังไม่ได้คาดหวังเรื่องรายได้ แต่ต้องการข้อมูลเพื่อไปปรับปรุงบริการเพิ่มเติม รวมถึงให้ความรู้กับตลาด ซึ่งมองว่าราคาไม่น่าเป็นปัญหา แม้จะอยู่ที่หลักแสนบาท เพราะรายได้ต่อปีของเกษตรกรไทยกับจีนไม่ได้ต่างกัน อีกทั้งยังคืนทุนได้ใน 6 เดือน

ขณะที่กฎหมายการลงทะเบียนโดรนจะช่วยให้การพัฒนานวัตกรรมกับการใช้งานไปได้ควบคู่กัน เพื่อให้มีการใช้ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

สำหรับโดรนที่จะเปิดตัวในไทยเป็นรุ่นอะกราส์ เอ็มจี-วันพี (Agras MG-1P) ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย มีเรดาร์ที่แม่นยำสูง สามารถรักษาระดับการบินเมื่อมีพื้นที่ไม่เท่ากัน หยุดได้เมื่อเจอสิ่งกีดขวาง และบินกลับเองได้ รวมทั้งมีจอแสดงผลสำหรับผู้บังคับ รับน้ำหนักได้ 10 กิโลกรัม ศักยภาพในการบินครอบคลุมพื้นที่ 25 ไร่/ชั่วโมง พร้อมพ่นสเปรย์รัศมี 4-6 เมตร เปิดขายปลายเดือน ก.ย.นี้ แต่ยังเปิดเผยราคาไม่ได้ เพราะคิดตามแพ็กเกจที่ต้องการ อาทิ จำนวนแบตเตอรี่ เบื้องต้นจะมีแบบสำหรับพ่นของเหลวเท่านั้น ยังไม่มีแบบพ่นของแข็ง เช่น ปุ๋ยเม็ด เป็นต้น แต่อุปกรณ์ส่วนนี้สามารถถอดเปลี่ยนได้เอง

ด้าน “จตุพงศ์ โตวรรธกวณิชย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส.เอ.ที.ไอ. แพลตฟอร์ม จำกัด ตัวแทนจำหน่ายโดรนการเกษตร กล่าวว่า ย้อนไป2 ปีก่อน โดรนยังไม่เป็นที่รู้จัก แต่ปี

ที่ผ่านมาเกษตรกรตื่นตัวมากขึ้น เพราะภาครัฐและบริษัทที่ทำด้านการเกษตรมีการประชาสัมพันธ์และนำไปทดลองใช้ เช่น มีการซื้อโดรนเพื่อไปทดสอบในการใช้ร่วมกับสารเคมีหรือปรับปรุงสูตรที่ใช้กับโดรนโดยเฉพาะ ปัจจุบันมีแบรนด์โดรนที่ทำตลาดในไทยประมาณ 10 ราย ส่วนใหญ่เป็นแบรนด์จีน ซึ่งคุณภาพค่อนข้างดี สามารถสู้กับแบรนด์ฝั่งยุโรปได้ แต่มีราคาถูกกว่า ปัจจุบันแบรนด์จีนหรือโดรนประกอบเองมีราคาหลักหมื่นจนถึงหลักแสนบาท

โดยบริษัทจะมีบริการครบวงจรทั้งจำหน่าย, จัดศูนย์อบรมการบิน, รับซ่อม รวมทั้งจัดการลงทะเบียนทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีบริการรับฉีดพ่น ซึ่งมีโดรนในระบบราว 30 เครื่อง คิดไร่ละ 80-100 บาท พื้นที่ที่ให้บริการส่วนใหญ่เป็นภาคกลาง, ภาคเหนือตอนล่าง และภาคอีสานบางส่วน ส่วนใหญ่เป็นไร่อ้อย, มันสำปะหลัง และข้าว

สำหรับรายได้ของบริษัทมาจากการขายและงานเซอร์วิสอย่างละครึ่ง โดยต่อไปจะหาซับดีลเลอร์ในการให้บริการฉีดพ่น เพื่อให้ครอบคลุมความต้องการ ซึ่งมองว่าการจะซื้อโดรนมาใช้อาจจะไม่คุ้มค่าสำหรับคนที่มีพื้นที่น้อย ดังนั้นอาจจะรวมกลุ่มกันซื้อหรือเช่าใช้เพราะโดรนช่วยให้ทำงานเร็วกว่าคนมาก ที่ผ่านมาจากการพ่นยา 100 ไร่ใช้เวลาวันเดียวเสร็จ

อาเซียนลงนามเปิดเสรีบริการเพิ่ม ชี้ไทยมีโอกาสด้านท่องเที่ยว-ร้านอาหาร

อาเซียนลงนามเปิดเสรีบริการเพิ่ม ชี้ไทยมีโอกาสเข้าไปลงทุนด้านการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร สุขภาพ ดูแลผู้สูงอายุ จัดงานแสดงสินค้า การประชุม ซ่อมแซมอุปกรณ์ เผยยังได้ผลักดันให้อาเซียนทำความตกลงค้าบริการฉบับใหม่ ตั้งเป้าสรุปปีนี้ ด้านไทยโชว์ความพร้อมรับไม้ต่อเป็นประธานอาเซียนปีหน้า ส่วนประเด็นเศรษฐกิจที่สิงคโปร์ผลักดัน อาเซียนเห็นชอบหมด

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (AEM) ครั้งที่ 50 ที่สิงคโปร์ ว่า ที่ประชุมได้ลงนามในเอกสารเพื่อเปิดเสรีการประกอบธุรกิจบริการเพิ่มเติม ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับไทย เพราะอาเซียนอื่นมีการเปิดตลาดบริการเพิ่มมากขึ้น โดยมีสาขาที่ไทยมีศักยภาพในการเข้าไปลงทุนได้ เช่น ธุรกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องด้านการโรงแรมและร้านอาหาร บริการด้านสุขภาพ บริการเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุ สถาบันฝึกอบรม การจัดงานแสดงสินค้า การจัดประชุม และการดูแลบำรุงรักษาซ่อมแซมอุปกรณ์ต่างๆ เป็นต้น และในส่วนของไทยได้เปิดตลาดให้กับอาเซียนเพิ่มเติมใน 6 สาขาย่อย ได้แก่ บริการคมนาคม เช่น บริการแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และบริการขนส่ง เช่น บริการบำรุงรักษาและซ่อมบำรุงเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลวขนาดไม่เกิน 500 ตันกรอส

“ในการเปิดเสรีธุรกิจบริการ อาเซียนยังได้ผลักดันให้มีการสรุปการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าบริการอาเซียนฉบับใหม่ ซึ่งเป็นการปรับปรุงกรอบความตกลงเดิมให้มีความทันสมัย ครอบคลุมสาขาบริการใหม่ๆ เช่น อีคอมเมิร์ซ การค้าออนไลน์ เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศการลงทุนภาคบริการให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และดึงดูดการลงทุนเข้ามายังอาเซียนให้มากขึ้น โดยอาเซียนได้ตั้งเป้าให้ได้ข้อสรุปภายในปีนี้”

น.ส.ชุติมากล่าวว่า ในการชุม ไทยได้แสดงความพร้อมในการเป็นประธานอาเซียนปี 2562 โดยมีแนวคิดที่จะผลักดันให้อาเซียนก้าวไปข้างหน้าพร้อมกัน มีองค์ประกอบการทำงาน คือ ความเชื่อมโยง ความยั่งยืน และการเตรียมความพร้อมและวางแผนสำหรับอนาคต ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่ไทยจะผลักดัน เช่น การอำนวยความสะดวกทางการค้า การส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดเล็ก ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) ให้สามารถขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศ การส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว การดำเนินการเพื่อนำไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาเศรษฐกิจที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับยุคดิจิทัล

สำหรับประเด็นด้านเศรษฐกิจที่สิงคโปร์ในฐานะประธานอาเซียนผลักดันในปีนี้ สามารถดำเนินการจนบรรลุผลสำเร็จ ได้แก่ การจัดทำความตกลงว่าด้วยพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์อาเซียน , การจัดทำกรอบการดำเนินการด้านดิจิทัล , การแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน หรือ ATIGA เพื่อรองรับระบบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง และการใช้งานระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียน

อาเซียนยังจำเป็นอยู่ไหม?

การรวมกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นความพยายามจะสร้างความร่วมมือและแก้ไขปัญหาภายในภูมิภาค ขณะเดียวกันก็หวังจะสร้างอำนาจต่อรองในเวทีโลกด้วย แต่จนถึงวันนี้ก็ยังมีหลายคนตั้งคำถามว่าการรวมกลุ่มประเทศอาเซียนยังจำเป็นอยู่หรือไม่ เมื่ออาเซียนเพิกเฉยกับปัญหาภายในภูมิภาคตั้งแต่เรื่องพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้ไปจนถึงเรื่องโรฮิงญา

นายมาร์ตี นาตาเลกาวา อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของอินโดนีเซีย และผู้เขียนหนังสือ Does ASEAN Matter? แสดงความเห็นในฐานะของ ‘คนใน’ ว่า ที่ผ่านมา อาเซียนได้พิสูจน์ให้เห็นว่าความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความสำคัญกับการพัฒนาของภูมิภาคอย่างมาก โดยเขาระบุว่า อาเซียนได้สร้างความเปลี่ยนแปลงหลัก 3 ด้าน ได้แก่

1. การสร้างความเชื่อใจกันระหว่างประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนจะก่อตั้งอาเซียน ความสัมพันธ์ของประเทศในภูมิภาคนี้เป็นแบบที่ต่างคนต่างไม่ไว้วางใจกัน มีความขัดแย้งถึงขั้นสู้รบกัน แต่ในช่วง 50 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งอาเซียน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมาชิกก็ดีขึ้น และทุกประเทศก็ ‘เชื่อใจกันทางยุทธศาสตร์’

2. สถานะของประเทศสมาชิกอาเซียน นายนาตาเลกาวาอธิบายว่า การแข่งขันกันระหว่างจีนและตะวันตก ทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นเบี้ยในกระดานการแข่งขันของทั้งสองฝ่าย หลายครั้งประเทศในภูมิภาคนี้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งนี้ แต่เมื่อรวมเป็นอาเซียนแล้ว คนมองเห็นความสำคัญของอาเซียนมากขึ้นในฐานะหนึ่งในผู้เล่นที่มีอำนาจในการขับเคลื่อนสถานการณ์ในภูมิภาค

3. การสร้างให้อาเซียนมี ‘คน’ เป็นศูนย์กลาง ก่อนหน้านี้ หลายประเทศในภูมิภาคจะให้ความสำคัญกับการที่ ‘รัฐเป็นศูนย์กลาง’ แต่ช่วงหลังมานี้อาเซียนให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น มีการพัฒนาทั้งเรื่องเศรษฐกิจและสิทธิมนุษยชนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม นายนาตาเลกาวากล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มประเทศอาเซียนไม่ควรจะถูกละเลยจนไม่เห็นคุณค่า หากอาเซียนยังต้องการมีบทบาท ก็ต้องปรับปรุงตัวเอง เพราะอาเซียนยังไม่ดีพอที่จะมีบทบาทสำคัญต่อไปในอีก 50 ปีข้างหน้า เช่น เรื่องกลไกภายในอาเซียน อาเซียนจะยกระดับคุณภาพของความร่วมมือระหว่างกัน ไม่ควรมีใครละเลย ‘ความสามัคคี’ ที่อาเซียนประคับประคองกันมานานหลายทศวรรษ นายนาตาเลกาวาเปิดเผยว่า หากมองผิวเผินอาเซียนก็มีความสามัคคีกันดี แต่เขาก็มีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความแตกแยกภายใน โดยเฉพาะความลังเลใจของกลุ่มประเทศอาเซียนที่จะใช้ประโยชน์จากกลไกอาเซียน

นายนาตาเลกาวาอธิบายว่า หลายครั้ง ประเทศสมาชิกเลือกที่จะไม่ใช้กลไกหรือการเจรจาแบบรวมกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น ความขัดแย้งระหว่างกัมพูชาและไทยในกรณีพื้นที่พิพาทเขาพระวิหารเมื่อปี 2011 ไม่มีการพูดถึงการใช้สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (TAC) กันอย่างเป็นทางการเลย ขณะเดียวกันก็ไม่มีประเทศสมาชิกเลือกวิธีการเข้าไปเจรจากับคู่กรณีโดยตรงเลยเช่นกัน ที่ผ่านมา เรามักจะซุกปัญหาความขัดแย้งเหล่านี้ไว้ใต้พรม และใช้กลไกการเจรจาต่อรองแบบทวิภาคี

ดังนั้น เราจึงต้องใช้ความเป็นผู้นำและความมุ่งมั่นในการใช้กลไกของอาเซียนมาแก้ปัญหามากขึ้น เหมือนกรณีของเมียนมาในอดีต เราได้เห็นว่าอาเซียนมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงการปกครองของเมียนมาเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยแต่ช่วงหลังมานี้ อาเซียนกลับไม่ค่อยมีบทบาทอะไรในเรื่องโรฮิงญาในรัฐยะไข่

ส่วนเรื่องการรวมศูนย์อำนาจอาเซียน นายนาตาเลกาวาระบุว่า เรายังต้องมาตั้งคำถามว่า ทุกวันนี้เราทำเรื่องนี้สำเร็จแล้วหรือยัง หรือเราเพียงแต่ใช้อำนาจในการจัดประชุมกันเท่านั้น หลายประเทศเป็นเจ้าภาพการประชุมที่ดี แต่อาเซียนสามารถกำหนดรูปร่างและทิศทางการประชุมและหลักการอาเซียนได้ดีเท่ากับในอดีตหรือไม่ เช่นเรื่อง อินโดแปซิฟิก ซึ่งปัจจุบันการจราจรในอินโดแปซิฟิกแน่นหนาขึ้นเรื่อยๆ ก่อนหน้านี้ อาเซียนเคยคุยกันเรื่องนี้จนถึงปี 2014 แต่เรากลับเลือกที่จะหยุดคุยเรื่องนี้กันไปชั่วคราว

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องแนวทางปฏิบัติระดับภูมิภาคกรณีทะเลจีนใต้ ซึ่งที่จริงควรจะทำสำเร็จ แต่กลับแสดงให้เห็นความแตกแยกของสมาชิกอาเซียน แทนที่จะมีแนวปฏิบัติร่วมกันของอาเซียน 10 ประเทศ กลับกลายเป็นการสรุปจุดยืนของแต่ละประเทศต่อจีน

ในแง่การให้คนเป็นศูนย์กลาง อาเซียนทำได้ดีมากในเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ในแง่สิทธิมนุษยชนและนิติรัฐในภูมิภาค หากมองจากสถานการณ์ในปี 2018 พบว่าโครงสร้างประชาธิปไตยกลับแย่ลงจากเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว นายนาตาเลกาวาระบุว่า อินโดนีเซียพยายามยกประเด็นเกี่ยวกับระบอบการปกครอง สิทธิมนุษยชนและหลักนิติรัฐขึ้นมาพูดในเวทีอาเซียนหลายครั้ง ผู้นำอินโดนีเซียต้องใช้พยายามอย่างมากในการยึดมั่นหลักการ เพื่อให้มั่นใจว่าอาเซียนมีความคืบหน้าในเรื่องนี้ ถ้าอินโดนีเซียไม่มีความเป็นผู้นำในด้านนี้ สิทธิมนุษยชนอาเซียนอาจย่ำแย่กว่านี้

แม้คนตั้งคำถามมาตลอดว่าอาเซียนสำคัญแค่ไหน แต่ที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นแล้วว่า อาเซียนมีบทบาทสำคัญ แต่อาเซียนจะต้องปรับตัว อย่าคิดว่าทุกอย่างดีแล้ว และเมื่อมีความคิดเห็นไม่สอดคล้องกัน ก็ต้องไม่คิดว่าเป็นบรรทัดฐานใหม่ของอาเซียน โดยยกตัวอย่างปี 2012 ที่กัมพูชาไม่เห็นด้วยกับแถลงการณ์ร่วมของอาเซียนในการประณามกรณีที่จีนแผ่ขยายอำนาจในพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้ อาเซียนร่วมมือกันแก้ปัญหา มองว่าอาเซียนควรขยายความร่วมมือทางการทูตในการแก้ไขปัญหานี้ แต่ตอนนี้ ความแตกแยกถูกทำให้เป็นบรรทัดฐานไปแล้ว

นายนาตาเลกาวาระบุว่า ในปีหน้า ไทยจะเป็นประธานอาเซียน ก็จะต้องรับหน้าที่สำคัญในการกำหนดรูปร่างและทิศทางการพัฒนาอาเซียนด้วยวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลกว่าการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนเพียง 1 ปี

สงครามการค้าทำให้บริษัทฮ่องกงเริ่มมองการย้ายฐานผลิตจากจีนมา ASEAN

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนเริ่มกดดันทำให้บริษัทฮ่องกงที่มีโรงงานในประเทศจีนเริ่มมองลู่ทางย้ายการผลิตมาในกลุ่มประเทศ ASEAN แล้ว ซึ่งมาเลเซียและเวียดนาม เป็นประเทศที่น่าสนใจของบริษัทเหล่านี้

ผู้ผลิตสินค้าในฮ่องกงที่มีโรงงานในประเทศจีนไม่ว่าจะเป็น ของเล่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ หรือแม้แต่ ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากพลาสติก เริ่มมองหาฐานการผลิตใหม่ในอาเซียนแทน เนื่องจากแรงกดดันจากสงครามการค้า และค่าแรงในประเทศจีนที่เริ่มเพิ่มสูงขึ้น

เริ่มดูลู่ทางย้ายโรงงานแล้ว
Clara Chan Yuen-shan ประธานอุตสาหกรรมฮ่องกง กล่าวว่า บริษัทเหล่านี้เริ่มมองประเทศในอาเซียนไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม มาเลเซีย หรือประเทศอื่นๆ ที่มีค่าแรงที่ถูก ยังรวมไปถึงแรงกดดันจากสหรัฐที่เริ่มตั้งกำแพงสินค้าจากประเทศจีน ทำให้บริษัทเหล่านี้ต้องมองหาทางออกใหม่ๆ

บริษัทของ Clara นั้นปู่ของเธอก่อตั้งในช่วงปี 1947 ในจีน เป็นบริษัทส่งวัตถุดิบอย่างสังกะสี หรือนิกเกิล ให้กับผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือ ของเล่น หรืออิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ โดยมีลูกค้ามากกว่า 1,200 บริษัท และเธอเองก็ได้กล่าวว่าบริษัทลูกค้าของเธอเริ่มประสบปัญหาจากเรื่องสงครามการค้าแล้ว

มาเลเซีย เวียดนามอาจชนะในเกมนี้
Ian Chan ซึ่งมีตำแหน่ง CEO ของ Kayamatics ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อยู่ในเซิ่นเจิ้น เขาเองได้บินมาที่ประเทศมาเลเซีย และเริ่มพูดคุยกับบริษัทในมาเลเซียถึงความเป็นไปได้ที่จะย้ายฐานการผลิตบางส่วนมาไว้ที่ปีนัง

เขาพูดถึงเรื่องการย้ายฐานการผลิตว่า ตัวเขาเองเริ่มได้ยินเจ้าของโรงงานในจีนเริ่มพูดถึงการย้ายฐานการผลิตจากจีนบ้างแล้ว แต่ในทางปฏิบัตินั้นน้อยรายที่จะทำได้ และไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้เลย เพราะว่าต้องใช้เวลาอย่างต่ำที่สุดคือ 6 เดือน ในการทำสิ่งต่างๆ เช่น หาที่สร้างโรงงาน หาแรงงานในละแวกนั้นๆ

ในอาเซียน Chan มีมุมมองว่าเวียดนามและมาเลเซียได้เปรียบในเรื่องนี้ เพราะว่ามีแรงงานที่มีฝีมือคุณภาพสูง แต่เขาก็บอกว่าโรงงานในประเทศจีนก็ยังทิ้งไม่ได้ แต่โรงงานในอาเซียนเหมือนเป็นไพ่อีกใบถ้าหากเกิดอะไรขึ้นจากเรื่องสงครามการค้า

ที่มา – South China Morning Post

ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ที่สิงคโปร์

บรรดารัฐมนตรีต่างประเทศหลายชาติ อาทิ นิวซีแลนด์ แคนาดา อิหร่าน เดินทางเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่สิงคโปร์ ในหลายเวที ทั้งการประชุมอาเซียนบวก 3, บวก 6 และการประชุมอาร์เซ็ป (RCEP) ในด้านเศรษฐกิจ โดย นายไมค์ ปอมปิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เดินทางถึงแล้ว และกล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์เขื่อนแตกที่ สปป.ลาว รวมถึงประกาศจะเดินหน้าเพื่อปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือโดยเร็ว

นอกจากนี้ยังมี นายรี ยอง โฮ รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีเหนือ ที่เดินทางถึงสิงคโปร์ คาดว่าจะหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีต่างประเทศของหลายชาติอาเซียนด้วย

ขณะที่ ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-จีน เห็นพ้องในการสร้างความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ตลอดจนจะหาข้อสรุปในร่างปฏิญญาทะเลจีนใต้ ที่ยังมีกรณีพิพาทกับหลายชาติสมาชิกอาเซียน ในการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้

ทั้งนี้ นายหวัง ยี่ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ย้ำในที่ประชุม หลังรัฐบาลจีนเชิญชาติสมาชิกอาเซียน 10 ชาติ เข้าร่วมซ้อมรบทางทะเลเป็นครั้งแรกในทะเลจีนใต้ช่วงเดือนตุลาคมนี้ ว่าการซ้อมรบที่จะเกิดขึ้น จะถือเป็นก้าวใหม่ในการยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูต และเพื่อสร้างการสื่อสารทางการทหาร ตลอดจนความร่วมมือด้านความมั่นคงในภูมิภาคต่อไป

ภูเขาไฟมาเลย์

มาเลเซียมีภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นเพียงลูกเดียวคือ “ภูเขาไฟบอมบาไล” ความสูง 531 เมตร ตั้งอยู่ในคาบสมุทรเซมปอร์นา ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะบอร์เนียว บริเวณเขตตาเวา รัฐซาบาห์ ทอดตัวพาดผ่านอ่าวโควีฮาร์เบอร์จากฝั่ง จังหวัดกลิมันตันเหนือ

ภูเขาไฟบอมบาไลเป็นภูเขาไฟแบบกรวยต่ำ ปากปล่องกว้างราว 300 เมตร ต่อมาเกิดลาวาหลาก ส่งผลให้พื้นที่เกือบกลายเป็นที่ราบชายฝั่งของภูเขาไฟ อายุจากคาร์บอนกัมมันตรังสีของลาวาหลากนี้ พบว่ามีความเก่าแก่ราว 27,000 ปีที่แล้ว และคาดว่ากระบวนการเย็นตัวของลาวาแบบบะซอลต์ยัง ดำเนินต่อในสมัยโฮโลซีน หรือราว 11,700 ปีก่อนปัจจุบัน และนั่นคือกำเนิดของภูเขาไฟบอมบาไล ที่กลายเป็นภูเขาไฟเพียงลูกเดียวบนเกาะบอร์เนียวนั่นเอง

ไฟเขียวร่วมมืออาเซียน

เห็นชอบกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมลงนาม รมต.ต่างประเทศอาเซียน กระชับความร่วมมือเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงในภูมิภาค

พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้กระทรวงการต่างประเทศร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนครั้งที่ 51 ระหว่างวันที่ 31 ก.ค-4 ส.ค. 2561 ที่สาธารณรัฐสิงคโปร์ และลงนามในแถลงการณ์ร่วมและรับรองผลการประชุมที่เกี่ยวข้องของสมาชิกในกลุ่มอาเซียนตามวิสัยทัศน์อาเซียน 2025 ใน 3 เสาหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงในภูมิภาค

ทั้งนี้ ความร่วมมือด้านประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะบูรณาการทางเศรษฐกิจ เช่น การร่วมกันพัฒนาระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียน เป็นการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิก การอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายนักธุรกิจ นักวิชาชีพในภูมิภาค การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการสนับสนุนทางการเงินและเน้นย้ำในเรื่องการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจของอาเซียนกับประเทศนอกภูมิภาค

ขณะที่ความร่วมมือด้านประชาสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน จะร่วมกันพัฒนาประชาคมอาเซียนในเรื่องสนับสนุนเยาวชน เพื่อรองรับการเติบโตของอาเซียนในอนาคต และร่วมกันทั้งด้านสาธารณสุข การศึกษา นอกจากนั้น จะร่วมกันแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ สิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ การตั้งคณะกรรมการอาเซียนด้านการจัดการภัยพิบัติ เพื่อเสริมสร้าง และประสานการทำงานช่วยเหลือกัน

ด้านการเมืองและความมั่นคงอาเซียน จะร่วมรับรองปฏิญญามะนิลาว่าด้วยการต่อต้านการเกิดขึ้นของแนวคิดสุดโต่งที่นิยมความรุนแรงด้านการก่อการร้าย และร่วมต่อต้านภัยคุกคามยาเสพติด การก่ออาชญากรรมข้ามชาติ โดยจะร่วมกันในการอาชญากรรมทางไซเบอร์ ตามการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 31 ที่ผ่านมา การส่งตัวผู้ก่อการร้ายข้ามแดน การป้องกันและต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ การพัฒนาความร่วมมือทางทะเลและความร่วมมือด้านสิทธิมนุษยชน

นอกจากนั้น จะลงนามในร่างแถลงการณ์ของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนและรัสเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การลงนามแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการสนับสนุนสตรี สันติภาพและความมั่นคงในการประชุมอาเซียน เป็นต้น

สำหรับแนวทางความร่วมมือในปี 2018-2020 จะเน้นย้ำเรื่องของความร่วมมือทางทะเล การทำยุทธศาสตร์ร่วมกันในการป้องกันภัยพิบัติ การไม่แพร่กระจายและการลดอาวุธในกลุ่มประเทศอาเซียน

“บล็อกเชน” เทคโนโลยีแห่งอนาคต โอกาสที่ “อาเซียน” ต้องรีบคว้า

“บล็อกเชน” เทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ในวันนี้แม้จะยังไม่แพร่หลาย และยากแก่การทำความเข้าใจว่ามันคืออะไร แต่นักพัฒนาทั่วโลกต่างตั้งความหวังไว้กับเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นอย่างมาก ว่าจะเปลี่ยนวิถีชีวิต โดยเฉพาะในการทำธุรกรรมการเงิน ตลอดจนยกระดับเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) ให้เหนือชั้นขึ้นไปอีก

หลายเสียงบอกว่า บล็อกเชนจะยังเป็นสิ่งที่ไม่เป็นรูปธรรม และเดาไม่ออกว่าจะมีหน้าตาอย่างไร จนกระทั่งมันเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของมนุษย์ทั่วโลก ซึ่งน่าจะเป็นวิวัฒนาการที่คล้ายคลึงกับการเกิดขึ้นของ “อินเทอร์เน็ต” กว่า 2 ทศวรรษที่แล้ว

คีย์ไอเดียของบล็อกเชน คือเป็นเครือข่ายการเก็บข้อมูลแบบหนึ่ง ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและได้รับข้อมูลเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน ทำให้ทุกคนในเครือข่ายรับรู้ได้ว่าใครคือเจ้าของข้อมูลนั้น ๆ จริง ๆ

ข้อมูลจะถูกจัดเก็บเป็นแต่ละบล็อก (block) และเชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่ (chain) เมื่อธุรกรรมหนึ่ง ๆ ถูกบันทึกลงเครือข่ายแล้วจะไม่สามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้ เพราะทุกคนในระบบถือข้อมูลชุดเดียวกัน ไอเดียของบล็อกเชนมีความเหมาะสมในการพัฒนาด้านฟินเทค ดิจิทัลเคอร์เรนซี ตลอดจนการจัดเก็บข้อมูลที่ดินระดับชาติ

ในงาน “ADES 2018 (ASEAN Digital Economy Summit) brought by Blockchain” ซึ่งจัดขึ้นโดยสถาบันนวัตกรรมเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งอาเซียน ร่วมกับหน่วยงานด้านสื่อจากจีนแผ่นดินใหญ่ อาทิ China Report เมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา มีสตาร์ตอัพในกลุ่มประเทศอาเซียน รวมทั้งไต้หวัน จีน และประเทศอื่น ๆ ในเอเชียเข้าร่วมหลายร้อยราย

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้มีโอกาสพูดคุยกับ “สตีเฟน ซูฮาดี” ประธานสมาคมบล็อกเชนแห่งอินโดนีเซีย ประเทศซึ่งสตาร์ตอัพเฟื่องฟู ดึงดูดเงินลงทุนด้านไอทีจากต่างชาติได้เป็นอันดับต้น ๆ ของอาเซียน ทั้งยังมีโอกาสขึ้นแท่นเป็นฮับบล็อกเชนในอนาคต ด้วยสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และมีประชากรกว่า 200 ล้านคนในประเทศ

สตีเฟนเล่าว่า ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เหมาะสมกับการพัฒนาบล็อกเชนจากความพร้อมและโอกาสหลายด้าน อาทิ ประชากรกลุ่มประเทศอาเซียนข้ามยุคเทคโนโลยี “แล็ปทอป” สู่ “สมาร์ทโฟน”อย่างก้าวกระโดด และมีตลาดใหม่ที่กำลังเติบโตและเต็มไปด้วยคนรุ่นใหม่ที่เปิดใจรับสิ่งใหม่ ๆ อยากรู้และอยากลอง นอกจากนี้ยังชอบทำการค้า สนใจอีคอมเมิร์ซ และมีความหลากหลายภายในประเทศแทบทุกประเทศ

“ขอยกตัวอย่างอินโดนีเซีย ซึ่งผมคิดว่าเหมาะมากกับการพัฒนาบล็อกเชน เป็นที่รู้กันดีว่าอินโดนีเซียมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ภาษา และมีเกาะแก่งกว่าหมื่นเกาะ ดังนั้นจึงมีความซับซ้อนในการจัดเก็บข้อมูลหรือการทำธุรกรรมต่าง ๆ บล็อกเชนจะเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาแก้ปัญหานี้ได้”

สตีเฟนย้ำว่า บล็อกเชนคือเทคโนโลยีที่โลกยุคปัจจุบันหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป เพราะถือเป็นเครื่องมือการแก้ปัญหาแบบ logical solution (การแก้ไขปัญหาด้วยเหตุผล) สร้างความสอดคล้อง (consensus) กันระหว่างข้อมูล เทคโนโลยีอย่างบล็อกเชน ไม่ใช่เพียงแค่เอกชนเท่านั้นที่จะใช้ประโยชน์ได้ แต่รัฐบาลก็นำบล็อกเชนมาใช้ประโยชน์ได้ด้วย เช่น การจัดเก็บภาษี จะทำให้การเลี่ยงภาษีเป็นไปได้ยาก เชื่อได้ว่าจะจัดเก็บภาษีได้เพิ่ม 2-3 เท่าเลยทีเดียว

ด้าน “เอริค จาง” เลขาธิการสถาบันนวัตกรรมเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งอาเซียน ซึ่งในอดีตเขาเคยทำงานในบริษัทพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศจีน ก่อนขยับมาเป็นผู้ให้คำปรึกษาด้านการลงทุนสตาร์ตอัพในกลุ่มประเทศอาเซียน สะท้อนมุมมองว่า อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีโอกาสทางด้านเทคโนโลยีค่อนข้างเยอะ ในแง่ตลาด คน และการอุดหนุนของรัฐบาลในบางประเทศ

โดยเอริคยกตัวอย่างประเทศไทย ว่าเป็นตลาดที่มีโอกาสสูง เพราะเหมาะสมทั้งด้านเศรษฐกิจ ผู้คนที่หลากหลายและเปิดกว้างด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะนโยบายของภาครัฐที่ถือว่าก้าวหน้าโดดเด่นในอาเซียน โดยเฉพาะด้านฟินเทคที่ค่อนข้างเปิดเสรี

ทั้งนี้ เขาได้เสนอว่า การพัฒนาเทคโนโลยีจะต้องใช้ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนที่แข็งแกร่ง ซึ่งแต่ละประเทศอาจจะมีรูปแบบการผลักดันแตกต่างกันไป อย่างประเทศจีนที่เป็นประเทศที่กระเป๋าเงินดิจิทัลเฟื่องฟูมากจนแทบไม่มีคนพกเงินสด ก็เกิดจากการผลักดันทั้งจากรัฐและเอกชน

“ในประเทศจีน แม้ดิจิทัลเพย์เมนต์จะเกิดขึ้นโดยการผลักดันของภาคเอกชนเมื่อเริ่มแรก แต่รัฐก็เข้ามาช่วยสนับสนุน จนเทคโนโลยีดังกล่าวไปได้ไกลมากในปัจจุบัน” เอริคระบุ ก่อนย้ำว่า ในประเทศจีนปัจจุบันค่อนข้างเสรีในด้านดิจิทัลเพย์เมนต์ และมีการบรรจุนโยบายเกี่ยวกับคริปโทเคอร์เรนซีในแผนยุทธศาสตร์ชา

สัตว์ประจำชาติอาเซียน

ASEAN หรือ The Association of Southeast Asian Nations : สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบไปด้วยสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศคือ ไทย กัมพูชา พม่า ลาว อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม

สัตว์ประจำชาติของประเทศไทย คือ ช้าง
ช้างเป็นสัตว์ประจำชาติไทยมาอย่างยาวนาน โดยในสมัยโบราณบ้านเรามีช้างอยู่มากมายนับแสนตัว ช้างส่วนมากจะถูกใช้ในการสงครามเป็นหลัก ต่อมาเมื่อมีอาวุธสมัยใหม่เข้ามาแทนที่ ช้างจึงถูกนำไปใช้แรงงานจำพวกชักลากไม้ในป่า และในปัจจุบันช้างเป็นสัตว์อนุรักษ์ที่ถูกใช้ในงานการแสดงและการท่องเที่ยว ประเทศไทยเคยใช้ช้างเป็นส่วนหนึ่งของธงชาติ เรียกว่าธงช้างเผือก ก่อนจะถูกเปลี่ยนมาใช้ธงไตรรงค์อย่างในปัจจุบันเมื่อปี พ.ศ.2460 แต่ยังมีธงหน่วยงานราชการบางแห่งที่ใช้ใช้ช้างเป็นองค์ประกอบ เช่น ธงของราชนาวีไทย เป็นต้น ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมช้างจึงถูกเรียกว่าเป็นสัตว์ประจำชาติไทย

สัตว์ประจำชาติของประเทศกัมพูชา คือ กูปรี
กูปรี หรือ โคไพร เป็นสัตว์จำพวกกระทิงหรือวัวป่าชนิดหนึ่ง เป็นสัตว์กีบคู่ ตัวโต โคนขาใหญ่ ปลายหางเป็นพู่ขน ปัจจุบันกูปรีอยู่ในสถานะสูญพันธุ์ โดยไม่มีรายงานการพบกูปรีในป่าธรรมชาติมานานหลายสิบปีแล้ว แต่นักอนุรักษ์ส่วนใหญ่เชื่อว่าจะยังสามารถพบกูปรีได้ตามป่าชายแดนไทยและกัมพูชา (แต่ไม่เคยมีรายงานยืนยัน) กูปรีถูกประกาศให้เป็นสัตว์ประจำชาติกัมพูชาโดยสมเด็จเจ้านโรดมสีหนุอดีตกษัตริย์ของกัมพูชา นอกจากกูปรีจะเป็นสัตว์ประจำชาติของกัมพูชาแล้ว ยังพบว่ากูปรียังเป็นส่วนหนึ่งของตราสัญญลักษณ์ของ มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์อีกด้วย

สัตว์ประจำชาติของประเทศพม่า คือ เสือโคร่ง
เสือโคร่ง (Tiger) นั้นเป็นสัตว์กินเนื้อตะกูลแมวที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีความดุร้าย ว่องไว ปราดเปรียว สามารถวิ่งได้เร็ว ว่ายน้ำเก่ง ปีนต้นไม้ได้คล่องแคล่ว พบได้ทั่วไปในทวีปเอเชีย และพบมากในป่าของประเทศพม่า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของประเทศพม่าได้เป็นอย่างดี ดังที่มีผู้กล่าวไว้ว่า เสือคือดัชนีวัดความอุดมสมบูรณ์ของป่า ดังนั้นเสือจึงถูกเลือกให้เป็นสัตว์ประจำชาติพม่า

สัตว์ประจำชาติของประเทศลาว คือ ช้าง
ช้างเป็นสัตว์ประจำชาติลาวเช่นเดียวกับประเทศไทย ประเทศและประชาชนลาวเองนั้นมีความผูกพันกับช้างมาตั้งแต่อดีตเช่นเดียวกับไทย และที่ตั้งของประเทศ สปป.ลาวในปัจจุบันนั้นในอดีตมีชื่อเรียกว่า อาณาจักรล้านช้าง ใช้ช้างในการทำศึกสงครามและในการใช้แรงงานเช่นเดียวกับประเทศไทยของเราทุกประการ ซึ่งด้วยเหตุนี้จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมช้างจึงถูกเลือกให้เป็นสัตว์ประจำชาติของลาว

สัตว์ประจำชาติของประเทศอินโดนีเซีย คือ มังกรโคโมโด
มังกรโคโมโดเป็นสัตว์โบราณตะกูลตัวเงินตัวทองชนิดหนึ่ง มีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับสัตว์ในตะกูลเดียวกัน พบได้เฉพาะในประเทศอินโดนีเซียบริเวณเกาะโคโมโด รินคา, ฟลอเรส และกิลีโมตาง เป็นสัตว์ที่มีนิสัยดุร้ายกว่าเพื่อนร่วมสายพันธุ์ ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง และด้วยความที่สามารถพบเห็นได้เพียงแห่งเดียวในโลกในประเทศอินโดนีเซียเท่านั้น มังกรโคโมโดจึงถูกเลือกให้เป็นสัตว์ประจำชาติอินโดนีเซีย

สัตว์ประจำชาติของประเทศฟิลิปปินส์ คือ ควาย
ควาย (Water Buffalo) ในประเทศฟิลิปปินส์นั้น ถูกนำมาใช้แรงงานเหมือนในประเทศเวียดนาม ทั้งแรงงานในด้านการเกษตรกรรมและด้านการชักลากของหนัก ดังนั้นคนฟิลิปปินส์จึงมีความผูกพันกับควายมากเป็นพิเศษ และควายได้ถูกเลือกให้เป็นสัตว์ประจำชาติฟิลิปปินส์ด้วยเหตุผลนี้เอง ควายเรียกตามภาษาพื้นเมืองหรือภาษาตากาล็อคว่าคาราบาว และชื่อนี้ถูกนำมาใช้เป็นชื่อวงดนตรีชื่อดังของไทยและใช้รูปหัวควายเป็นสัญญลักษณ์ (หัวหน้าวงคือแอ๊ด คาราบาว จบการศึกษาจากประเทศฟิลิปปินส์)

สัตว์ประจำชาติของประเทศบรูไน คือ เสือโคร่ง
เสือโคร่ง สัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่นอกจากจะได้รับการเลือกให้เป็นสัตว์ประจำชาติของพม่าแล้ว ยังถูกเลือกให้เป็นสัตว์ประจำชาติบรูไนอีกด้วย โดยลักษณะทางภูมิศาสตร์ของประเทศบรูไนซึ่งมีภูเขาและป่าไม้อยู่เป็นจำนวนมาก มีประชากรไม่หน่าแน่น สัตว์ป่าจึงไม่ถูกรบกวน จึงสามารถพบเสือโคร่งสายพันธุ์เอเชียจำนวนมาก และได้ถูกเลือกให้เป็นสัตว์ประจำชาติของประเทศบรูไนในที่สุด

สัตว์ประจำชาติของประเทศสิงคโปร์ คือ สิงโต
ประเทศสิงคโปร์ เดิมมีชื่อว่าเมืองสิงหปุระ (Singapura) ซึ่งหมายถึงเมืองแห่งสิงโต แต่ไม่มีรายงานการพบสิงโตอยู่ตามธรรมชาติในประเทศสิงคโปร์เลย เนื่องจากเป็นประเทศที่ไม่มีป่าไม้หรือทุ่งหญ้าซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสิงโต มีแต่เรื่องเล่าที่ว่ามีผู้เคยพบเห็นสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายสิงโตอยู่บนดินแดนแห่งนี้เท่านั้น แต่กระนั้นสิงโตก็ยังได้รับเลือกให้เป็นสัตว์ประจำชาติสิงคโปร์

สัตว์ประจำชาติของประเทศมาเลเซีย คือ เสือโคร่งมลายู
เสือโคร่งมาลายูเป็นสัตว์ตะกูลเสือโคร่งที่มีลักษณะเฉพาะ มีขนาดใหญ่และมีความแข็งแรงมาก พบมากทางภาคกลางของประเทศมาเลเซียและสามารถพบได้ในป่าดิบชื้นของประเทศเช่น เพนนิซูล่า กลันตัน ตรังกานู เประ ปะหัง และป่าตอนใต้สุดของไทยที่ติดกับชายแดนมาเลเซีย นอกจากเสือโคร่งมลายูจะเป็นสัตว์ประจำชาติมาเลเซีย ยังปรากฏอยู่ในตราสัญญลักษณ์ของประเทศ และเรานิยมเรียกคนมาเลย์และทีมกีฬาของมาเลเซียว่าทีมเสือเหลืองอีกด้วย ซึ่งคำว่าเสือเหลืงหมายถึงเสือโคร่งมลายูนั่นเอง

สัตว์ประจำชาติของประเทศเวียดนาม คือ ควาย
ประเทศเวียดนามเป็นประเทศที่ปลูกข้าวรายใหญ่ประเทศหนึ่งของโลก และการปลูกข้าวของชาวเวียดนามนั้นยังนิยมใช้ควายในการไถนาอยู่ ดังนั้นวิถีชีวิตของคนเวียดนามจึงผูกพันกับควายมากกว่าสัตว์ชนิดอื่น โดยที่ควายนั้นจะสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในประเทศเวียดนาม (เช่นเดียวกับประเทศไทยในสมัยที่ยังนิยมใช้ควายไถนานั่นเอง) ดังนั้นควายจึงถูกยกขึ้นเป็นสัตว์ประจำชาติเวียดนาม

บรูไนดารุสซาลาม (Brunei Darussalam) ดอกซิมปอร์

ดอกไม้ประจำชาติบรูไน ก็คือ ดอกซิมปอร์ (Simpor) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ดอกส้านชะวา (Dillenia) ดอกไม้ประจำท้องถิ่นบรูไน ที่มีกลีบขนาดใหญ่สีเหลือง หากบานเต็มที่แล้วกลีบดอกจะมีลักษณะคล้ายร่ม พบเห็นได้ตามแม่น้ำทั่วไปของบรูไน มีสรรพคุณช่วยรักษาบาดแผล หากใครแวะไปเยือนบรูไน จะพบเห็นได้จากธนบัตรใบละ 1 ดอลลาร์ ของประเทศบรูไน และในงานศิลปะพื้นเมืองอีกด้วย

ประเทศบรูไน มีชื่อเป็นทางการว่า “เนการาบรูไนดารุสซาลาม” มีเมือง”บันดาร์เสรีเบกาวัน” เป็น เมืองหลวง ถือเป็นประเทศที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก เพราะมีพื้นที่ประมาณ5,765 ตารางกิโลเมตร ปกครองด้วยระบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีประชากร 381,371 คน (ข้อมูลปี พ.ศ.2550) โดยประชากรเกือบ 70% นับถือศาสนาอิสลาม และใช้ภาษามาเลย์เป็นภาษาราชการ