ยูเนสโกประกาศให้อุทยานธรณีสตูลเป็นอุทยานธรณีโลกแห่งแรกในไทยและแหล่งที่ 5 ของอาเซียน

ยูเนสโกประกาศให้อุทยานธรณีสตูลเป็นอุทยานธรณีโลกแห่งแรกในไทยและแหล่งที่ 5 ของอาเซียน

อุทยานธรณีสตูล ถูกประกาศให้เป็นอุทยานธรณีโลก (UNESCO Global Geopark) แห่งแรกในประเทศไทยและแหล่งที่ 5 ของอาเซียน ที่เกิดจากการบริหารจัดการพื้นที่โดยประชาชนในชุมชนเองทั้งหมด

นายทศพร นุชอนงค์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า พื้นที่แหล่งธรณีวิทยาของจังหวัดสตูล “อุทยานธรณีสตูล” ของประเทศไทย ได้ถูกประกาศให้เป็นอุทยานธรณีโลก หรือ UNESCO Global Geopark โดยที่ประชุมสำนักเลขาธิการยูเนสโก ครั้งที่ 204 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส หลังมีมติรับรองอุทยานธรณีสตูลเข้าเป็นสมาชิกอุทยานธรณีโลกขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) แห่งแรกในประเทศไทย ถือเป็นอุทยานธรณีระดับโลกแห่งแรกในประเทศไทยและแหล่งที่ 5 ของอาเซียน ซึ่งส่งผลให้เกิดการอนุรักษ์ผ่านการท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยา ไทยจะเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติเพิ่มขึ้น ช่วยให้ทรัพยากรธรรมชาติได้รับการปกป้องคุ้มครองอย่างยั่งยืน และเกิดเป็นเครือข่ายความร่วมมือด้านการอนุรักษ์และเสริมสร้างความยั่งยืนของแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติทั่วโลก สิ่งสำคัญที่ได้รับการคัดเลือกมาจากการบริหารจัดการพื้นที่โดยประชาชนในชุมชนเองทั้งหมด โดยยูเนสโกจะประเมินทุก 4 ปี หากอุทยานธรณีโลกแห่งใดมีการบริหารจัดการที่บกพร่องสามารถถูกถอดถอนจากการเป็นสมาชิกได้ แล้วต้องเว้นระยะเวลาอีก 2 ปี จึงจะสมัครใหม่ได้bjkdergisi.com

อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กล่าวย้ำว่า อุทยานธรณีสตูล มีแหล่งคุณค่าด้านธรณีวิทยามากกว่า 30 แหล่ง โดยเฉพาะความหลากหลายของซากดึกดำบรรพ์สัตว์ทะเลที่พบต่อเนื่องและหลากหลายในชั้นหินทั้ง 6 ยุค ของมหายุคพาลีโอโซอิก ซึ่งไทรโลไบท์สายพันธุ์ใหม่ที่พบครั้งแรกในประเทศไทยถึง 4 สายพันธุ์ และหินแบคทีเรียโบราณสโตรมาโตไลต์ ลำดับชั้นหินแบบฉบับของโลก ภูมิประเทศหินปูนที่มีถ้ำและความสวยงามระดับโลก หมู่เกาะเภตราและตะรุเตา รวมถึง มีโบราณสถาน วัฒนธรรม วิถีชีวิตของชาวเล และความหลากหลายทางชีวภาพจำนวนมาก

สหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือเขียนแผนดันเมือง 5 เชียง ผนึก 4 ชาติ ไทย-ลาว-เมียนมา และจีน บูมท่องเที่ยว 30 ล้านคน

นายกิตติ ทิศสกุล นายกสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือ 17 จังหวัด และประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จ.เชียงราย เปิดเผยว่า ทางสหพันธ์ได้ประชุมกับเครือข่ายผู้ประกอบการท่องเที่ยวจากมณฑลยูนนาน สปป.ลาว และรัฐฉาน เมียนมา เพื่อลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการ ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเมือง 5 เชียง ได้แก่ จ.เชียงราย เชียงใหม่ ในประเทศไทย เชียงตุง รัฐฉาน เมียนมา เชียงรุ้ง หรือจิ่งหง ในสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน จีน และเชียงทอง หรือหลวงพระบาง สปป.ลาว เพื่อผลักดันและส่งเสริมทำให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะการเขียนแผนการท่องเที่ยวและนำขายสู่ตลาดทั่วโลก

น.ส.ผกายมาศ เวียร์ร่า รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงรายและประธานบริษัท แม่โขงเดลต้า ทราเวล เอเยนซี่ ผู้ประกอบการเดินเรือท่องเที่ยวแม่น้ำโขง กล่าวว่า การเชื่อมโยงการคมนาคมของพื้นที่ 5 เชียงมีแนวโน้มดีมาก เชียงตุง รัฐฉาน ของเมียนมา มีด่านถาวรเชื่อมกับ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ห่างจากเชียงตุงเล็กน้อย ปัจจุบันกำลังพิจารณาเปิดใช้ระบบวีซ่า ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa on Arrival) ส่วนการเดินทางด้วยรถยนต์ก็มีข้อตกลงการใช้รถระหว่างเชียงราย-เชียงตุง อีกทั้งยังมี 8 สายการบินของเมียนมาที่เปิดเส้นทางบินมายังท่าขี้เหล็ก “รัฐฉานยังมีเมืองมูเซ จังหวัดลาเชียว ที่เชื่อมกับเมืองรุ่ยลี่-เต๋อหง เขตปกครองตนเองชนชาติไต-จิงโพ่ มณฑลยูนนาน ซึ่งมีมูลค่าการค้าร่วมกันมหาศาล สามารถเชื่อมจีน-ตองจี-เชียงตุงได้ ด้านเชียงรุ้ง เขตปกครองตนเองสิบสองปันนา มีการพัฒนาและมีนักท่องเที่ยวจีนทะลักลงมามากอยู่แล้ว รวมทั้งการใช้วีซ่าเมื่อมาถึงอย่างสมบูรณ์ทั้ง 5 เชียง เชื่อว่ายอดนักท่องเที่ยวจะมีจำนวนไม่ต่ำกว่าปีละ 30 ล้านคน” น.ส.ผกายมาศ กล่าวudhr60.org

นอกจากนี้ ปัจจุบันการคมนาคมในเขต 5 เชียงดีขึ้นมาก สามารถใช้เส้นทางทางบกจาก อ.แม่สาย จ.เชียงราย เข้าสู่จังหวัดท่าขี้เหล็ก ซึ่งเป็นด่านถาวรแห่งเดียวของรัฐฉานเข้าไปยังเชียงตุง
ซึ่งขณะนี้รัฐบาลเมียนมากำลังพิจารณาใช้ระบบ Visa on Arrival ที่ด่านโดยตรงแล้ว ส่วนยานพาหนะก็มีข้อตกลงใช้รถระหว่างเชียงราย-เชียงตุง นอกจากนี้ ท่าขี้เหล็กยังมีสนามบินที่มีเครื่องบินให้บริการ 8 สายการบิน ในอนาคตหากมี Visa on Arrival ก็จะทำให้การท่องเที่ยว เชียงราย-เชียงตุง และเมืองอื่นๆ สะดวกมากขึ้น

ปัจจุบันจีนได้มีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งใหม่และลงทุนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง เพื่อเชื่อมเขตปกครองตนเองสิบสองปันนาเข้าไปยังรัฐฉาน และไปทางหลวงพระบาง สปป.ลาว เพื่อใช้เป็นเส้นทางลงใต้ ซึ่งจะทำให้เกิดเครือข่ายการเดินทางรูปแบบใหม่ๆ ขึ้นมาอีกมากมาย ทั้งการเดินทางขนส่งของคนและสินค้า เช่นเดียวกับหลวงพระบางที่เป็นตลาดท่องเที่ยวที่สามารถเชื่อมโยงกับเชียงรายและเชียงใหม่ ทั้งทางอากาศ ทางเรือ (แม่น้ำโขง) และทางบกอยู่แล้ว ก็จะได้รับประโยชน์จากการลงทุนรถไฟฟ้าความเร็วสูงจากจีน เพราะจะยิ่งทำให้นักท่องเที่ยวจากจีนสามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวได้ง่ายและสะดวกขึ้น

รู้จักอาเซียน

มาทำความรู้จักเลขาธิการอาเซียน

มาทำความรู้จักเลขาธิการอาเซียน
นับตั้งแต่ถือกำเนิดอาเซียนขึ้นมาในปี พ.ศ. 2510 อาเซียนมีเลขาธิการอาเซียนมาแล้วถึง 12 คน

เลขาธิการอาเซียนคนแรก มาจากประเทศเพื่อนสมาชิกอินโดนีเซีย
H.R. Darsono
7 มิถุนายน 2519 – 18 กุมภาพันธ์ 2521

เลขาธิการอาเซียนคนที่สอง มาจากประเทศเพื่อนสมาชิกอินโดนีเซีย
Umarjadi Notowijono
19 กุมภาพันธ์ 2521 – 30 มิถุนายน 2521

เลขาธิการอาเซียนคนที่สาม มาจากประเทศเพื่อนสมาชิกประเทศมาเลเซีย
Datuk Ali Bin Abdullah
10 กรกฎาคม 2521 – 30 มิถุนายน 2523

เลขาธิการอาเซียนคนที่สี่ มาจากประเทศเพื่อนสมาชิกประเทศฟิลิปปินส์
Narciso G. Reyes
1 กรกฎาคม 2523 – 1 กรกฎาคม 2525

เลขาธิการอาเซียนคนที่ห้า มาจากประเทศเพื่อนสมาชิกประเทศสิงคโปร์
Chan Kai Yau
18 กรกฎาคม 2525 – 15 กรกฎาคม 2527bjkdergisi.com

เลขาธิการอาเซียนคนที่หก มาจากประเทศไทย
Phan Wannamethee (นายแผน วรรณเมธี)
16 กรกฎาคม 2527 – 15 กรกฎาคม 2529

เลขาธิการอาเซียนคนที่เจ็ด มาจากประเทศเพื่อนสมาชิกบรูไนดารุสซาลาม
Roderick Yong
16 กรกฎาคม 2529 – 16 กรกฎาคม 2532

เลขาธิการอาเซียนคนที่แปด มาจากประเทศเพื่อนสมาชิกอินโดนีเซีย
Rusli Noor
17 กรกฎาคม 2532 – 1 มกราคม 2536

เลขาธิการอาเซียนคนที่เก้า มาจากประเทศเพื่อนสมาชิกมาเลเซีย
Dato Ajit Singh
1 มกราคม 2536 – 31 ธันวาคม 2540

เลขาธิการอาเซียนคนที่สิบ มาจากประเทศเพื่อนสมาชิกฟิลิปปินส์
Rodolfo C. Severino Jr.
1 มกราคม 2541 – 31 ธันวาคม 2545

เลขาธิการอาเซียนคนที่สิบเอ็ด มาจากประเทศเพื่อนสมาชิกสิงคโปร์
Ong Keng Yong
1 มกราคม 2546 – 31 ธันวาคม 2550

เลขาธิการอาเซียนคนที่สิบสอง มาจากประเทศไทย
Dr. Surin Pitsuwan (ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ)
1 มกราคม 2551 – 31 ธันวาคม 2555

นายแจ็ค หม่า เจ้าของอาลีบาบา เตรียมเยือนไทยเพื่อร่วมมือพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลใน 19 เม.ย.นี้

นายแจ็ค หม่า เจ้าของอาลีบาบา เตรียมเยือนไทยเพื่อร่วมมือพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลใน 19 เม.ย.นี้

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในวันที่ 19 เมษายนนี้ ที่นายแจ็ค หม่า ประธานกรรมการบริหาร Alibaba Group และคณะผู้บริหาร มีกำหนดการเดินทางมาเยือนประเทศไทย ซึ่งจะเข้าเยี่ยมคารวะพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล และจะเข้าหารือกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ถึงความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย และ Alibaba Group และเพื่อประกาศแผนการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC รวมถึงโครงการความร่วมมือเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลและส่งเสริมบุคลากรไทยในการพัฒนาทักษะและขีดความสามารถด้านดิจิทัลอีคอมเมิร์ซ

ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมได้เตรียมการลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU 4 ฉบับ ประกอบด้วยโครงการลงทุนสร้างศูนย์สมาร์ท ดิจิทัล ฮับ ในอีอีซี มูลค่า 11,000 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างในปีนี้แล้วเสร็จเปิดดำเนินการในปี 2562 ด้วยการใช้เทคโนโลยีของอาลีบาบาในด้านการประมูลข้อมูลโลจิสติกส์ เพื่อทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างไทยและจีน และไปยังที่อื่นๆ ทั่วโลก และการจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวช่วยสนับสนุนให้สตาร์ทอัพและเอสเอ็มอีของไทย พัฒนาสินค้าและบริหารใหม่ๆudhr60.org

โดยอาศัยดิจิทัลให้เข้าถึงตลาดทั่วโลก คาดว่าโครงการนี้จะทำให้เอสเอ็มอีได้รับประโยชน์ในการขายสินค้าผ่านช่องทางดังกล่าวในระยะแรก 30,000 กิจการ โครงการความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากรในด้านดิจิทัลและการส่งเสริมธุรกิจผ่าน E-Commerce ซึ่งอาลีบาบาจะร่วมกับไทยในการพัฒนากลุ่มคนเก่ง หรือดาวเด่นด้านดิจิทัล (Digital Talent) โครงการร่วมส่งเสริมพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลอีคอมเมิร์ซสำหรับผู้ประกอบการ SME และ Startup ของไทย

เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และสุดท้ายคือ อาลีบาบา จะร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการจัดทำ Thailand Tourism Platform โดยเฉพาะเพื่อจัดกิจกรรมด้านการตลาดร่วมกันบนออนไลน์แพลทฟอร์มที่สามารถเชื่อมโยงกับสื่อและช่องทางต่างๆ

สำหรับอาลีบาบานั้น ได้เล็งเห็นโอกาสที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจอีคอมเมิร์ซในภูมิภาค โดยโครงการที่อาลีบาบาจะมีส่วนร่วมนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันและเข้าถึงตลาดการค้าได้ทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลกโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซ

รวมถึงการพัฒนาบุคลากร ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นและร่วมมือที่จะขยายวงกว้างต่อไป

เปิดขบวนรถไฟ ปาดังเบซาร์-หาดใหญ่ เชื่อมรถไฟ 2 ประเทศรับ AEC

รฟท. ทำพิธีเปิดเดินขบวนรถไฟ หาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ เชื่อมโยงเส้นทางไทย-มาเลเซีย และสามารถต่อรถไฟไปสิงคโปร์ได้ ต้อนรับประชาคมอาเซียน

วันที่ 21 ธันวาคม 2558 นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้เป็นประธานเปิดขบวนรถไฟเที่ยวพิเศษหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์-หาดใหญ่ โดยจะมีการเดินขบวนแรกในวันพรุ่งนี้ (22 ธันวาคม) ซึ่งเส้นทางรถไฟสายนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่างไทยและมาเลเซีย และเพื่อต้อนรับการเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

ทั้งนี้ การเปิดเส้นทางรถไฟสายดังกล่าว เพื่อรองรับการเปิดสถานีรถไฟร่วม 2 ประเทศ คือ สถานีปาดังเบซาร์ ตั้งอยู่ในเขตของสหพันธรัฐมาเลเซีย และที่ตั้งอยู่ในฝั่งไทย รวมทั้งเชื่อมโยงรถไฟความเร็วสูงจากมาเลเซีย-สิงคโปร์ โดยหลังจากที่มาเลเซียเปิดรถไฟฟ้าสถานีรางคู่มาถึงปาดังเบซาร์แล้ว จะทำให้การเดินทางจากปาดังเบซาร์สู่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ต่อไปยังรัฐยะโฮร์บารู และเชื่อมรถไฟต่อไปยังสิงคโปร์ได้สะดวกยิ่งขึ้น

โดยเส้นทางดังกล่าวจะใช้การทั้งด้านเดินรถสินค้า และด่านตรวจคนเข้าเมือง ส่วนการโดยสารรถไฟในเขตประเทศไทยก่อนผ่านแดนไปยังสถานีปาดังเบซาร์นั้น จะใช้งานที่จุดหยุดรถ สทล.973.31 เป็นเพียงที่หยุดรถก่อนเข้าเขตแดนมาเลเซีย แต่ไม่สามารถจำหน่ายตั๋ว หรือขนส่งสินค้าชนิดหีบห่อได้อย่างสะดวก เนื่องจากการรถไฟฯ มาเลเซีย (KTMB) มีการเปิดเดินขบวนรถด่วนไฟฟ้า (ETS) จากสถานีสำคัญ ๆ มาปลายทางยังสถานีปาดังเบซาร์ เพื่อเป็นการเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างประเทศไทย-มาเลเซีย การรถไฟฯ จึงอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการที่มีความประสงค์จะใช้บริการรถไฟฟ้าด่วน ETS ที่สถานีปาดังเบซาร์เท่านั้นbjkdergisi.com

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2558 เป็นต้นไป กำหนดให้มีขบวนรถหยุดเพื่อการโดยสาร ดังนี้

ขบวนรถด่วนพิเศษระหว่างประเทศที่ 35 กรุงเทพฯ – บัตเตอร์เวอร์ธ ปซ.2 ถึง 07.49 น. ออก 07.52 น.

ขบวนรถด่วนพิเศษระหว่างประเทศที่ 36 บัตเตอร์เวอร์ธ – กรุงเทพฯ ปซ.2 ถึง 17.45 น. ออก 07.52 น.

ขบวนรถด่วนเพนนินซูล่าที่ 953 ชุมทางหาดใหญ่ – JB Sentral ปซ.2 ถึง 16.55 น. ออก 16.57 น.

ขบวนรถด่วนเพนนินซูล่าที่ 954 JB Sentral – ชุมทางหาดใหญ่ ปซ.2 ถึง 10.23 น. ออก 10.24 น.

ขบวนรถพิเศษโดยสารที่ 947 ชุมทางหาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์ (MY) ปซ.2 ถึง 08.18 น. ออก 08.22 น.

ขบวนรถพิเศษโดยสารที่ 978 ปาดังเบซาร์ (MY) – ชุมทางหาดใหญ่ ปซ.2 ถึง 08.58 น. ออก 09.02 น.

ขบวนรถพิเศษโดยสารที่ 949 ชุมทางหาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์ (MY) ปซ.2 ถึง 13.55 ออก 13.58 น.

ขบวนรถพิเศษโดยสารที่ 950 ปาดังเบซาร์ (MY) – ชุมทางหาดใหญ่ ปซ.2 ถึง 14.43 น. ออก 14.46 น.

สำหรับรถไฟขบวนพิเศษนี้ มีทั้งสิ้น 4 ขบวน ไป-กลับ 2 คัน 128 ที่นั่ง ราคาค่าโดยสาร 80 บาทต่อคน โดยจุดขายตั๋วและจุดจอดของรถไฟจะมี 3 สถานีคือ ชุมทางหาดใหญ่ สถานีรถไฟคลองแงะ และสถานีรถไฟปาดังเบซาร์ 2 ฝั่งไทย ซึ่งผู้ที่ต้องการเดินทางไปสถานีปาดังเบซาร์ ฝั่งมาเลเซีย ต้องผ่านด่านศุลกากรก่อน แล้วจึงต่อขบวนรถไฟไปได้ทันที

คณะกรรมการอาเซียนแห่งชาติ: กลไกระดับชาติกับการเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน

ภูมิหลัง
อาเซียนมีเป้าหมายที่จะก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 โดยวิสัยทัศน์ร่วมผู้น าอาเซียนคือ การสร้างประชาคมอาเซียนที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง มีกฎเกณฑ์กติกาที่ชัดเจน และจะมีประชาชน เป็นศูนย์กลาง ในส่วนของประเทศไทยจึงได้มีกลไกระดับชาติขึ้น ซึ่งได้แก่ คณะกรรมการอาเซียนแห่งชาติ และ คณะกรรมการ/อนุกรรมการเพื่อการดำเนินการตามแผนงานจัดตั้งประชาคมอาเซียนในแต่ละเสาโดยมี
รายละเอียด ดังนี้

หน่วยงานที่ประสานเรื่องดังกล่าว:กระทรวงการต่างประเทศ
อำนาจหน้าที่

1. กำหนดหรือเสนอแนะนโยบายแนวทางและท่าทีของไทยในการเข้าร่วมกรอบความร่วมมืออาเซียน
2. ประสานนโยบายและท่าทีในการดำเนินการต่าง ๆ ในกรอบความร่วมมืออาเซียน
3. เตรียมความพร้อมให้หน่วยงานต่าง ๆ ในการเร่งรัดกระบวนการสร้างประชาคมอาเซียน
4. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการและคณะท างานต่าง ๆ ได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม ซึ่งอาจ
ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนประชาสังคม
5. ดำเนินการอื่น ๆ ตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย

องค์ประกอบคณะกรรมการอาเซียนแห่งชาติประกอบด้วยหน่วยงานต่างๆ ที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบ
เกี่ยวข้องกับการด าเนินงานในแต่ละเสาและผู้แทนของภาคเอกชนเพื่อให้ความเห็นของภาคธุรกิจด้วย
1. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประธานกรรมการ
2. ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ หรือผู้แทน กรรมการและเลขานุการ
3. ปลัดกระทรวงกลาโหม หรือผู้แทน กรรมการ
4. ปลัดกระทรวงการคลัง หรือผู้แทน กรรมการ
5. ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือผู้แทน กรรมการ
6. ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือผู้แทน กรรมการ
7. ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือผู้แทน กรรมการ
8. ปลัดกระทรวงคมนาคม หรือผู้แทน กรรมการ
9. ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือผู้แทน กรรมการ
10. ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือผู้แทน กรรมการ
11. ปลัดกระทรวงพลังงาน หรือผู้แทน กรรมการ
12. ปลัดกระทรวงพาณิชย์ หรือผู้แทน กรรมการ
13. ปลัดกระทรวงมหาดไทย หรือผู้แทน กรรมการ
14. ปลัดกระทรวงยุติธรรม หรือผู้แทน กรรมการ
15. ปลัดกระทรวงแรงงาน หรือผู้แทน กรรมการ
16. ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม หรือผู้แทน กรรมการ
17. ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือผู้แทน กรรมการ
18. ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ หรือผู้แทน กรรมการ
19. ปลัดกระทรวงสาธารณสุข หรือผู้แทน กรรมการ
20. ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม หรือผู้แทน กรรมการ
21. ปลัดส านักนายกรัฐมนตรี หรือผู้แทน กรรมการ
22. เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือผู้แทน กรรมการ
23. เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือผู้แทน กรรมการ
24. เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือผู้แทน กรรมการ
25. เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือผู้แทน กรรมการ
26. เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือผู้แทน กรรมการ
27. เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือผู้แทน กรรมการ
28.อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์หรือผู้แทน กรรมการ
29. นายกสมาคมอาเซียน-ประเทศไทย หรือผู้แทน กรรมการ
30. ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หรือผู้แทน กรรมการ
31. ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือผู้แทน กรรมการ
32. ประธานสมาคมธนาคารไทย หรือผู้แทน กรรมการ
33.อธิบดีกรมอาเซียน กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
34. รองอธิบดีกรมอาเซียน กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
35. รองอธิบดีกรมอาเซียน กรรมการและผู้ช่วยเลขานุกา

สถานะล่าสุดudhr60.org
คณะกรรมการอาเซียนแห่งชาติจะมีการประชุมอย่างสม่ าเสมอ ประมาณปีละ 3 ครั้ง เพื่อแลกเปลี่ยน
ข้อมูลและความเห็นเกี่ยวกับการด าเนินงานของแต่ละฝ่าย และทิศทางการดำเนินงานในอนาคต โดยว่างเว้นการประชุมไปในปี 2557 เนื่องจากรัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการศูนย์อ านวยการเตรียมความพร้อมประเทศ ไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียนขึ้นมาเฉพาะกาลเพื่อกำกับดูแลการเตรียมความพร้อมของไทยอย่างใกล้ชิด

เมื่ออาเซียนได้ก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมแล้ว จึงถือว่าภารกิจของคณะกรรมการศูนย์อำนวยการฯ
ได้เสร็จสิ้นลงไปด้วย นายกรัฐมนตรีได้มีบัญชาเห็นชอบให้น าคณะกรรมการอาเซียนแห่งชาติกลับมาเป็นกลไก  หลักในการขับเคลื่อนการดำเนินการของไทยในกรอบอาเซียน รวมทั้งให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการ 6 คณะ ได้แก่
คณะอนุกรรมการประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน คณะอนุกรรมการประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนคณะอนุกรรมการประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน คณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ประชาคมอาเซียน
คณะอนุกรรมการกฎหมายรองรับประชาคมอาเซียน และคณะอนุกรรมการประสานงาน กลั่นกรองและ ขับเคลื่อนประชาคมอาเซียน ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 รับทราบแนวทางในการ ทบทวนกลไกข้างต้นแล้ว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอาเซียนแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2559 ณ กระทรวงการต่างประเทศ โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบร่าง องค์ประกอบคณะอนุกรรมการ 5 คณะ และรับทราบสถานะล่าสุดในการทาบทามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อ จัดตั้งคณะอนุกรรมการประสานงาน กลั่นกรองและขับเคลื่อนประชาคมอาเซียน รวมทั้งเห็นชอบให้ปรับปรุง องค์ประกอบคณะกรรมการอาเซียนแห่งชาติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ และให้จัดตั้งคณะทำงาน จัดทำยุทธศาสตร์ไทยต่อประชาคมอาเซียน พ.ศ. 2559-2563 นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ติดตามความคืบหน้า การปฏิบัติตามข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 27 และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น เกี่ยวกับการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีการจัดตั้งอาเซียนในปี 2560 และการเตรียมการเป็นประธานอาเซียน
ของไทยในปี 2560

ล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอาเซียนแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2560เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2560 ณ กระทรวงการต่างประเทศ โดยที่ประชุมได้รับทราบผลการ ดำเนินงานของคณะอนุกรรมการ 6 คณะได้แก่ คณะอนุกรรมการประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน คณะอนุกรรมการประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน คณะอนุกรรมการประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน คณะอนุกรรมการกฎหมายรับรองประชาคมอาเซียน คณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ประชาคมอาเซียน และ คณะอนุกรรมการว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน ซึ่งได้จัดตั้งเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560รวมถึงได้หารือถึงผลการด าเนินงานและการผลักดันให้ความตกลงต่าง ๆ ภายในอาเซียนเกิดผล อย่างเป็นรูปธรรม แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นด้านปัญหาอุปสรรคเพื่อหาทางแก้ไขหรือหาทางออกในระดับภูมิภาค พร้อมทั้งรับทราบผลการระดมสมองเพื่อรับฟังข้อคิดเห็นและค าแนะน าที่เป็นประโยชน์จากภาคส่วนต่าง ๆอาทิ ฝ่ายนิติบัญญัติภาคประชาสังคม ผู้ทรงคุณวุฒินักวิชาการและศูนย์อาเซียนศึกษาทั่วประเทศ เพื่อผลักดัน ให้ประชาคมอาเซียนเป็นประชาคมที่สะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ที่ประชุม ยังได้หารือเกี่ยวกับการทบทวนความคืบหน้าของประชาคมอาเซียนในมิติต่าง ๆเพื่อเตรียมส าหรับการประชุม สุดยอดอาเซียนครั้งที่30 ที่จะจัดขึ้นในวันที่29เมษายน 2560 ณ กรุงมะนิลาการร าลึกถึง50 ปีการก่อตั้ง อาเซียน รวมทั้งการเตรียมการเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี2562 ด้วย

คำทักทายของประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ชาติอาเซียน

เมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทำให้การทำธุรกิจต่าง ๆ ระหว่างประเทศอาเซียนด้วยกันเกิดความเสรี คล่องตัวมากขึ้น ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าชาวไทยต้องศึกษาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาษาของเพื่อนบ้าน เพื่อความสะดวกในการติดต่อสื่อสาร และวันนี้เรามีคำทักทายของประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ชาติอาเซียน ได้แก่ ประเทศบรูไน พม่า กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม มาฝากกัน

บรูไนและมาเลเซีย ซาลามัด ดาตัง (หมายเหตุ บรูไนและมาเลเซียใช้ภาษาเดียวกัน) หมายถึง สวัสดี

 

กัมพูชา อรุณซัวซะเดย หมายถึง สวัสดีตอนเช้า
ทิวาซัวซะเดย หมายถึง สวัสดีตอนเที่ยงจนถึงเย็น

 

อินโดนีเซียbjkdergisi.com

เซลามัทปากิ หมายถึง สวัสดีตอนเช้า
เซลามัทซิแอง หมายถึง สวัสดีตอนเที่ยง
เซลามัทซอร์ หมายถึง สวัสดีตอนเย็น
เซลามัทมายัม หมายถึง สวัสดีตอนค่ำ

 

ลาว สะบายดี หมายถึง สวัสดี

 

พม่า มิงกะลาบา หมายถึง สวัสดี

 

ฟิลิปปินส์ กูมูสต้า หมายถึง สวัสดี

 

สิงคโปร์ หนี ห่าว (ใช้เหมือนจีน เพราะประชากรส่วนใหญ่ในสิงคโปร์เป็นชาวจีน) หมายถึง สวัสดี

 

ไทย สวัสดี

 

เวียดนาม ซินจ่าว หมายถึง สวัสดี

ทั้งหมดคือคำทักทาย 10 ชาติในอาเซียน สั้น ๆ เข้าใจง่าย และทางกระปุกดอทคอมหวังว่าจะเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สามารถนำไปทักทายเพื่อน ๆ ในประเทศอาเซียนนะคะ

อาหารอาเซียน 10 ประเทศ

1. ประเทศไทย

Tomyum

ต้มยำกุ้ง เป็นอาหารคาวที่เหมาะสำหรับรับประทานกับข้าวสวยร้อน ๆ กลิ่นหอมของสมุนไพรที่เป็นส่วนประกอบในต้มยำกุ้ง นอกจากจะทำให้รู้สึกสดชื่นแล้ว ยังช่วย
กระตุ้นการเจริญอาหารได้เป็นอย่างดี

2.ประเทศกัมพูชา

อาม็อก เป็นอาหารคาวยอดนิยมของกัมพูชา มีลักษณะคล้ายห่อหมกของไทย โดยเป็นการนำเนื้อปลาสด ๆ ลวก พริกเครื่องแกง และกะทิ แล้วทำให้สุกโดยการนำไปนึ่ง
อาจใช้เนื้อไก่แทนก็ได้

3.ประเทศบรูไน

อัมบูยัต เป็นอาหารยอดนิยมของบรูไน มีลักษณะเด่นอยู่ที่ตัวแป้งจะเหนียวข้นคล้ายข้าวต้ม หรือโจ๊ก โดยมีแป้งสาคูเป็นส่วนผสมหลัก ตัวแป้งอัมบูยัตไม่มีรสชาติ แต่
ความอร่อยจะอยู่ที่การจิ้มกับซอสผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว นอกจากนี้ยังมีเครื่องเคียงอีก 2-3 ชนิด เช่น ผักสด เนื้อห่อใบตองย่าง หรือเนื้อทอด

4.ประเทศพม่า

หล่าเพ็ด เป็นอาหารยอดนิยมของพม่า โดยการนำใบชาหมักมาทานกับเครื่องเคียง เช่น กระเทียมเจียว ถั่วชนิดต่าง ๆ งาคั่ว กุ้งแห้ง ขิง มะพร้าวคั่ว เรียกได้ว่า มีลักษณะ
คล้ายคลึงกับเมี่ยงคำของประเทศไทย

5.ประเทศฟิลิปปินส์

อโดโบ้ เป็นอาหารยอดนิยมของประเทศฟิลิปปินส์ ทำจากเนื้อหมู หรือเนื้อไก่ ที่ผ่านการหมัก และปรุงรส โดยจะใส่น้ำส้มสายชู ซีอิ๊วขาว กระเทียมสับ ใบกระวาน พริกไทยดำ นำไปทำให้สุกโดยอบในเตาอบ หรือทอด แล้วนำมารับประทานกับข้าวสวยร้อน ๆ

6.ประเทศสิงคโปร์

ลักซา อาหารขึ้นชื่อของประเทศสิงคโปร์ ลักซามีลักษณะคล้ายก๋วยเตี๋ยวต้มยำใส่กะทิ ทำให้รสชาติเข้มข้น คล้ายคลึงกับข้าวซอยของไทย โดยลักซาจะมีส่วนผสมของ
กุ้งแห้ง พริก กุ้งต้ม และหอยแครง เหมาะสำหรับคนที่ชอบรับประทานอาหารทะเลเป็นอย่างยิ่ง

7.ประเทศอินโดนีเซียudhr60.org

กาโด กาโด อาหารยอดนิยมของประเทศอินโดนีเซีย ประกอบไปด้วยผัก และธัญพืชหลากหลายชนิด ทั้งแครอท มันฝรั่ง กะหล่ำปลี ถั่วงอก ถั่วเขียว นอกจากนี้ยังมีเต้าหู้
และไข่ต้มสุกด้วย กาโด กาโดจะนำมารับประทานกับซอสถั่ว

8.ประเทศลาว

สลัดหลวงพระบาง เป็นอาหารขึ้นชื่ออีกชนิดหนึ่ง เนื่องจากมีรสชาติกลาง ๆ ทำให้รับประทานได้ทั้งชาวตะวันออก และตะวันตก โดยส่วนประกอบสำคัญคือ ผักน้ำ ซึ่งเป็น
ผักป่าที่ขึ้นตามริมธารน้ำไหล และยังมีส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น มันแกว แตงกวา มะเขือเทศ ไข่ต้ม ผักกาดหอม และหมูสับลวกสุก ส่วนวิธีปรุงรสคือ ราดด้วยน้ำสลัดชนิดใส คลุก
ส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน แล้วโรยหน้าด้วยกระเทียมเจียว และถั่วลิสงคั่ว

9.ประเทศมาเลเซีย

นาซิ เลอมัก อาหารยอดนิยมของประเทศมาเลเซีย โดยนาซิ เลอมัก จะเป็นข้าวหุงกับกะทิ และใบเตย ทานพร้อมเครื่องเคียง 4 อย่าง ได้แก่ ปลากะตักทอดกรอบ แตงกวาหั่น ไข่ต้มสุก และถั่วอบ

10.ประเทศเวียดนาม

เปาะเปี๊ยะเวียดนาม ถือเป็นหนึ่งในอาหารพื้นเมืองที่โด่งดังที่สุดของประเทศเวียดนาม ความอร่อยของเปาะเปี๊ยะเวียดนาม อยู่ที่การนำแผ่นแป้งซึ่งทำจากข้าวจ้าวมา
ห่อไส้ ซึ่งอาจจะเป็นไก่ หมู กุ้ง หรือหมูยอ โดยนำมารวมกับผักสมุนไพรอีกหลายชนิด เช่น สะระแหน่ ผักกาดหอม และนำมารับประทานคู่กับน้ำจิ้มหวาน โดยจะมีถั่วคั่ว แครอท
ซอย ไชเท้าซอย ให้เติมตามใจชอบ

7 สัญญาณเตือน อาการโรคเบาหวานกำลังถามหา

เบาหวาน โรคอันตรายใกล้ตัวที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน หลายคนเข้าใจว่าเป็นโรคทางกรรมพันธุ์เท่านั้น แต่รู้หรือไม่โรคเบาหวานส่วนใหญ่ที่พบมักเกิดจากการละเลยเรื่องอาหารการกินและการดูแลสุขภาพอีกทั้งอาการเบื้องต้นของโรคเบาหวานในช่วงแรกแทบไม่มีความรุนแรง พบเพียงอาการเล็กน้อยที่แสนจะธรรมดาจนทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นอาการของโรคอื่น และกลายเป็นโรคเบาหวานโดยไม่รู้ตัว

ลองหมั่นสังเกตว่ามีอาการตามเช็คลิสต์ด้านล่างนี้เกิดขึ้นกับร่างกายบ้างหรือไม่ หากเจออาการที่เข้าข่าย คงถึงเวลาต้องไปพบแพทย์แต่เนิ่น ๆ เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าอาการโรคเบาหวานกำลังถามหา

ปัสสาวะบ่อยและปริมาณมาก

ฮอร์โมนอินซูลินจะเป็นตัวนำน้ำตาลไปยังเซลล์ต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นพลังงาน แต่ในร่างกายผู้ที่เป็นเบาหวานจะพบว่าตับอ่อนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินหรือหลั่งออกมาในปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อร่างกาย หรือฮอร์โมนอินซูลินที่ผลิตออกมาไม่สามารถทำงานได้ปกติ จึงส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นกว่าปกติ และไตที่มีหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือดก็ไม่สามารถกรองน้ำตาลกลับเข้าสู่เลือดได้น้ำตาลและน้ำบางส่วนจึงถูกขับออกมาเป็นปัสสาวะในปริมาณมากกว่าปกติ

มีอาการกระหายน้ำ ดื่มน้ำบ่อยbjkdergisi.com

เนื่องจากไตไม่สามารถกรองน้ำตาลกลับเข้าไปในเลือดจนขับออกมาเป็นปัสสาวะในปริมาณมาก ร่างกายจึงเกิดอาการขาดน้ำ ทำให้ต้องมีการดื่มชดเชยน้ำที่สูญเสียกลับเข้าไปทดแทน
หากร่างกายเกิดภาวะสูญเสียน้ำในปริมาณมากอาจส่งผลให้ร่างกายเกิดอาการช็อกได้ง่ายอีกด้วย

สมองไม่แล่น รู้สึกเบลอ

น้ำตาลกลูโคสเป็นแหล่งพลังงานที่ช่วยขับเคลื่อนร่างกาย เมื่อมีฮอร์โมนอินซูลินที่คอยทำหน้าที่ลำเลียงน้ำตาลกลูโคสไปเป็นพลังงานในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่เพียงพอ จะส่งผลให้สมองเกิดอาการอ่อนล้า ทำงานได้ช้าลง

สายตาแย่ลง มีอาการตาพร่ามัว มองไม่ชัด

อาการทางสายตานี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่อาการในคนที่เป็นเบาหวานส่วนมากจะพบว่า เกิดการคั่งของน้ำตาลในเลนส์ตาจนทำให้จอตาผิดปกติ หรือมีระดับน้ำตาลสูงมาเป็นเวลานานจนเกิดความผิดปกติของจอตา ในบางรายที่อาการรุนแรงอาจส่งผลถึงปัญหาสายตาในระยะยาว

บาดแผลหรือรอยช้ำหายช้ากว่าปกติ

เมื่อระดับน้ำตาลในร่างกายสูงขึ้นจะส่งผลต่อกระบวนรักษาซ่อมแซมของร่างกายที่ช้าลง เนื่องจากเกิดการสะสมของชั้นไขมันที่หนาขึ้น ทำให้การไหลเวียนเลือดไม่ดี เลือดไปเลี้ยงเซลล์และอวัยวะได้ไม่ดี หลอดเลือดเกิดการแข็งตัว ละในกรณีที่เกิดแผลขึ้นมายังส่งผลให้แผลหายช้ากว่าปกติ เกิดการติดเชื้อได้เช่นกัน เพราะความสามารถในการกำจัดเชื้อโรคของเม็ดเลือดขาวลดลง

น้ำหนักลดผิดปกติ

ดูเหมือนจะเป็นสัญญาณที่ดี แต่แท้ที่จริงแล้วอาจเกิดจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูง หากน้ำหนักตัวลดฮวบฮาบโดยไม่ได้มีการคุมอาหารหรือออกกำลังกายต่างไปจากสภาพปกติ ควรพึงระวังเรื่องนี้ให้ดี การที่น้ำหนักลดลงผิดปกติ เนื่องจากร่างกายได้มีการเผาผลาญไขมันแทนการนำเอาน้ำตาลกลูโคสมาใช้เป็นพลังงาน และน้ำตาลกลูโคสบางส่วนถูกขับออกไปทางปัสสาวะเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ผอมแห้งแรงน้อยอย่างผิดหูผิดตา อย่างไรก็ตาม อาการน้ำหนักลงผิดปกติมักพบได้ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 เป็นส่วนใหญ่ แต่ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มักมีน้ำหนักมากกว่าปกติ

หมดเรี่ยวแรง อ่อนเพลีย

ร่างกายปกติของคนเราจะย่อยอาหารที่รับประทานเข้าไปให้อยู่ในน้ำตาลกลูโคส เพื่อเผาผลาญเป็นพลังงานให้แก่เซลล์ต่าง ๆ แต่เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูง ร่างกายของผู้ที่เป็นเบาหวานไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานได้เพียงพอ ส่งผลให้เกิดอาการเหนื่อยง่าย รู้สึกอ่อนเพลียมากกว่าคนปกติ นอกจากนี้ยังหิวบ่อยขึ้นจากการที่ร่างกายขาดแหล่งพลังงาน

วาซาบิ เผ็ดร้อนลดไขมัน ป้องกันโรค

วาซาบิ เป็นเครื่องปรุงรสเผ็ดร้อนที่มีกลิ่นฉุน และอุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญอย่างโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุต่าง ๆ มากมาย จึงเชื่อว่าการบริโภควาซาบิอาจดีต่อสุขภาพในหลายด้าน
เช่น ช่วยลดความอ้วน ป้องกันภาวะอาหารเป็นพิษ ป้องกันฟันผุ และป้องกันโรคมะเร็ง เป็นต้น

วาซาบิทำจากการบดต้นวาซาบิซึ่งเป็นพืชพื้นถิ่นของประเทศญี่ปุ่น คนนิยมนำวาซาบิมารับประทานคู่กับปลาดิบหรือข้าวปั้น และในปัจจุบันวาซาบิยังถูกนำมาแปรรูปเป็นผงปรุงรสหรือส่วนประกอบในอาหารและขนมต่าง ๆ เพื่อเพิ่มรสชาติและความหลากหลายให้แก่ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ โดยวาซาบิปริมาณ 100 กรัมจะให้พลังงานประมาณ 292 แคลอรี่ และให้สารอาหารจำพวกโปรตีน ไฟเบอร์ แคลเซียม โพแทสเซียม โซเดียม วิตามินอี และวิตามินเค รวมถึงสารอัลลิลไอโซไทโอไซยาเนท (Allyl Isothiocyanate) ที่อาจช่วยต้านเชื้อแบคทีเรียในช่องปากและบริเวณอื่น ๆ ในร่างกายได้ ดังนั้น นอกจากเพิ่มรสชาติความอร่อยในอาหาร หลายคนจึงเลือกรับประทานวาซาบิเพราะเชื่อว่ามีคุณประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ที่ดีต่อร่างกาย

อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์บางส่วนพิสูจน์ถึงคุณสมบัติของวาซาบิไว้ ดังนี้

ลดความอ้วน ภาวะอ้วนทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพในด้านต่าง ๆ จากการที่มีไขมันส่วนเกินสะสมอยู่ในร่างกายปริมาณมาก และเนื่องจากวาซาบิมีรสเผ็ด หลายคนจึงเชื่อว่ารสเผ็ดร้อนของวาซาบิอาจช่วยเผาผลาญไขมันต่าง ๆ ในร่างกายซึ่งช่วยลดความอ้วนได้

มีงานวิจัยหนึ่งให้หนูทดลองกลุ่มหนึ่งบริโภคอาหารที่มีไขมันสูงพร้อมกับสารสกัดจากใบของต้นวาซาบิ ในขณะที่ให้อีกกลุ่มหนึ่งบริโภคอาหารไขมันสูงเพียงอย่างเดียวเป็นเวลา 120 วันเท่ากัน
พบว่าการบริโภคสารสกัดจากใบของต้นวาซาบิอาจช่วยยับยั้งการเกิดภาวะอ้วนจากอาหารที่มีไขมันสูงในหนูทดลองได้ โดยยับยั้งการสะสมไขมันในตับและเนื้อเยื่อไขมัน

ส่วนอีกงานวิจัยหนึ่งได้แบ่งหนูทดลองที่มีระบบการเผาผลาญอาหารผิดปกติออกเป็น 2 กลุ่ม โดยให้กลุ่มแรกบริโภคสารสกัดจากใบวาซาบิ และให้กลุ่มที่ 2 บริโภคอาหารชนิดอื่นในปริมาณ 4 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุกวันเป็นเวลา 6 สัปดาห์เท่ากัน ผลการทดลองพบว่า หนูทดลองที่บริโภคสารสกัดจากวาซาบิมีระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดลดลงมากกว่าอีกกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญ

ป้องกันภาวะอาหารเป็นพิษ ภาวะอาหารเป็นพิษส่วนใหญ่เกิดจากการบริโภคอาหารและน้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งในวาซาบิมีสารอัลลิลไอโซไทโอไซยาเนทที่มีงานวิจัยพบว่าอาจมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียบางชนิดได้

โดยมีงานวิจัยหนึ่งทดลองใช้วาซาบิชนิดผงกับเชื้อแบคทีเรียอีโคไล (E. Coli) และเชื้อสแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (S. Aureus) ที่มักปนอยู่ในอาหารและเป็นสาเหตุของภาวะอาหารเป็นพิษ
พบว่าสารอัลลิลไอโซไทโอไซยาเนทในผงวาซาบิอาจช่วยป้องกันภาวะอาหารเป็นพิษได้โดยการออกฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวได้ทั้ง 2 ชนิดอย่างมีประสิทธิภาพ

อีกงานวิจัยหนึ่งได้ทำการศึกษาในห้องทดลองเช่นกัน โดยใช้วาซาบิปริมาณ 100 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร กับเชื้อแบคทีเรียที่อาจปนเปื้อนในอาหารจนก่อให้เกิดภาวะอาหารเป็นพิษได้
คือ เชื้ออีโคไล เชื้อสแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส เชื้อซูโดโมแนส แอรูจิโนซา (Pseudomonas Aeruginosa) และเชื้อลิสทีเรีย โมโนไซโตจิเนส (Listeria Monocytogenes)
พบว่าสารอัลลิลไอโซไทโอไซยาเนทในวาซาบิอาจช่วยป้องกันภาวะอาหารเป็นพิษได้ โดยการยับยั้งการเจริญเติบโตและทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ของแบคทีเรีย udhr60.org

แม้ผลการทดลองจากงานวิจัยบางส่วนจะเผยว่า วาซาบิอาจช่วยป้องกันภาวะอาหารเป็นพิษจากการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้ แต่งานค้นคว้าเหล่านั้นเป็นเพียงการศึกษาในห้องทดลอง จึงไม่สามารถสรุปประสิทธิผลของวาซาบิในด้านนี้ได้อย่างชัดเจน
ดังนั้น ควรค้นคว้าและทดลองในมนุษย์เพิ่มเติม เพื่อนำหลักฐานที่ได้มาพิสูจน์ให้แน่ชัดก่อนนำวาซาบิไปใช้เป็นอาหารหรืออาหารเสริมเพื่อป้องกันภาวะอาหารเป็นพิษ

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยข้างต้นเป็นเพียงการทดลองในสัตว์เท่านั้น ไม่ได้ทดลองกับมนุษย์โดยตรง จึงไม่อาจยืนยันได้ว่าวาซาบิช่วยลดความอ้วนในมนุษย์ได้จริงหรือไม่และปลอดภัยเพียงใด ดังนั้น ควรศึกษาเพิ่มเติมและทดลองใช้วาซาบิกับมนุษย์ เพื่อยืนยันสมมติฐานด้านนี้ให้ชัดเจนและนำไปประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อไป

ป้องกันฟันผุ สาเหตุหลักของปัญหาฟันผุ คือ แบคทีเรียในช่องปาก ซึ่งในวาซาบิมีสารไอโซไทโอไซยาเนทที่อาจมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้ โดยมีงานวิจัยหนึ่งจากประเทศญี่ปุ่นศึกษาในด้านนี้แล้วพบว่า สารไอโซไทโอไซยาเนทในวาซาบิอาจมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์ (Streptococcus Mutans) ที่ทำให้เกิดฟันผุได้

แม้กระทรวงสาธารณสุขไทยเผยว่า วาซาบิมีสรรพคุณทางยาที่อาจนำไปประยุกต์ใช้เป็นส่วนผสมของยาสีฟันเพื่อป้องกันปัญหาฟันผุได้ในอนาคต แต่ขณะนี้ยังมีงานวิจัยที่ศึกษาคุณประโยชน์ของวาซาบิต่อการป้องกันฟันผุเพียงจำนวนน้อยเท่านั้น
จึงไม่อาจสรุปได้ว่าวาซาบิมีสรรพคุณดังกล่าวจริง และควรศึกษาเพิ่มเติม เพื่อนำผลลัพธ์ที่ได้มาประยุกต์ใช้ในการดูแลสุขภาพช่องปากต่อไป

ป้องกันโรคมะเร็ง มะเร็งเป็นโรคร้ายที่อาจอันตรายถึงชีวิต ซึ่งเกิดจากเซลล์เนื้อเยื่อเจริญเติบโตผิดปกติและลุกลามไปตามบริเวณต่าง ๆ ในร่างกายจนอาจทำให้เกิดอาการป่วยที่รุนแรงตามมา
หลายคนจึงพยายามรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงเพื่อลดความเสี่ยงจากโรคนี้ เช่น การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์รวมถึงวาซาบิ เพราะมีงานวิจัยบางส่วนศึกษาในด้านนี้แล้วพบว่า สารประกอบต่าง ๆ ในวาซาบิอาจมีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งตับอ่อนในมนุษย์ได้

นอกจากนี้ มีงานวิจัยหนึ่งใช้สารสกัดจากวาซาบิที่ระดับความเข้มข้น 60 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร กับตัวอย่างเซลล์มะเร็งของมนุษย์แล้วพบว่า สารสกัดจากวาซาบิอาจช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่
และมะเร็งปอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้ผลลัพธ์จากงานวิจัยเหล่านี้ได้ชี้ว่าวาซาบิอาจช่วยป้องกันมะเร็งบางชนิดได้ แต่งานวิจัยดังกล่าวเป็นเพียงการศึกษาจากเซลล์มะเร็งในห้องทดลองเท่านั้น จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าวาซาบิช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งในมนุษย์ได้จริงหรือไม่และปลอดภัยเพียงใด
ดังนั้น ควรศึกษาวิจัยโดยทดลองใช้วาซาบิในมนุษย์ เพื่อยืนยันสมมติฐานด้านนี้ให้ชัดเจนและเป็นประโยชน์ทางการรักษาหรือป้องกันโรคมะเร็งได้ต่อไป

ข้อควรระวังในการบริโภควาซาบิ

แม้วาซาบิมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์มากมายและคนทั่วไปสามารถรับประทานวาซาบิได้โดยไม่เกิดอันตรายหากบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม แต่ในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลมากพอที่จะยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัยในการบริโภควาซาบิเพื่อการรักษา
หรือป้องกันโรคได้อย่างชัดเจน ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนบริโภคหรือใช้ผลิตภัณฑ์ใด ๆ จากวาซาบิ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มดังต่อไปนี้

ตั้งครรภ์และกำลังให้นมบุตร ในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลที่เชื่อถือได้เพียงพอที่จะยืนยันความปลอดภัยในการรับประทานวาซาบิขณะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของตนเองและทารก คุณแม่จึงควรหลีกเลี่ยงการบริโภควาซาบิไปก่อนในระยะนี้

มีภาวะเลือดออกผิดปกติ วาซาบิอาจทำให้เลือดแข็งตัวช้าลง และอาจเพิ่มความเสี่ยงให้ผู้ที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติเกิดรอยช้ำหรือมีเลือดออกได้ง่าย และวาซาบิอาจทำให้เลือดออกมากผิดปกติระหว่างผ่าตัดได้ จึงควรงดบริโภควาซาบิอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนรับการผ่าตัด

น้ำมันมะพร้าว กับประโยชน์ทางสุขภาพและความงาม

น้ำมันมะพร้าว เป็นน้ำมันที่ได้จากไขมันในเนื้อสีขาวของลูกมะพร้าว โดยอาจผลิตด้วยกระบวนการที่แตกต่างหลากหลาย บางผลิตภัณฑ์ใช้คำว่าน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ (Virgin Coconut Oil)
ซึ่งหมายถึงน้ำมันมะพร้าวที่สกัดโดยใช้กระบวนการธรรมชาติ เช่น ปราศจากสารฟอกสี การระงับกลิ่น หรือการกลั่น และบางครั้งระบุว่าใช้กระบวนการสกัดเย็น อันเป็นวิธีใช้เครื่องสกัดที่จะทำให้เกิดความร้อนตามธรรมชาติไม่เกิน 49 องศาเซลเซียสมากที่สุด

น้ำมันมะพร้าวประกอบด้วยไขมันอิ่มตัวที่เป็นไตรกลีเซอไรด์สายยาวปานกลาง ซึ่งเชื่อว่าอาจมีประโยชน์ต่อร่างกาย เโดยไม่ผ่านแหล่งความร้อนจากภายนอก เพราะเชื่อว่าจะช่วยคงประโยชน์ทางสุขภาพของน้ำมันมะพร้าว ไว้ได้มพราะอาจมีการทำงานต่างจากไขมันอิ่มตัวชนิดอื่น ๆ ที่มีสายยาวกว่า เช่น อาหารจำพวกน้ำมันพืช ไขมันจากนมและเนื้อสัตว์ทั้งหลาย จึงมักถูกนำมาใช้ประโยชน์ในฐานะการรักษาทางเลือกสำหรับโรคต่าง ๆ เช่น เบาหวาน หัวใจ หรืออัลไซเมอร์ และถึงแม้จะประกอบด้วยแคลอรี่และไขมันอิ่มตัวสูง ก็ยังมีความเชื่อว่าการรับประทานน้ำมันมะพร้าวอาจช่วยลดน้ำหนักและระดับคอเลสเตอรอลในเลือด รวมทั้งการใช้ทาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว
รักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง โรคสะเก็ดเงิน ตลอดจนสรรพคุณบำรุงสุขภาพเส้นผมและสุขภาพช่องปากนานาประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวที่เคยได้ยินกันมานั้นจะน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด จากฐานข้อมูลที่ครอบคลุมเกี่ยวกับการแพทย์ทางธรรมชาติ (Natural Medicines Comprehensive Database)
ได้ระบุว่าข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวในปัจจุบันยังนับว่ามีน้อยอยู่มาก จึงทำให้ยากที่จะยืนยันถึงประสิทธิภาพด้านนั้น ๆ อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ทางสุขภาพที่พอจะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์กล่าวถึง มีดังนี้

โภชนาการของน้ำมันมะพร้าวที่อาจมีประโยชน์

ลดน้ำหนักและลดความอ้วน เชื่อว่าน้ำมันมะพร้าวอาจมีคุณสมบัติและการทำงานแตกต่างจากไขมันชนิดอื่น โดยแทนที่ร่างกายจะเปลี่ยนไขมันที่ได้รับเป็นไขมันสะสมในร่างกาย น้ำมันมะพร้าวอาจช่วยให้เผาผลาญไขมันได้มากขึ้นและส่งผลให้น้ำหนักลดน้อยลงดังการศึกษาหนึ่งที่ทดลองกับผู้หญิงที่มีภาวะอ้วนลงพุง 40 คน อายุระหว่าง 20-40 ปี กลุ่มหนึ่งให้รับประทานน้ำมันถั่วเหลือง ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งรับประทานน้ำมันมะพร้าววันละ 30 มิลลิลิตร นาน 12 สัปดาห์ และให้ทั้งหมดลดการรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต แต่เพิ่มโปรตีนและเส้นใยอาหารมากขึ้น ส่วนไขมันนั้นรับประทานเท่าเดิม ร่วมกับการเดินออกกำลังกายอีกวันละ 50 นาทีควบคู่ไปด้วย

ผลลัพธ์พบว่าอาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่มมีดัชนีมวลกายลดลง แต่เฉพาะในกลุ่มที่รับประทานน้ำมันมะพร้าวเท่านั้นที่มีรอบเอวลดลง โดยชี้ว่าการรับประทานน้ำมันมะพร้าวไม่ได้ส่งผลให้เกิดไขมันในเลือดสูงแต่ประการใด ว่ากลุ่มรับประทานน้ำมันถั่วเหลืองกลับมีไขมันไม่ดีในเลือดสูงขึ้น และมีไขมันดีลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อไม่นานมานี้ยังได้มีการรวบรวมผลการศึกษาเกี่ยวกับคุณสมบัติลดน้ำหนักของไขมันไตรกลีเซอไรด์สายยาวปานกลางในน้ำมันมะพร้าวที่เคยมีมา ผลการวิเคราะห์แนะนำว่าการรับประทานไขมันไตรกลีเซอไรด์สายยาวปานกลาง (เช่น น้ำมันมะพร้าว) แทนไตรกลีเซอไรด์สายยาว (เช่น ไขมันจากสัตว์) อาจช่วยลดน้ำหนักและสัดส่วนของร่างกายได้พอประมาณ โดยไม่ส่งผลให้ระดับไขมันในเลือดเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม การศึกษาที่ออกแบบอย่างครอบคลุมและใช้อาสาสมัครมากกว่านี้ยังคงจำเป็นต้องมีในอนาคต เพื่อยืนยันประสิทธิภาพของไขมันไตรกลีเซอไรด์สายยาวปานกลางที่พบในน้ำมันมะพร้าว รวมถึงการระบุให้ได้ว่าควรใช้ในปริมาณเท่าใดจึงจะเห็นผลและปลอดภัยที่สุด เพราะน้ำมันมะพร้าวเป็นอาหารที่มีแคลอรี่สูง การรับประทานมาก ๆ คงไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพนัก หรือหากหวังว่าน้ำมันมะพร้าวจะช่วยลดน้ำหนักโดยไม่ต้องมีการควบคุมอาหารร่วมกับการออกกำลังกายก็คงเป็นไปได้ยาก

ดีต่อสุขภาพหัวใจ
มีงานวิจัยบางงานออกมาว่าไขมันไตรกลีเซอไรด์สายยาวปานกลางในน้ำมันมะพร้าวอาจช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดดีในเลือด ซึ่งเป็นไขมันที่มีหน้าที่ช่วยขจัดไขมันส่วนเกินชนิดไม่ดีออกไป และหากเป็นเช่นนั้นจริง การรับประทานน้ำมันมะพร้าวก็อาจเป็นโทษต่อสุขภาพหัวใจน้อยกว่าการรับประทานไขมันอิ่มตัวชนิดอื่น ๆ เช่น ชีส สเต็กติดมัน หรือไขมันอิ่มตัวชนิดไม่ดีทั้งหลาย

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเห็นแย้งว่าแม้จะมีงานวิจัยในคนบางกลุ่มบางประเทศที่ใช้น้ำมันมะพร้าวปรุงอาหารเป็นประจำ แล้วไม่ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจสูงขึ้น แต่เป็นไปได้สูงที่ผลการศึกษาเหล่านั้นจะมีปัจจัยอื่น ๆประกอบ เช่น พันธุกรรม พฤติกรรมการรับประทานอาหารอื่น ๆ และการออกกำลังกายในแต่ละวัน ทำให้ไม่อาจกล่าวยืนยันได้ว่าน้ำมันมะพร้าวเป็นไขมันที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ

นอกจากนี้ ยังควรตะหนักไว้เสมอว่าน้ำมันมะพร้าวเองก็สามารถทำให้เกิดไขมันชนิดไม่ดีที่อาจก่อให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดที่มาเลี้ยงหัวใจได้เช่นกัน โดยในน้ำมันมะพร้าวเพียง 1 ช้อนโต๊ะประกอบด้วยไขมันอิ่มตัวถึง 13 กรัม หรือเท่ากับ 120 แคลอรี่ ซึ่งเป็นปริมาณไขมันอิ่มตัวที่ทางสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกันแนะนำให้รับประทานไม่เกินจากนี้ สำหรับผู้ที่ต้องการพลังงานประมาณ 2,000 แคลอรี่ต่อวัน

รักษาโรคอัลไซเมอร์ คุณสมบัติในการรักษาโรคนี้ของน้ำมันมะพร้าวเกิดจากการมีงานวิจัยเกี่ยวกับอาหารทางการแพทย์สำหรับรักษาโรคอัลไซเมอร์ชนิดหนึ่ง อ้างว่าสามารถทำให้เกิดสารคีสโตนในร่างกาย ซึ่งเป็นสารที่อาจเผาผลาญพลังงานได้ดีกว่ากลูโคสในสมองของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ พิสูจน์จากการทดสอบที่พบว่าอาสาสมัครที่รับประทานนั้นมีความทรงจำที่ดีขึ้น และเนื่องจากในน้ำมันมะพร้าวนั้นมีไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์สายยาวปานกลางที่จะแตกตัวออกเป็นสารคีโตนเมื่อเข้าสู่ร่างกายเช่นกัน จึงกลายมาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่มีการโฆษณาสรรพคุณรักษาอัลไซเมอร์อย่างแพร่หลาย

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีการแนะนำให้ใช้ทั้งน้ำมันมะพร้าวหรืออาหารชนิดดังกล่าวกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ เนื่องจากยังขาดการศึกษาที่น่าเชื่อถือในการยืนยันประสิทธิภาพ หากต้องการลองใช้ควรได้รับคำแนะนำและอยู่ในการดูแลของแพทย์ เพื่อเฝ้าดูผลลัพธ์และระวังผลเสียใด ๆ รวมถึงระดับไขมันในเลือดที่อาจเพิ่มขึ้นสูง

โรคเบาหวาน สำหรับคุณประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวในด้านนี้ที่มีการกล่าวถึงค่อนข้างมาก ซึ่งแม้จะมีงานวิจัยบางงานที่กล่าวสนับสนุน แต่ก็ยังเป็นเพียงแค่การศึกษาในสัตว์ เช่น
งานวิจัยกับหนูทดลองที่พบว่าอาหารที่มีไขมันไตรกลีเซอไรด์สายปานกลางสูงอย่างน้ำมันมะพร้าว อาจช่วยลดการสะสมเนื้อเยื่อไขมัน รวมถึงรับมือกับภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 หรืออีกงานวิจัยหนึ่งที่พบว่าการให้หนูที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 กินน้ำมันมะพร้าว สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและมีผลการตรวจความทนทานต่อน้ำตาลดีขึ้น ซึ่งหากได้ผลเช่นเดียวกันกับการวิจัยในคน ก็อาจจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคเบาหวานในการป้องกันภาวะไขมันในเลือดสูง อย่างไรก็ตาม ด้วยในปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาคุณประโยชน์ของมะพร้าวกับผู้ป่วยโรคเบาหวานโดยตรง ประโยชน์และความปลอดภัยของน้ำมันมะพร้าวที่มีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงยังคลุมเครืออยู่มาก

ป้องกันผลข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม การรักษาโรคมะเร็งด้วยการทำเคมีบำบัดอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงต่าง ๆ ตามมา งานวิจัยที่ทดลองนำน้ำมันมะพร้าวมาใช้ประโยชน์ในด้านนี้ ศึกษาโดยแบ่งครึ่งผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมในระยะที่ 3 และ 4 จำนวน 60 คน เป็นกลุ่มที่รับประทานน้ำมันมะพร้าวและกลุ่มควบคุม ผลลัพธ์ปรากฏว่ากลุ่มที่รับประทานน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ระหว่างช่วงรับการทำเคมีบำบัด มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และยังพบว่าน้ำมันมะพร้าวมีส่วนช่วยลดอาการที่เป็นผลข้างเคียงจากการได้รับยาเคมีฆ่าเซลล์มะเร็ง เช่น อาการอ่อนเพลีย หอบเหนื่อย นอนไม่หลับ และไม่อยากอาหาร ว่างานวิจัยนี้มีข้อจำกัดที่ใช้ผู้ป่วยเพียงจำนวนน้อย จึงยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคตเพื่อยืนยันคุณประโยชน์ด้านนี้ของน้ำมันมะพร้าวได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

ประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวต่อผิวหนัง bjkdergisi.com

รักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง โรคที่ส่งผลให้ผิวหนังคัน แดง แห้ง ตกสะเก็ด และเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากแบคทีเรียที่ผิวหนังตามมา ซึ่งผู้ป่วยมักต้องใช้มอยซ์เจอไรเซอร์คอยบำรุงผิวหนัง
น้ำมันมะพร้าวเป็นตัวเลือกหนึ่งที่นิยมนำมาใช้ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นเพื่อบรรเทาอาการระคายเคืองของผิว และยังอาจช่วยลดจำนวนแบคทีเรียสแตฟิโลค็อกคัสบนผิวหนัง หนึ่งในตัวการที่สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อที่ผิวหนังตามมา

สำหรับการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เพื่อยืนยันคุณสมบัตินี้ มีการทดสอบโดยเปรียบเทียบประสิทธิภาพของน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์และน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ต่อการเพิ่มความชุ่มชื้นและลดแบคทีเรียบนผิวหนังของผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ผลพบว่าการทาน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันมะกอกวันละ 2 ครั้ง บริเวณผื่นที่ไม่ติดเชื้อ ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่แผลลดน้อยลง แต่น้ำมันมะพร้าวนั้นจะมีประสิทธิภาพมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

สอดคล้องกับงานวิจัยที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาอีกชิ้นหนึ่ง ศึกษาเปรียบเทียบระหว่างน้ำมันมะพร้าวกับน้ำมันมิเนอรัลในเด็กที่ป่วยด้วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังระดับไม่รุนแรงไปจนถึงระดับปานกลาง จำนวน 117 คน ผลลัพธ์ชี้ว่าการทาน้ำมันมะพร้าวเป็นประจำ นาน 8 สัปดาห์ ช่วยให้ความรุนแรงของผื่นลดลงถึง 68 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่น้ำมันมิเนอรัลช่วยได้ประมาณ 38 เปอร์เซ็นต์ โดยมีสรรพคุณป้องกันการสูญเสียน้ำและเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับชั้นผิวหนัง ทั้งนี้สรรพคุณของน้ำมันมะพร้าวต่อการบรรเทาอาการและป้องกันการติดเชื้อที่ผิวหนังของผู้ป่วยโรคนี้ยังถือว่าอาจเป็นไปได้สูงกว่าการรักษาโรคอื่น ๆ เพราะมีหลักฐานค่อนข้างมากและน่าเชื่อถือ ประสิทธิภาพการรักษาอยู่ในระดับที่อาจเป็นไปได้ (Possibly Effective)

รักษาโรคสะเก็ดเงิน การทาน้ำมันมะพร้าวบนหนังศีรษะหลังจากอาบน้ำประมาณครึ่งชั่วโมง ค่อย ๆ นวดแล้วล้างออก เป็นวิธีทางธรรมชาติที่เชื่อว่าอาจช่วยขจัดสะเก็ดบนหนังศีรษะจากโรคสะเก็ดเงินได้ ว่าการใช้น้ำมันมะพร้าวบรรเทาอาการด้วยการทาผิวหนังหรือหนังศีรษะนั้นยังไม่มีผลการศึกษาที่พอจะช่วยบ่งบอกได้ว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด สำหรับผู้ที่ต้องการลอง ควรระมัดระวังในการใช้อย่างเหมาะสมเพื่อความปลอดภัย

ทั้งนี้ในงานวิจัยทางวิทยาศาตร์ที่พิสูจน์คุณสมบัติข้อนี้ของน้ำมันมะพร้าวด้วยการให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคสะเก็ดเงินเรื้อรังจำนวน 29 คน แบ่งกลุ่มทาหรือไม่ทาน้ำมันมะพร้าวก่อนรับการบำบัดด้วยรังสีอัลตราไวโอเลตปรากฏว่าไม่เห็นผลความแตกต่างของผู้ป่วยทั้ง 2 กลุ่ม จึงอาจเป็นไปได้ว่าน้ำมันมะพร้าวจะไม่ได้ช่วยให้ผลการรักษาด้วยวิธีนี้ดีขึ้นได้

เพิ่มน้ำหนักตัวทารกคลอดก่อนกำหนด บางงานวิจัยพบว่าการนวดทารกที่คลอดก่อนกำหนดด้วยน้ำมันมะพร้าวด้วยน้ำหนักปานกลางสามารถช่วยเพิ่มน้ำหนักและการเติบโตของทารกได้
โดยประโยชน์ของการนวดน้ำมันหอมระเหยต่าง ๆ นั้นเกิดจากกลไกใดก็ยังไม่ทราบได้แน่ชัด คาดว่าอาจเป็นเพราะน้ำมันสามารถซึมผ่านผิวหนังและเกิดไขมันขึ้น การนวดทำให้เกิดการกระตุ้นเส้นประสาท กระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหาร หรือเกี่ยวเนื่องกับฮอร์โมน อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

ทั้งนี้ จากการศึกษาเปรียบเทียบการนวดเด็กที่มีน้ำหนักน้อยเนื่องจากการคลอดก่อนกำหนด (น้ำหนัก 1500-2000 กรัม) และเด็กคลอดปกติ (น้ำหนักมากกว่า 2500 กรัม) ด้วยน้ำมันมะพร้าว น้ำมันมิเนอรัล หรือยาหลอกตั้งแต่วันที่ 2 ถึงวันที่ 31 หลังจากเกิด ผลปรากฏว่า การนวดด้วยน้ำมันมะพร้าวส่งผลดีต่อเด็กทั้งที่คลอดก่อนกำหนดและเด็กน้ำหนักปกติ โดยช่วยให้มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับอีก 2 กลุ่ม แต่เด็กคลอดก่อนกำหนดจะมีลำตัวยาวขึ้นด้วย การนวดเด็กที่มีน้ำหนักตัวแรกเกิดต่ำด้วยน้ำมันมะพร้าวจึงอาจเป็นอีกทางเลือกให้คุณแม่ที่ประสบปัญหานี้ได้ทดลองใช้ แม้ว่าจะยังไม่สามารถยืนยันผลได้อย่างชัดเจนนัก เช่นเดียวกับประโยชน์ด้านอื่น ๆ ของน้ำมันมะพร้าว

รักษาสิว ความเชื่อเรื่องการทาน้ำมันมะพร้าวเพื่อการรักษาสิวนั้น มีการกล่าวอ้างผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์บางงานที่พบว่ากรดลอริก (Lauric Acid) ซึ่งเป็นสารชนิดหนึ่งที่พบได้ในน้ำมันมะพร้าว
อาจมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นตัวการให้เกิดสิวอักเสบอย่างพีแอคเน่ (Propionibacterium Acnes) ทว่าการใช้น้ำมันมะพร้าวรักษาสิวโดยตรงนั้นกลับไม่ได้มีการศึกษาออกมายืนยัน
และงานวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของกรดลอริกที่ว่าก็ยังเป็นเพียงการศึกษาในห้องปฏิบัติการหรือการทดลองในสัตว์เท่านั้น ยังไม่มีการนำกรดลอริกมารักษาสิวบนใบหน้าโดยตรง
หากต้องการทดสอบสรรพคุณข้อนี้ของน้ำมันมะพร้าวจึงควรทำอย่างเหมาะสมและระมัดระวัง เนื่องจากยังไม่อาจระบุประสิทธิภาพและความปลอดภัยได้

ประโยชน์ต่อสุขภาพผมและหนังศีรษะ

รักษาเหา น้ำมันมะพร้าวเป็นหนึ่งในวัสดุธรรมชาติยอดนิยมในการกำจัดเหาและไข่เหาบนหนังศีรษะ ซึ่งงานวิจัยหนึ่งทางวิทยาศาสตร์ที่ทดสอบประสิทธิภาพของน้ำมันต่าง ๆ ที่มักนำมาใช้ประโยชน์ด้านนี้ ได้แก่ น้ำมันโป๊ยกั๊ก น้ำมันกระดังงา และน้ำมันมะพร้าว โดยใช้ผู้ทดลองเป็นเด็กที่ติดเหาบนหนังศรีษะจำนวน 119 คน แบ่งกลุ่มทาน้ำมันเหล่านี้วันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 15 นาที เป็นเวลานาน 5 วัน
ส่วนกลุ่มควบคุมนั้นให้ใช้สเปรย์ที่ประกอบด้วยสารเคมีกำจัดเหาและโลนอย่างเพอร์เมทริน (Permethrin) มาลาไทออน (Malathion) และไพเพอโรนิล บิวทอกไซด์ (Piperonyl Butoxide)
ทาบนศีรษะวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 10 นาที เป็นเวลานาน 10 วัน ปรากฏว่าการรักษาด้วยวิธีทางธรรมชาตินั้นมีความปลอดภัย ไร้ผลข้างเคียง และได้ผลถึง 92.3 เปอร์เซ็นต์ พอ ๆ กับการใช้สารเคมีที่มีประสิทธิภาพ 92.2 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันจากธรรมชาติดังกล่าว รวมถึงน้ำมันมะพร้าว จึงอาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถลองพิสูจน์ด้วยตัวเองโดยไม่น่าจะเป็นอันตราย

บำรุงเส้นผม จากการศึกษาคุณสมบัติของน้ำมันมะพร้าว น้ำมันมิเนอรัล และน้ำมันดอกทานตะวันต่อการบำรุงเส้นผม น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันชนิดเดียวที่พบว่ามีคุณประโยชน์ช่วยลดการสูญเสียโปรตีนของเส้นผมได้ดี เมื่อใช้ทาแล้วล้างออกก่อนและหลังการใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผมจากสารเคมีทั้งหลาย โดยเห็นผลทั้งเมื่อใช้กับผมที่แห้งเสียและผมสุขภาพดี ซึ่งผลลัพธ์ที่เป็นเช่นนี้ ผู้วิจัยคาดว่าอาจเป็นเพราะกรดลอริก (Lauric Acid)ในน้ำมันมะพร้าวซึ่งเป็นไขมันไตรกลีเซอไรด์นั้นมีความสามารถในการจับตัวกับโปรตีนในเส้นผมสูง เพราะมีน้ำหนักโมเลกุลต่ำและโครงสร้างทางเคมีเป็นสายตรง จึงสามารถแทรกซึมเข้าสู่ภายในเส้นผมได้ดีกว่าน้ำมันอีก 2 ชนิด
แต่ผลการวิจัยเกี่ยวกับสรรพคุณบำรุงรักษาเส้นผมของน้ำมันมะพร้าวก็ยังถือว่ามีน้อยเกินกว่าจะยืนยันได้

ประโยชน์ต่อสุขภาพเหงือกและฟัน

ขจัดคราบจุลินทรีย์และแบคทีเรียในช่องปาก เนื่องจากกรดลอริกในน้ำมันมะพร้าวนั้นมีคุณสมบัติลดการอักเสบและต้านเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เชื่อว่าการอมน้ำมันมะพร้าวในปากอาจไปช่วยจับเชื้อแบคทีเรียและจุลินทรีย์ไม่พึงประสงค์ภายในปาก และถูกกำจัดออกไปหลังจากถูกบ้วนทิ้ง การทดลองหนึ่งกล่าวสนับสนุนประโยชน์ด้านนี้ของน้ำมันมะพร้าว เนื่องจากพบว่าสามารถช่วยลดภาวะเหงือกอักเสบและการสะสมของคราบหินปูนในช่องปากของวัยรุ่น 60 คน อายุ 16-18 ปี
จากการใช้กลั้วทำความสะอาดปากเป็นประจำนาน 30 วัน โดยเห็นผลได้ตั้งแต่วันที่ 7

เช่นเดียวกับอีกงานวิจัยที่ทดลองกับเด็กอายุ 8-12 ปี ทั้งหมด 50 คน ครึ่งหนึ่งใช้น้ำมันมะพร้าวบ้วนปากเป็นประจำทุกวันนาน 2-3 นาที หลังจากการแปรงฟันตอนเช้า เป็นเวลาติดต่อกัน 30 วัน
กับอีกกลุ่มที่ทำลักษณะเดียวกันแต่เปลี่ยนจากน้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียอย่างคลอร์เฮกซิดีน (Chlorhexidine) ผลลัพธ์ชี้ว่าทั้งน้ำมันมะพร้าวและคลอร์เฮกซิดีนต่างมีประสิทธิภาพลดจำนวนแบคทีเรียสเตร็ปโตคอกคัสมิวแทนส์ (Streptococcus Mutans) แบคทีเรียต้นเหตุของฟันผุที่พบได้บ่อยที่สุดได้อย่างไม่แตกต่างกัน และแม้ในปัจจุบันจะยังไม่อาจยืนยันได้แน่ชัด แต่ก็นับเป็นอีกหนึ่งคุณประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวที่น่าจะลองทำตามกันได้ง่าย ๆ และไม่ก่อให้เกิดอันตราย

การใช้น้ำมันมะพร้าวอย่างปลอดภัย

การรับประทานน้ำมันมะพร้าวหรือนำมาใช้ทาผิวหนังถือว่าค่อนข้างปลอดภัยต่อสุขภาพหากใช้อย่างเหมาะสม แต่เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวมีไขมันมันสูง ทำให้มีข้อกังวลว่าการบริโภคน้ำมันมะพร้าวมากเกินไปอาจส่งผลให้ระดับคอเลสเตอรอลเพิ่มสูงขึ้น จึงควรพึงระมัดระวังในการรับประทานเพื่อการรักษาโรคต่าง ๆ ที่อาจใช้ในปริมาณมากกว่าปกติ โดยเฉพาะในกรณีต่อไปนี้
หญิงตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร ควรรับประทานน้ำมันมะพร้าวเพียงในปริมาณปกติที่พบได้จากอาหารในชีวิตประจำวัน เพราะยังไม่มีการศึกษาที่พอจะยืนยันถึงความปลอดภัยของการรับประทานมะพร้าวปริมาณมาก น้ำมันมะพร้าวค่อนข้างปลอดภัยต่อเด็ก หากรับประทานในปริมาณปกติที่พบได้จากอาหารทั่วไป และอาจปลอดภัยหากนำมาใช้ทาผิวหนัง โดยสามารถใช้ได้ทั้งกับทารกและเด็กเล็กอย่างปลอดภัยในช่วงระยะสั้น ๆ  ส่วนการรับประทานน้ำมันมะพร้าวเพื่อจุดประสงค์ในการรักษาโรคในเด็กนั้นยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าจะไม่เป็นอันตราย ผู้เชี่ยวชาญบางคนคาดว่าแคลอรี่และไขมันที่มีสูงในน้ำมันมะพร้าวอาจทำให้ระดับคอเลสเตอรอลโดยรวมและระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีในร่างกายเพิ่มสูงขึ้นได้ ว่าก็มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่โต้แย้งว่าแท้จริงแล้วน้ำมันมะพร้าวอาจช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี และอาจมีผลเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีผลเลยในการทำให้ระดับคอเลสเตอรอลไม่ดีเพิ่มขึ้น จึงยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดในเรื่องนี้ และควรระมัดระวังไว้ก่อน
ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าน้ำมันมะพร้าวจะทำให้เกิดปฏิกิริยากับยารักษาโรคชนิดใดหรือไม่ ผู้ที่กำลังใช้ยาใด ๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนลองรับประทานน้ำมันมะพร้าว ทั้งนี้การรับประทานยาไซเลียม ซึ่งเป็นยาแก้ท้องผูกชนิดหนึ่ง อาจทำปฏิกิริยาโดยลดการดูดซึมของร่างกายต่อไขมันในน้ำมันมะพร้าวได้

ประเทศไทย

ประเทศไทย

ชื่อทางการ : ราชอาณาจักรไทย (Kingdom of Thailand)

ประเทศไทย
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่บนคาบสมุทรอินโดจีน ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพรมแดนทางทิศตะวันออกติดประเทศลาวและประเทศกัมพูชา ทิศใต้ติดอ่าวไทยและประเทศมาเลเซีย ทิศตะวันตกติดทะเลอันดามันและประเทศพม่า และทิศเหนือติดกับประเทศพม่าและประเทศลาว โดยมีแม่น้ำโขงกั้นเป็นบางช่วง
พื้นที่ : 513,115.02 ตารางกิโลเมตร
เมืองหลวง : กรุงเทพมหานคร (Bangkok)

ประเทศไทย
ประชากร : 64.7 ล้านคน (2551)
ภูมิอากาศ : เป็นแบบเขตร้อน อากาศร้อนที่สุดในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมเป็นฤดูร้อน โดยจะมีฝนตกและเมฆมากจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคมเป็นฤดูฝน ส่วนในเดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนมีนาคม อากาศแห้งและหนาวเย็นจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือเป็นฤดูหนาว ยกเว้นภาคใต้ที่มีอากาศร้อนชื้นตลอดทั้งปีจึงมีแค่สองฤดูคือฤดูร้อนกับฤดูฝน

ประเทศไทย
ภาษา : ภาษาไทยเป็นภาษาราชการ
ศาสนา : ประมาณร้อยละ 95 ของประชากรไทยนับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติโดยพฤตินัย แม้ว่ายังจะไม่มีการบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก็ตาม ศาสนาอิสลามประมาณร้อยละ 4 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวไทยทางภาคใต้ตอนล่าง ศาสนาคริสต์และศาสนาอื่นประมาณร้อยละ 1
สกุลเงิน : บาท (Baht : THB)
ระบอบการปกครอง : ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

พระมหากษัตริย์ คือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร
นายกรัฐมนตรี คือ ประยุทธ์ จันทร์โอชา

 

 

ประเทศเวียดนาม

ประเทศเวียดนาม

ชื่อทางการ : สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Socialist Republic of Vietnam)

ประเทศเวียดนาม
ที่ตั้ง : เป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพรมแดนติดกับประเทศจีน ทางทิศเหนือ ประเทศลาว และประเทศกัมพูชา ทางทิศตะวันตก และอ่าวตังเกี๋ย ทะเลจีนใต้ ทางทิศตะวันออก
พื้นที่ : 331,689 ตารางกิโลเมตร (0.645 เท่าของประเทศไทย)
เมืองหลวง : กรุงฮานอย (Hanoi)
ประชากร : ประมาณ 86.1 ล้านคน (กรกฎาคม 2551) เป็น เวียด 80% เขมร 10 %(บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงทางตอนใต้ของประเทศ) ต่าย 1.9% ไท 1.74% เหมื่อง 1.49% ฮั้ว(จีน) 1.13% นุง 1.12% ม้ง 1.03%

ประเทศเวียดนาม
ภูมิอากาศ : เป็นแบบมรสุมเขตร้อน ชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกเปิดโล่งรับลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดผ่านทะเลจีนใต้ ทำให้มีโอกาสรับลมมรสุมและพายุหมุนเขตร้อน จึงมีฝนตกชุกในฤดูหนาว สามารถปลูกข้าวได้ปีละ 2 ครั้ง (ฝนตกตลอดปี ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ) เป็นประเทศที่มีความชื้นประมาณ 84 % ตลอดปี มีปริมาณฝน จาก 120 ถึง 300 เซนติเมคร(47 ถึง 118 นิ้ว) และมีอุณหภูมิเฉลี่ยตั้งแต่ 5°C (41°F) ถึง 37°C (99°F)
ภาษา : ภาษาเวียดนาม (Vietnamese) เป็นภาษาราชการ ซึ่งเมื่อปี พ.ศ. 2463 วงการวิชาการเวียดนามได้ลงประชามติที่จะใช้ตัวอักษรโรมัน (quoc ngu) แทนตัวอักษรจีน (Chu Nom) ในการเขียนภาษาเวียดนาม

ประเทศเวียดนาม
ศาสนา : ส่วนใหญ่ชาวเวียดนามนับถือศาสนาพุทธ นิกายมหายานสูงถึงร้อยละ 70 ของจำนวนประชากร ร้อยละ 15 นับถือศาสนาคริสต์ ที่เหลือนับถือลัทธิขงจื้อมุสลิม
สกุลเงิน : ด่อง (Dong : VND)
อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 461 ด่อง/ 1 บาท (มกราคม 2550)
ระบอบการปกครอง : ระบอบสังคมนิยม โดยพรรคคอมมิวนิสต์เป็นพรรคการเมืองเดียว

ประมุข-ประธานาธิบดี คือ เจิ่น ดั่ย กวาง
หัวหน้ารัฐบาล-นายกรัฐมนตรี คือ เหงียน ซวน ฟุก (Nguyen Tan Dung)
เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ คือ นายหน่ง ดึ๊ก หมั่น (Nong Duc Manh)
ประธานาธิบดีเจือง เติ๋น ซาง

 

ชุดประจําชาติอาเซียน 10 ประเทศ อาเซียน

 ชุดประจําชาติอาเซียน 10 ประเทศ อาเซียน

 1.ชุดประจำชาติของประเทศมาเลเซีย

สำหรับชุดประจำชาติมาเลเซียของผู้ชาย เรียกว่า บาจู มลายู (Baju Melayu) ประกอบด้วยเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาวที่ทำจากผ้าไหม ผ้าฝ้าย หรือโพลีเอสเตอร์ที่มีส่วนผสมของผ้าฝ้าย ส่วนชุดของผู้หญิงเรียกว่า บาจูกุรุง (Baju Kurung) ประกอบด้วยเสื้อคลุมแขนยาว และกระโปรงยาว

2. ชุดประจำชาติของประเทศเวียดนาม
อ่าวหญ่าย (Ao dai) เป็น ชุดประจำชาติของประเทศเวียดนามที่ประกอบไปด้วยชุดผ้าไหมที่พอดีตัวสวมทับ กางเกงขายาวซึ่งเป็นชุดที่มักสวมใส่ในงานแต่งงานและพิธีการสำคัญของประเทศ มีลักษณะคล้ายชุดกี่เพ้าของจีน ในปัจจุบันเป็นชุดที่ได้รับความนิยมจากผู้หญิงเวียดนาม ส่วนผู้ชายเวียดนามจะสวมใส่ชุดอ่าวหญ่ายในพิธีแต่งงาน หรือพิธีศพ

3. ชุดประจำชาติของประเทศพม่า
ชุดประจำชาติของชาวพม่าเรียกว่า ลองยี (Longyi) เป็นผ้าโสร่งที่นุ่งทั้งผู้ชายและผู้หญิง ในวาระพิเศษต่าง ๆ ผู้ชายจะใส่เสื้อเชิ้ตคอปกจีนแมนดารินและเสื้อคลุมไม่มีปก บางครั้งจะใส่ผ้าโพกศีรษะที่เรียกว่า กอง บอง (Guang Baung) ด้วย ส่วนผู้หญิงพม่าจะใส่เสื้อติดกระดุมหน้าเรียกว่า ยินซี (Yinzi) หรือเสื้อติดกระดุมข้างเรียกว่า ยินบอน (Yinbon) และใส่ผ้าคลุมไหล่ทับ

4. ชุดประจำชาติของประเทศบรูไน
ชุดประจำชาติของบรูไนคล้ายกับชุดประจำชาติของผู้ชายประเทศมาเลเซีย เรียกว่า บาจู มลายู (Baju Melayu) ส่วนชุดของผู้หญิงเรียกว่า บาจูกุรุง (Baju Kurung) แต่ผู้หญิงบรูไนจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่มีสีสันสดใส โดยมากมักจะเป็นเสื้อผ้าที่คลุมร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ส่วนผู้ชายจะแต่งกายด้วยเสื้อแขนยาว ตัวเสื้อยาวถึงเข่า นุ่งกางเกงขายาวแล้วนุ่งโสร่ง เป็นการสะท้อนวัฒนธรรมสังคมแบบอนุรักษ์นิยม เพราะบรูไนเป็นประเทศมุสสิม จึงต้องแต่งกายมิดชิดและสุภาพเรียบร้อย

5. ชุดประจำชาติของประเทศลาว
ผู้หญิงลาวนุ่งผ้าซิ่น และใส่เสื้อแขนยาวทรงกระบอก สำหรับผู้ชายมักแต่งกายแบบสากล หรือนุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อชั้นนอกกระดุมเจ็ดเม็ด คล้ายเสื้อพระราชทานของไทย

6. ชุดประจำชาติของประเทศอินโดนีเซีย
เกบาย่า (Kebaya) เป็นชุดประจำชาติของประเทศอินโดนีเซียสำหรับผู้หญิง มีลักษณะเป็นเสื้อแขนยาว ผ่าหน้า กลัดกระดุม ตัวเสื้อจะมีสีสันสดใส ปักฉลุเป็นลายลูกไม้ ส่วนผ้าถุงที่ใช้จะเป็นผ้าถุงแบบบาติก ส่วนการแต่งกายของผู้ชายมักจะสวมใส่เสื้อแบบบาติกและนุ่งกางเกงขายาวหรือเตลุก เบสคาพ (Teluk Beskap) ซึ่งเป็นการแต่งกายแบบผสมผสานระหว่างเสื้อคลุมสั้นแบบชวาและโสร่ง และนุ่งโสร่งเมื่ออยู่บ้านหรือประกอบพิธีละหมาดที่มัสยิด

7. ชุดประจำชาติของประเทศฟิลิปปินส์
ผู้ชายจะนุ่งกางเกงขายาวและสวมเสื้อที่เรียกว่า บารอง ตากาล็อก (barong Tagalog) ซึ่งตัดเย็บด้วยผ้าใยสัปปะรด มีบ่า คอตั้ง แขนยาว ที่ปลายแขนเสื้อที่ข้อมือจะปักลวดลาย ส่วนผู้หญิงนุ่งกระโปรงยาว ใส่เสื้อสีครีมแขนสั้นจับจีบยกตั้งขึ้นเหนือไหล่คล้ายปีกผีเสื้อ เรียกว่า บาลินตาวัก (balintawak)

8. ชุดประจำชาติของประเทศไทย
สำหรับชุดประจำชาติอย่างเป็นทางการของไทย รู้จักกันในนามว่า “ชุดไทยพระราชนิยม” โดยชุดประจำชาติสำหรับสุภาพบุรุษ จะเรียกว่า “เสื้อพระราชทาน”
สำหรับสุภาพสตรีจะเป็นชุดไทยที่ประกอบด้วยสไบเฉียง ใช้ผ้ายกมีเชิงหรือยกทั้งตัว ซิ่นมีจีบยกข้างหน้า มีชายพกใช้เข็มขัดไทยคาด ส่วนท่อนบนเป็นสไบ จะเย็บให้ติดกับซิ่นเป็นท่อนเดียวกันหรือ จะมีผ้าสไบห่มต่างหากก็ได้ เปิดบ่าข้างหนึ่ง ชายสไบคลุมไหล่ ทิ้งชายด้านหลังยาวตามที่เห็นสมควร ความสวยงามอยู่ที่เนื้อผ้าการเย็บและรูปทรงของผู้ที่สวม ใช้เครื่องประดับได้งดงามสมโอกาสในเวลาค่ำคืนโดยชุดไทยพระราชนิยม แบ่งออกเป็น 8 ประเภท ดังนี้

  1. ชุดไทยเรือนต้น
  2. ชุดไทยจิตรลดา
  3. ชุดไทยอมรินทร์
  4. ชุดไทยบรมพิมาน
  5. ชุดไทยจักรี
  6. ชุดไทยจักรพรรดิ
  7. ชุดไทยดุสิต
  8. ชุดไทยศิวาลัย

9. ชุดประจำชาติของประเทศกัมพูชา
ชุดประจำชาติของกัมพูชาคือ ซัมปอต (Sampot) หรือผ้านุ่งกัมพูชา ทอด้วยมือ มีทั้งแบบหลวมและแบบพอดี คาดทับเสื้อบริเวณเอว ผ้าที่ใช้มักทำจากไหมหรือฝ้าย หรือทั้งสองอย่างรวมกัน ซัมปอตสำหรับผู้หญิงมีความคล้ายคลึงกับผ้านุ่งของประเทศลาวและไทย ทั้งนี้ ซัมปอดมีหลายแบบซึ่งจะแตกต่างกันไปตามชนชั้นทางสังคมของชาวกัมพูชา ถ้าใช้ในชีวิตประจำวันจะใช้วัสดุราคาไม่สูง ซึ่งจะส่งมาจากประเทศญี่ปุ่น นิยมทำลวดลายตามขวาง ถ้าเป็นชนิดหรูหราจะทอด้ายเงินและด้ายทอง

10. ชุดประจำชาติประเทศสิงคโปร์
สิงคโปร์ไม่มีชุดประจำชาติเป็นของตนเอง เนื่องจากประเทศสิงคโปร์แบ่งออกเป็น 4 เชื้อชาติหลัก ๆ ได้แก่ จีน มาเลย์ อินเดีย และชาวยุโรป ซึ่งแต่ละเชื้อชาติก็มีชุดประจำชาติเป็นของตนเอง เช่น ผู้หญิงมลายูในสิงคโปร์ จะใส่ชุดเกบาย่า (Kebaya) ตัว เสื้อจะมีสีสันสดใส ปักฉลุเป็นลายลูกไม้ หากเป็นชาวจีน ก็จะสวมเสื้อแขนยาว คอจีน เสื้อผ้าหน้าซ่อนกระดุม สวมกางเกงขายาว โดยเสื้อจะใช้ผ้าสีเรียบหรือผ้าแพรจีนก็ได้

ก.แรงงาน เตรียมส่งแรงงานกลับบ้านเทศกาลสงกรานต์อย่างปลอดภัย

กระทรวงแรงงาน เตรียมส่งพี่น้องแรงงานกลับบ้านช่วงเทศกาลสงกรานต์อย่างปลอดภัย พร้อมผนึกกำลังเครือข่ายลุยให้ความรู้ จัดกิจกรรมสนับสนุนแรงงานเดินทางอย่างปลอดภัย
พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวในงานแถลงข่าว “ส่งพี่น้องแรงงานกลับบ้านเทศกาลสงกรานต์อย่างปลอดภัย” http://bjkdergisi.com
ว่า สถานประกอบกิจการส่วนใหญ่ได้กำหนดให้วันสงกรานต์เป็นวันหยุดตามประเพณีเพื่อให้ลูกจ้างได้เดินทางกลับภูมิลำเนากลับไปเยี่ยมครอบครัวและร่วมกิจกรรมตามประเพณีนิยม ซึ่งในปีนี้คณะรัฐมนตรีได้มีมติกำหนดให้วันพฤหัสบดีที่ 12 เม.ย.61 เป็นวันหยุดราชการเพิ่มเป็นกรณีพิเศษ
โดยเป็นวันหยุดต่อเนื่องในช่วงเทศกาลวันสงกรานต์ รวม 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 12 – 16 เม.ย.61 ประกอบกับคณะรัฐมนตรีมีมติพิจารณาผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมาที่ทำงานในประเทศไทย ประเภทกรรมกร รับใช้ในบ้าน ช่างเครื่องยนต์ในเรือประมงทะเล และผู้ประสานงานด้านภาษา
สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทางเพื่อร่วมงานประเพณีสงกรานต์และกลับเข้ามาในประเทศไทยได้ตั้งแต่วันที่ 5 -30 เม.ย.61 ดังนั้น ในช่วงเวลาดังกล่าวจะมีผู้ใช้แรงงานทั้งชาวไทยและต่างด้าวเดินทางกลับภูมิลำเนาจำนวนมาก ซึ่งคาดว่าจะมีไทยเดินทางไปกลับบ้านประมาณ สี่ล้านคน และแรงงานต่างด้าวเดินทางเข้า-ออกกว่าสองแสนคน

รมว.แรงงาน กล่าวต่อไปว่า กระทรวงแรงงาน มีความห่วงใยพี่น้องแรงงานทุกคน และเพื่อให้เดินทางไปกลับได้อย่างปลอดภัย ลดอุบัติเหตุ ตลอดจนมีความสะดวกในการเดินทาง
กระทรวงแรงงานได้ขอความร่วมมือนายจ้าง เจ้าของสถานประกอบกิจการอำนวยความสะดวกในการเดินทางของลูกจ้างพนักงาน โดยเฉพาะในกิจการขนส่งจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งในเรื่องชั่วโมงการทำงาน เวลาพัก และการทำงานล่วงเวลา
รวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกี่ยวกับเส้นทางการเดินทาง ตารางเวลารถโดยสาร เส้นทางการจราจร การเตรียมยานพาหนะและวินัยจราจร เป็นต้น ในส่วนของลูกจ้างขอให้วางแผนในการเดินทางทั้งไปและกลับ เตรียมตัวให้พร้อม
สำหรับลูกจ้างต่างด้าวต้องเตรียมเอกสารประจำตัวให้พร้อมเพื่อให้เดินทางผ่านเข้าออกได้อย่างสะดวก ทั้งนี้ ได้ประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างความร่วมมือกันส่งพี่น้องแรงงานกลับบ้านเทศกาลสงกรานต์อย่างปลอดภัย
เช่น กรมการขนส่งทางบกในการจัดรถสาธารณะให้เพียงพอ กรมทางหลวงในการดูแลเรื่องการจราจร เป็นต้น นอกจากนี้ กระทรวงแรงงาน ยังได้เปิดคลินิกช่างให้บริการตรวจความพร้อมยานพาหนะที่ใช้เดินทาง เปิดให้บริการนวดผ่อนคลาย
จัดรถบริการตรวจสุขภาพเคลื่อนที่ แจกเวชภัณฑ์ให้กับผู้ใช้แรงงาน ณ สถานีขนส่งหลัก ตลอดจนเปิดบริการสายด่วน 1506 คอยให้ความช่วยเหลือตลอดช่วงเวลาดังกล่าว

แชมป์เปี้ยนGSB TBSL2018 ได้แก่ ทีมสโมสรโมโนแวมไพร์ บาสเกตบอลคลับ เงินรางวัล 3 ล้านบาท

แชมป์เปี้ยนGSB TBSL2018 ได้แก่ ทีมสโมสรโมโนแวมไพร์ บาสเกตบอลคลับ เงินรางวัล 3 ล้านบาท

รองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ ทีมสโมสรไฮเทค บาสเกตบอลคลับ เงินรางวัล 2 ล้านบาท
รองชนะเลิศอันดับที่ 3 ได้แก่ ทีมสโมสรแมดโกท เงินรางวัล 1.5 ล้านบาท
ควอเตอร์แรก เริ่มเกมเป็นทางไฮเทคที่ออกสตาร์ทได้ค่อนข้างดี ด้วยการรันเล็กๆที่ 0-6 แต้ม แต่ด้วยโมโน แวมไพร์ที่ไม่อยากให้มีเกมที่สาม ทำให้เหล่าค้างคาวอมตะค่อนข้างมีความมุ่งมั่นมากที่เดียว
จึงส่งผลให้รูปเกมสนุกสูสีทีเดียว หลังจากนั้น ไฮเทคที่ใช้เกมรุกแบบส่องไกลกับระยะกลางเป็นส่วนใหญ่เพื่อดึงให้ “ดิกัวร่า มัลเตส” ออกจากใต้แป้นแล้วค่อยบุกเข้าใน สร้างปัญหาให้โมโน แวมไพร์พอสมควร ก่อนจะปิดควอเตอร์ไปที่สกอร์ 22-22 คะแนนhttp://udhr60.org

ควอเตอร์สอง เปิดฉากเป็นทางไฮเทคที่ออกสตาร์ทได้ดีอีกครั้ง ด้วยการรันเล็กๆ 1-11 แต้ม ทำให้โมโน แวมไพร์ต้องขอเวลาเพื่อเบรกเกมและก็ค่อนข้างได้ผล สามารถลดช่วงว่างของแต้มได้ดี
ทำให้รูปเกมกลับมาสนุกสูสีกันอีกครั้ง และด้วยการจ่ายบอลที่ชาญฉลาดของ “เจสัน บริคแมน” แต่โมโน แวมไพร์ ก็ยังคงมีปัญหาในการป้องกันเกมบุกของไฮเทค ทำให้จบควอเตอร์ไปที่สกอร์ 35-42 คะแนน

ควอเตอร์สาม เริ่มครึ่งหลังขอเกมเป็นทั้งสองทีมที่ทำผลงานได้สูสีกัน แต่ไฮเทคจะได้เปรียบจากแต้มที่สะสมไว้ในช่วงครึ่งแรก ขณะที่โมโน แวมไพร์ก็พยายามอย่างเต็มที่เพื่อจะปิดเกมนี้ด้วยชัยชนะให้ได้เช่นกัน
และทำได้ดีทีเดียวจนสามารถทำแต้มไล่เกาะติดอีกครั้ง หลังจากนั้นรูปเกมสนุกสูสีชนิดยิงมายิงกลับ ก่อนจะจบควอเตอร์ไปที่สกอร์ 52-58 คะแนน

ควอเตอร์สี่ เปิดฉากเป็นทั้งสองทีมที่ชิงไหวชิงพริบกันโดยตลอด แล้วในโมโน แวมไพร์ปรับเปลี่ยนแผนมาใช้ลูกส่องไกลเป็นหลักและก็แม่นที่เดียว โดยเฉพาะ “ซามาร์ พอล” ทำให้แต้มกลับมาเสมอกัน
ทำให้เกมกลับมานับหนึ่งกันใหม่ หลังจากนั้น ผู้เล่นอิมพอร์ตของโมโน แวมไพร์ค่อยๆช่วยกันทำเกมบุกได้ดีพร้อมกลับพลิกขึ้นนำได้สำเร็จ และทิ้งระยะห่างออกไปพอสมควร ขณะที่ไฮเทคตื้อไป ทำให้ โมโน แวมไพร์สามารถป้องกันแชมป์ไว้ได้ที่สกอร์ 81-69 คะแนนและเป็นการที่ชนะ 2 เกมรวด

ประโยชน์ของข้าวแต่ละชนิด

ข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทยมาแสนนาน ซึ่งมีหลากหลายชนิดแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ของข้าว ข้าวทุกชนิดล้วนมีคุณค่าและคุณประโยชน์มากน้อยแตกต่างกันไป การเลือกรับประทานข้าวไม่เพียงแต่ความอร่อยเท่านั้นจะต้องใส่ใจถึงคุณค่าทางโภชนาการของข้าวด้วยเช่นกัน


1. ข้าวขาว
ข้าวขาวหรือข้าวขาวหอมมะลิ เป็นข้าวที่ถูกขัดสีไปค่อนข้างมาก ทำให้คุณประโยชน์ของข้าวลดน้อยลงไปและคงเหลือแต่คาร์โบไฮเดรตสูงถึง 71-77% ซึ่งทำหน้าที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย นอกจากนี้ยังมีวิตามินบี 1 ซึ่งช่วยป้องกันโรคเหน็บชา และวิตามินบี 2 ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอก ถึงแม้ความขาวจะมีคุณประโยชน์น้อย แต่ก็ยังคงได้รับความนิยมมากเนื่องจากเมื่อรับประทานแล้วจะมีความนุ่มกว่าข้าวชนิดอื่น อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมคล้ายใบเตยด้วย


2. ข้าวกล้อง
ข้าวกล้อง คือข้าวที่สีเอาเปลือกออกโดยที่ยังคงมีจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดอยู่ จึงมีเมล็ดสีน้ำตาลอ่อน ข้าวกล้องอุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เช่น วิตามินบี1 แคลเซียม โฟเลต
ธาตุเหล็กและฟอสฟอรัส ซึ่งช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน ป้องกันโรคโลหิตจาง และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย เป็นต้น นอกจากนี้ข้าวกล้องยังมีดัชนีน้ำตาลต่ำ จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน อีกทั้งข้าวกล้องยังมีใยอาหารเหลืออยู่มากกว่าข้าวขาวหรือข้าวขัดสี 3 เท่า จึงช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย และป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้


3. ข้าวหอมนิล
ข้าวหอมนิลหรือข้าวสีนิล มีลักษณะเป็นเมล็ดเรียวยาว สีดำหรือสีม่วงเข้ม มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองแตกต่างจากข้าวสายพันธุ์อื่น มีแอนโทไซยานินเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันและโรคมะเร็ง ได้ดีกว่าผลไม้ตระกูลเบอรี่ถึง 3 เท่า นอกจากนี้ยังมีธาตุเหล็กที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ทันที ช่วยบำรุงโลหิตและการทำงานของระบบประสาท


4. ข้าวแดง
ข้าวแดง คือข้าวกล้องที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง มีด้วยกันหลายสายพันธุ์เช่น ข้าวมันปู และข้าวสังข์หยด เป็นต้น ข้าวมันปูมีสารแคโรทีนซึ่งมีคุณสมบัติเป็นโปรวิตามินเอสูงกว่าข้าวสายพันธุ์อื่นๆ ช่วยบำรุงสายตา ผิวพรรณและช่วยชะลอความแก่ ส่วนข้าวสังข์หยดเป็นพันธุ์ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ให้มีเนื้ออ่อนนุ่นมากขึ้น เป็นข้าวพื้นเมืองภาคใต้ปลูกมากแถบรอบลุ่มทะเลสาบสงขลา ซึ่งอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก และฟอสฟอรัส ช่วยบำรุงโลหิต นอกจากนี้ข้าวแดงยังมีไนอาซีนหรือวิตามินบี 3
ซึ่งช่วยในระบบการไหลเวียนเลือด ลดระดับของคอเลสเตอรอล และมีความจำเป็นต่อระบบประสาทและการทำงานของสมอง

ขนมญี่ปุ่นแห่บุก “อาเซียน” ตั้งฐานผลิต…รับตลาดโต

ขนมญี่ปุ่น

 

การรุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างหนักหน่วงของบรรดาเชนรายสะดวกซื้อจากแดนปลาดิบอย่างเซเว่นอีเลฟเว่น แฟมิลี่มาร์ท และลอว์สัน ได้เปิดทางให้แบรนด์สินค้าญี่ปุ่นระดับกลาง-เล็กหลายรายใช้ร้านค้าเหล่านี้เป็นช่องทางเปิดฉากรุกตลาดอาเซียน รวมถึงจับมือพันธมิตร-ตั้งฐานการผลิตเป็นสปริงบอร์ดรุกเข้าสู่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ต่อไปในอนาคต

โดย “ยูราคุ คอนเฟกชันเนอรี่” (Yuraku Confectionery) ผู้ผลิตขนมสัญชาติญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่อาศัยโอกาศนี้รุกตลาดอย่างหนักหน่วง นอกจากปูพรมสินค้าเข้าสู่ประเทศต่าง ๆ แล้ว ยังพัฒนาสินค้ารุ่นพิเศษสำหรับขายในอาเซียน และตั้งฐานการผลิตรองรับดีมานด์ ในขณะที่รายอื่น ๆ อาทิ “อาเมะฮะมาเซกะ” (Amehamaseika) และ “ไทโรล ช็อกโก้” (Tirol Choco) เล็งตลาดใหญ่ทั้งไทย เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

สำนักข่าวนิกเคอิ รายงานว่า “ยูราคุฯ” ประกาศจับมือกับ “เดลฟี” (Delfi) ผู้ผลิตขนมจากสิงคโปร์ ร่วมลงทุนมูลค่า 500 ล้านเยนหรือประมาณ 4.65 ล้านเหรียญสหรัฐ ในสัดส่วน 40% ต่อ 60% ตามลำดับ เพื่อเพิ่มไลน์ผลิตขนม “แบล็ก ทันเดอร์” (Black Thunder) สินค้าแฟลกชิปของยูราคุฯในโรงงานเดลฟีที่อินโดนีเซีย ซึ่งสินค้าที่ออกจากโรงงานนี้จะเป็นสูตรพิเศษสำหรับขายในอาเซียนโดยเฉพาะ มีจุดเด่นด้านทนต่ออุณหภูมิและความชื้นได้มากกว่าแบบที่ขายในญี่ปุ่น โดยมีกำหนดเริ่มสายการผลิตในปี 2522

นอกจากเพิ่มกำลังผลิตแล้วยังปรับกลยุทธ์ โดยดีไซน์แพ็กเกจสินค้าให้ใกล้เคียงกับแบบที่ใช้ในญี่ปุ่น เพื่อเน้นย้ำจุดขายเรื่องแบรนด์ญี่ปุ่น โดยไม่ต้องพึ่งพาตรา “เมดอินเจแปน” ช่วยลดข้อจำกัดในการขยายฐานการผลิต

โดยทางบริษัทย้ำว่า การลงทุนและกลยุทธ์ใหม่นี้จะช่วยให้ยอดขายจากต่างประเทศซึ่งเดิมมีสัดส่วนเพียง 1% ของรายได้รวมหรือประมาณ 9.4 แสนเหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้น 10 เท่าภายในเวลา 5 ปี จากเดิมที่เคยส่งขนม “แบล็ก ทันเดอร์” เข้าไปวางขายในประเทศต่าง ๆ อาทิ สหรัฐ ไต้หวัน ไทย ตั้งแต่ปี 2554 แต่ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก

ส่วน “ไทโรล ช็อกโก้” จะนำสินค้าไฮไลต์ซึ่งเป็นช็อกโกแลตขนาดพอดีคำรุกประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ในฤดูใบไม้ผลินี้ ด้วยกลยุทธ์ถนัด เช่น ตั้งราคาให้ตัดสินใจง่ายและเพิ่มโอกาสขายโดยวางสินค้าใกล้เครื่องคิดเงิน พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนยอดขายต่างประเทศจาก 5% เป็น 20% ใน 10 ปี

เช่นเดียวกับ “อาเมะฮะมาเซกะ” ที่เตรียมรุกประเทศไทย เวียดนาม และมาเลเซีย ด้วยลูกอมหลังจากเริ่มขายในเกาหลีใต้และสหรัฐไปก่อนหน้านี้

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้น่าจะทำให้การแข่งขันในตลาดขนมขบเคี้ยวและลูกอมในอาเซียนดุเดือดขึ้นอีก ซึ่งต้องรอดูกันว่าแบรนด์ท้องถิ่นในแต่ละประเทศรวมถึงไทยจะปรับตัวรับมืออย่างไร

ประเทศสิงคโปร์

ประเทศสิงคโปร์

ชื่อทางการ : สาธารณรัฐสิงคโปร์ (Republic of Singapore)

ประเทศสิงคโปร์
ที่ตั้ง : เป็นนครรัฐ ที่ตั้งอยู่บนเกาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ละติจูด 1°17′35″ เหนือ ลองจิจูด 103°51′20″ ตะวันออก ตั้งอยู่ทางใต้สุดของคาบสมุทรมาเลย์ อยู่ทางใต้ของรัฐยะโฮร์ของประเทศมาเลเซีย และอยู่ทางเหนือของเกาะรีเยาของประเทศอินโดนีเซีย
พื้นที่ : ประกอบด้วยเกาะสิงคโปร์และเกาะใหญ่น้อยบริเวณใกล้เคียง 63 เกาะ มีพื้นที่ รวมทั้งสิ้น 697 ตารางกิโลเมตร (ประมาณเกาะภูเก็ต) เกาะสิงคโปร์เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดมีความยาวจากทิศตะวันตกไปตะวันออกประมาณ 42 กิโลเมตร และความกว้างจากทิศเหนือไปยังทิศใต้ประมาณ 23 กิโลเมตร
เมืองหลวง : สิงคโปร์

ประเทศสิงคโปร์
ประชากร : 4.35 ล้านคน (พ.ศ.2548) ประกอบด้วยชาวจีน 76.5% ชาวมาเลย์ 13.8% ชาวอินเดีย 8.1% และอื่น ๆ 1.6%
ภูมิอากาศ : ร้อนชื้น มีฝนตกตลอดปี อุณหภูมิเฉลี่ย 26.8 องศาเซลเซียส
ภาษา : ภาษาทางราชการ คือ ภาษามาเลย์ (ภาษาประจำชาติ) จีนกลาง (แมนดาริน) ทมิฬ และอังกฤษ สิงคโปร์ส่งเสริมให้ประชาชนพูด 2 ภาษา โดยเฉพาะจีนกลาง ในขณะที่ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้ในการติดต่องานและในชีวิตประจำวัน
ศาสนา : พุทธ 42.5% อิสลาม 14.9% คริสต์ 14.5% ฮินดู 4% ไม่นับถือศาสนา 25%
สกุลเงิน : ดอลลาร์สิงคโปร์ (Singapore Dollar : SGD)
อัตราแลกเปลี่ยน (ซื้อ) 23 บาท/ 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ขาย) 23.5 บาท/ 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ (มกราคม 2552)
ระบอบการปกครอง : สาธารณรัฐ (ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีสภาเดียว) โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุข และนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร

ประธานาธิบดี คือ ฮาลีมะฮ์ ยากบ
นายกรัฐมนตรี คือ นายลี เซียน ลุง (Lee Hsien Loong) (12 สิงหาคม 2547)
ประธานาธิบดีโทนี ตัน เค็ง ยัม

ประเทศสิงคโปร์

 

ประเทศฟิลิปปินส์

ประเทศฟิลิปปินส์

ชื่อทางการ : สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (Republic of the Philippines)

ประเทศฟิลิปปินส์
ที่ตั้ง : เป็นประเทศหมู่เกาะที่ประกอบด้วยเกาะจำนวนทั้งสิ้น 7,107 เกาะ ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ห่างจากเอเชียแผ่นดินใหญ่ทางตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ 100 กม. และมีลักษณะพิเศษ คือ เป็นประเทศเพียงหนึ่งเดียวที่มีพรมแดนทางทะเลที่ติดต่อระหว่างกันยาวมากที่สุดในโลก
– ทิศตะวันตกและทิศเหนือติดกับทะเลจีนใต้
– ทิศตะวันออกและทิศใต้ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก
– อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 1,800 กิโลเมตร
พื้นที่ : 298,170 ตารางกิโลเมตร (ประมาณ 3 ใน 5 ของประเทศไทย)
เมืองหลวง : กรุงมะนิลา (Manila)
ประชากร : 88.7 ล้านคน (พ.ศ.2550)

ประเทศฟิลิปปินส์

ภูมิอากาศ : มรสุมเขตร้อน ได้รับความชุ่มชื้นจากลมมรสุมทั้ง 2 ฤดู ได้รับฝนจากลมพายุไต้ฝุ่น และดีเปรสชั่น บริเวณที่ฝนตกมากที่สุด คือ เมืองบาเกียว เป็นเมืองที่ฝนตกมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ภาษา : มีการใช้ภาษามากกว่า 170 ภาษา โดยส่วนมากเกือบทั้งหมดนั้นเป็นตระกูลภาษาย่อยมาลาโย-โปลินีเซียนตะวันตก แต่ในปี พ.ศ. 2530 รัฐธรรมนูญได้ระบุให้ภาษาฟิลิปิโน (Filipino) และภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ ส่วนภาษาต่างประเทศอื่น ๆ ที่ใช้กันมากในประเทศฟิลิปปินส์มีทั้งหมด 8 ภาษา ได้แก่ ภาษาสเปน ภาษาจีนฮกเกี้ยน ภาษาจีนแต้จิ๋ว ภาษาอินโดนีเซีย ภาษาซินด์ ภาษาปัญจาบ ภาษาเกาหลี และภาษาอาหรับ โดยฟิลิปปินส์นั้น มีภาษาประจำชาติคือ ภาษาตากาล็อก

ประเทศฟิลิปปินส์
ศาสนา : ร้อยละ 92 ของชาวฟิลิปปินส์ทั้งหมดนับถือศาสนาคริสต์ โดยร้อยละ 83 นับถือนิกายโรมันคาทอลิก และร้อยละ 9 เป็นนิกายโปรเตสแตนต์ มุสลิมร้อยละ 5 พุทธและอื่น ๆ ร้อยละ 3
สกุลเงิน : เปโซ (Peso : PHP)
อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ (ซื้อ) 0.72 บาท/ 1 เปโซ (ขาย) 0.75 บาท/ 1 เปโซ (มกราคม 2552)
ระบอบการปกครอง : ประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดีเป็นประมุขและหัวหน้าฝ่ายบริหาร (วาระ ๖ ปี)

ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ โรดรีโก ดูแตร์เต

 

ประเทศพม่า

ประเทศพม่า

ชื่อทางการ : สหภาพพม่า (Union of Myanmar)

ประเทศพม่า
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ที่ละติจูดที่ 28 องศา 30 ลิปดา ถึง 10 องศา 20 ลิปดาเหนือ ภูมิประเทศตั้งอยู่ตามแนวอ่าวเบงกอลและทะเลอันดามันทำให้มีชายฝั่งทะเลยาวถึง 2,000 ไมล์
– ทางตะวันออกเฉียงเหนือติดกับทิเบตและจีน
– ทางตะวันออกติดกับลาว
– ทางตะวันออกเฉียงใต้ติดกับไทย
– ทางตะวันตกเฉียงเหนือติดกับบังคลาเทศและอินเดีย
– ทางตะวันตกเฉียงใต้และทางใต้ติดกับทะเลอันดามันและอ่าวเบงกอล
พื้นที่ : 676,577 ตารางกิโลเมตร (ประมาณ 1.3 เท่าของไทย)
เมืองหลวง : เนปีดอ (Naypyidaw) (ภาษาพม่า) หรือบางครั้งสะกดเป็น เนปีตอ (Nay Pyi Taw) (มีความหมายว่า มหาราชธานี) เป็นเมืองหลวงและเมืองศูนย์กลางการบริหารของสหภาพพม่าที่ได้ย้ายมาจากย่างกุ้ง ตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ตั้งอยู่ในหมู่บ้านจัตปแว (Kyatpyae) ทางทิศตะวันตกของตัวเมืองเปียนมานา (Pyinmana) ในเขตมัณฑะเลย์ สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาโดยรอบ เมืองนี้เป็นเมืองเดียวของประเทศพม่าที่สามารถใช้ไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งในขณะที่เมืองหลวงเก่าย่างกุ้งจะไฟฟ้าดับอย่างน้อย 6 ชั่วโมง เมืองนี้อยู่ห่างย่างกุ้งไปทางเหนือประมาณ 320 กิโลเมตร ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ซึ่งทางการพม่านั้นต้องการ เมืองนี้เริ่มมีการสร้างสิ่งต่าง ๆ บ้างแล้ว เช่น อพาร์ตเมนท์ ซึ่งคนพอมีเงินที่จะมาซื้ออยู่อาศัย เริ่มมีประชาชนอพยพมาอาศัยอยู่หลายหมื่นคน แต่เมืองหลวงแห่งนี้ ยังไม่มีโรงเรียน โรงพยาบาล เปรียบเสมือนเมืองทหาร ซึ่งกำลังก่อสร้างต่อไป

ประเทศพม่า
ประชากร : ประมาณ 56 ล้านคน (พ.ศ.2548) มีเผ่าพันธุ์ 135 เผ่าพันธุ์ ประกอบด้วย เชื้อชาติหลัก ๆ 8 กลุ่ม คือ พม่า (ร้อยละ 68) ไทยใหญ่ (ร้อยละ 8 ) กะเหรี่ยง (ร้อยละ 7) ยะไข่ (ร้อยละ 4) จีน (ร้อยละ 3) มอญ (ร้อยละ 2) อินเดีย (ร้อยละ 2)
ภูมิอากาศ : สภาพภูมิอากาศส่วนใหญ่ในบริเวณที่เป็นเทือกเขาสูงทางตอนกลางและตอนเหนือของประเทศจะมีอากาศแห้งและร้อนมากในฤดูร้อน ส่วนในฤดูหนาวอากาศจะเย็นมาก ตามชายฝั่งทะเลและบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำจะแปรปรวนในช่วงเปลี่ยนฤดู เพราะได้รับอิทธิพลของพายุดีเปรสชั่นเสมอ ทำให้บริเวณนี้มีฝนตกชุกหนาแน่นมากกว่าตอนกลางหรือตอนบนของประเทศที่เป็นเขตเงาฝน ข้อแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยว คือ ควรเดินทางในช่วงเดือนพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ เพราะฝนไม่ตก และอากาศไม่ร้อนจนเกินไปนัก
ภาษา : ภาษาพม่าเป็นภาษาราชการ
ศาสนา : ศาสนาพุทธ (พม่าบัญญัติให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติใน พ.ศ. 2517) ร้อยละ 90 ศาสนาคริสต์ร้อยละ 5 ศาสนาอิสลามร้อยละ 3.8 ศาสนาฮินดูร้อยละ 0.05
สกุลเงิน : จ๊าด (Kyat : MMK)
อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 25 จ๊าดต่อ 1 บาท หรือประมาณ 1,300 จ๊าดต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ (มิถุนายน 2549)
ระบอบการปกครอง : เผด็จการทางทหาร ปกครองโดยรัฐบาลทหารภายใต้สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (State Peace and Development Council – SPDC)

ประเทศพม่า

ประธานสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (ประมุขประเทศ) คือ พลเอกอาวุโส ตาน ฉ่วย (Senior General Than Shwe) (เมษายน 2535)
นายกรัฐมนตรี (หัวหน้ารัฐบาล) คือ พล.อ.เทียน เส่ง (Gen. Thein Sein) นายกรัฐมนตรีคนที่ 11 ของพม่า (พ.ศ. 2550)

 

ประเทศมาเลเซีย

ประเทศมาเลเซีย

ชื่อทางการ : มาเลเซีย (Malaysia)

ประเทศมาเลเซีย
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ในเขตเส้นศูนย์สูตร ประกอบด้วยดินแดนสองส่วน โดยมีทะเลจีนใต้กั้น
– ส่วนแรก คือ มาเลเซียตะวันตก ตั้งอยู่บนคาบสมุทรมลายู มีพรมแดนทิศเหนือติดประเทศไทย และทิศใต้ติดกับสิงคโปร์ ประกอบด้วย 11 รัฐ คือ ปะหัง สลังงอร์ เนกรีเซมบิลัน มะละกา ยะโฮร์ เประ กลันตัน ตรังกานู ปีนัง เกดะห์ และปะลิส
– ส่วนที่สอง คือ มาเลเซียตะวันออก ตั้งอยู่ทางเหนือของเกาะบอร์เนียว (กาลิมันตัน) มีพรมแดนทิศใต้ติดอินโดนีเซีย และมีพรมแดนล้อมรอบประเทศบรูไน ประกอบด้วย 2 รัฐ คือ ซาบาห์ และซาราวัก
– นอกจากนี้ยังมีเขตการปกครองภายใต้สหพันธรัฐอีก 3 เขต คือ กรุงกัวลาลัมเปอร์ (เมืองหลวง) เมืองปุตราจายา (เมืองราชการ) และเกาะลาบวน
พื้นที่ : 330,257 ตารางกิโลเมตร
เมืองหลวง : กรุงกัวลาลัมเปอร์ (Kuala Lumpur)

ประเทศมาเลเซีย
ประชากร : 26.24 ล้านคน (ปี 2549) ประกอบด้วย ชาวมาเลย์กว่า 40% ที่เหลืออีกกว่า 33% เป็นชาวจีน อีก 10% เป็นชาวอินเดีย อีก 10% เป็นชนพื้นเมืองบนเกาะบอร์เนียว อีก 5% เป็นชาวไทย และอื่นๆอีก 2%
ภูมิอากาศ : ร้อนชื้น อุณหภูมิเฉลี่ย 28 องศาเซลเซียส
ภาษา : มาเลย์ (Bahasa Malaysia เป็นภาษาราชการ) อังกฤษ จีน ทมิฬ
ศาสนา : อิสลาม (ศาสนาประจำชาติ ร้อยละ 60.4) พุทธ (ร้อยละ 19.2) คริสต์ (ร้อยละ 11.6) ฮินดู (ร้อยละ 6.3) อื่น ๆ (ร้อยละ 2.5)
สกุลเงิน : ริงกิตมาเลเซีย (Malaysian Ringgit : MYR)
อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ (ซื้อ) 9.25 บาท/ 1 ริงกิต (ขาย) 10 บาท/1 ริงกิต (มกราคม 2552)
ระบอบการปกครอง : ประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา (Parliamentary Democracy)

ประเทศมาเลเซีย

ประมุข คือ สมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่าน มีซาน ไซนัล อาบิดีน (พระนามเต็ม: อัล วาติกูร บิลลาห์ ตวนกู มิซาน ไซนัล อาบิดีน อิบนี อัลมาร์ฮุม สุลต่าน มาห์มัด อัล มัคตาฟิ บิลลาห์ ชาห์ ภาษาอังกฤษ : DYMM Al-Wathiqu Billah Tuanku Mizan Zainal Abidin Ibni Al-Marhum Sultan Mahmud Al-Muktafi Billah Shah) จากรัฐตรังกานู ทรงเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 13 ของมาเลเซีย (ตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2549)
นายกรัฐมนตรี คือ ดาโต๊ะ ซรี อับดุลลาห์ บิน ฮาจิ อาหมัด บาดาวี (Dato’ Seri Abdullah bin Haji Ahmad Badawi
นาจิบ ราซัค

 

ประเทศลาว

ประเทศลาว

ชื่อทางการ : สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (The Lao People’s Democratic Republic)

ประเทศลาว
ที่ตั้ง : เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล มีพรมแดนติดจีนและพม่าทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ติดต่อกับเวียดนามทางทิศตะวันออก ติดต่อกับกัมพูชาทางทิศใต้ และติดต่อกับประเทศไทยทางทิศตะวันตก
พื้นที่ : 236,800 ตารางกิโลเมตร (ประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศไทย) แบ่งเป็น 16 แขวง และ 1 เขตปกครองพิเศษ (นครหลวงเวียงจันทน์)
เมืองหลวง : นครเวียงจันทน์ (Vientiane) (เป็นเขตเมืองหลวงเหมือน กทม. ส่วนแขวงเวียงจันทน์เป็นอีกแขวงหนึ่งที่อยู่ติดกับนครหลวงเวียงจันทน์)

ประเทศลาว

ประชากร : 5.6 ล้านคน (ปี 2548) ประกอบด้วย ลาวลุ่มร้อยละ 68 ลาวเทิงร้อยละ 22 ลาวสูงร้อยละ 9 รวมประมาณ 68 ชนเผ่า
ภูมิอากาศ : อุณหภูมิเฉลี่ย 29-33 องศา ต่ำสุด 10 องศา ปริมาณฝนตกเฉลี่ย 1,715 มม.ต่อปี ความชื้น 70-80 %
ภาษา : ภาษาลาวเป็นภาษาราชการ
ศาสนา : ร้อยละ 75 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 16-17 นับถือผี ที่เหลือนับถือศาสนาคริสต์ (ประมาณ 100,000 คน) และอิสลาม (ประมาณ 300 คน)
สกุลเงิน : กีบ (Kip)
อัตราแลกเปลี่ยน 1 บาท : 276 กีบ (พฤษภาคม 2551)
ระบอบการปกครอง : ระบบการปกครองแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ (ทางการลาวใช้คำว่า ระบอบประชาธิปไตยประชาชน) โดยพรรคการเมืองเดียวเป็นองค์กรชี้นำประเทศ คือ พรรคประชาชนปฏิวัติลาว มีอำนาจสูงสุดตั้งแต่ลาวเริ่มปกครองในระบอบสังคมนิยม เมื่อ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2518

ประเทศลาว

ประมุข-ประธานประเทศ (ในภาษาลาว หมายถึง ตำแหน่งประธานาธิบดี) คือ พลโท จูมมะลี ไซยะสอน (8 มิถุนายน พ.ศ. 2549)
หัวหน้ารัฐบาล-นายกรัฐมนตรี คือ นายบัวสอน บุบผาวัน (8 มิถุนายน พ.ศ. 2549)
ประธานาธิบดีจูมมะลี ไซยะสอน

 

ประเทศอินโดนีเซีย

ชื่อทางการ : สาธารณรัฐอินโดนีเซีย (Republic of Indonesia)
ที่ตั้ง : อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยตั้งอยู่บนเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรอินเดีย และเป็นสะพานเชื่อมระหว่างทวีปเอเชียกับออสเตรเลีย ทำให้อินโดนีเซียสามารถควบคุมเส้นทางการติดต่อระหว่างมหาสมุทรทั้งสอง ผ่านช่องแคบที่สำคัญต่างๆ เช่น ช่องแคบมะละกา ช่องแคบซุนดา และช่องแคบล็อมบอก ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางมายังประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก

ประเทศอินโดนีเซีย
พื้นที่ : 1,890,754 ตารางกิโลเมตร เป็นประเทศหมู่เกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ประกอบด้วยเกาะใหญ่น้อย กว่า 17,508 เกาะ รวมอยู่ในพื้นที่ 4 ส่วน คือ

– หมู่เกาะซุนดาใหญ่ ประกอบด้วย เกาะชวา สุมาตรา บอร์เนียว และสุลาเวสี
– หมู่เกาะซุนดาน้อย ประกอบด้วยเกาะเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเกาะชวา มีเกาะบาหลี ลอมบอก ซุมบาวา ซุมบา ฟอลเรส และติมอร์
– หมู่เกาะมาลุกุ หรือ หมู่เกาะเครื่องเทศ ตั้งอยู่ระหว่างสุลาเวสี กับอิเรียนจายาบนเกาะ นิวกีนี
– อีเรียนจายา อยู่ทางทิศตะวันตกของปาปัวนิวกินี

ประเทศอินโดนีเซีย

เมืองหลวง : จาการ์ตา (Jakarta)
ประชากร : ประมาณ 220 ล้านคน ประกอบด้วย ชนพื้นเมืองหลากหลายกลุ่ม ซึ่งพูดภาษาต่างกันกว่า 583 ภาษา ร้อยละ 61 อาศัยอยู่บนเกาะชวา
ภูมิอากาศ : มีอากาศร้อนชื้นแบบศูนย์สูตร ประกอบด้วย 2 ฤดู คือ ฤดูแล้ง (พฤษภาคม-ตุลาคม) และ ฤดูฝน (พฤศจิกายน-เมษายน)

ประเทศอินโดนีเซีย
ภาษา : ภาษาราชการและภาษาประจำชาติ ได้แก่ ภาษาอินโดนีเซีย หรือ Bahasa Indonesia
ศาสนา : ชาวอินโดนีเซียร้อยละ 87 นับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 6 นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ ร้อยละ 3.5 นับถือศาสนาคริสต์นิกายแคทอลิก ร้อยละ 1.8 นับถือศาสนาฮินดู และร้อยละ 1.3 นับถือ ศาสนาพุทธ 4
สกุลเงิน : รูเปียห์ (Rupiah : IDR) อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ (ซื้อ) 2.87 บาท / 1,000 รูเปียห์ (ขาย) 3.32 บาท / 1,000 รูเปียห์ (มกราคม 2552)
ระบอบการปกครอง : ประชาธิปไตย ที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุข และหัวหน้าฝ่ายบริหาร

 

ประเทศกัมพูชา

ประเทศกัมพูชา

ราชอาณาจักรกัมพูชา (Kingdorm of Cambodia)
เป็นชื่อทางการของประเทศกัมพูชา หรือที่เรารู้จักกันในอีกชื่อว่า “เขมร” กัมพูชาเป็นแหล่งอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ของอาณาจักรขอมโบราณ ปัจจุบันโบราณสถานที่หลงเหลืออยู่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของโลก และได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก

ประเทศกัมพูชา

ในอดีตนั้นชนชาติที่อาศัยอยู่ในดินแดงนี้คือ “ขอม” ต่อมาเรียกว่า “เขมร” จนเป็นกัมพูชาเช่นปัจจุบัน ประชากรที่อาศัยอยู่ในประเทศกัมพูชาส่วนใหญ่เป็นชาวกัมพูชาร้อยละ 96 นอกนั้นเป็นชาวเวียดนาม จีน และอื่นๆ

ประเทศกัมพูชา

กัมพูชาแต่เดิมเคยตกเป็นอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศสตั้งแต่ปี พ.ศ. 2406 ต่อมาได้มีการเรียกร้องเอกราชคืนจากฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2490 ซี่งในขณะนั้น ฝรั่งเศสกำลังเป็นฝ่ายเสียเปรียบในสงครามกับเวียดนาม จึงได้ตกลงให้เอกราชแก่กัมพูชา และในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2497 กัมพูชาจึงได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์ตามข้อตกลงในสนธิสัญญาเจนีวาพร้อมกับลาว และเวียดนาม
ชาวกัมพูชาในปัจจุบันมีอุปนิสัยที่พร้อมจะจับจ่ายใช้สอยเพื่อแสดงถึงฐานะของตน และแม้กัมพูชาและเป็นสังคมเกษตรกรรม แต่ชาวกัมพูชาบางส่วนหารายได้ให้มากขึ้นด้วยการขายที่ดินให้ชาวต่างชาติ แล้วนำเงินมาซื้อรถ โทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือซื้อทองเก็บสะสมแทนเงินสด

ประเทศกัมพูชา

กัมพูชาเป็นเมืองเกษตรกรรม ประชากรราวร้อยละ 85 ประกอบอาชีพเกษตรกรและอาศัยอยู่ในชนบท อาชีพหลักของชาวกัมพูชาคือ เกษตรกรประมาณ ร้อยละ 70 อยู่ในภาคบริการประมาณร้อยละ 17 เป็นลูกจ้างโรงงานประมาณร้อยละ 8 และแรงงานก่อสร้างประมาณร้อยละ 5 ประชากรส่วนใหญ่มีรายได้ไม่สูงนัก

 

ประเทศบรูไน

ประเทศบรูไน

รัฐบรูไนดารุสซาลาม (State of Brunei Darussalam)

ประเทศบรูไน ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะ บอร์เนียว แบ่งเป็นสี่เขตคือ เขต Brunei-Muara เขต Belait เขต Temburong และเขต Tutong มีพื้นที่ทั้งสิ้น 5,765 ตารางกิโลเมตร โดยพื้นที่ร้อยละ 70 เป็นป่าไม้เขตร้อน มีประชากรทั้งสิ้น 37,000 คน มีอัตราการเพิ่มของประชากรปีละ 2 เปอร์เซ็นต์ ค่า GDP เท่ากับ 11.44 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีอัตราการเติบโตของGDP อยู่ที่ ร้อยละ 0.4 นับเป็นประเทศที่ค่อนข้างร่ำรวยในอาเซียน GDP เฉลี่ย ต่อคนเป็นอันดับที่สามในเอเชีย รองจากญี่ปุ่นและสิงคโปร์ บรูไนมีน้ำมันมากเป็นอันดับสามในภูมิภาคอาเซียน รองจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย จึงมีรายได้ หลักจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติโดยส่งออกไปยังญี่ปุ่น อังกฤษ ไทย สิงคโปร์ ไต้หวัน สหรัฐฯ ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ ในขณะเดียวกัน บรูไนฯ นำเข้าสินค้าส่วนใหญ่จากสิงคโปร์ อังกฤษ สหรัฐฯ มาเลเซีย โดยเป็น สินค้าประเภทเครื่องจักรอุตสาหกรรม รถยนต์ เครื่องมือ เครื่องใช้ไฟฟ้า ต่าง ๆ และสินค้าเกษตร อาทิ ข้าว และผลไม้

ประเทศบรูไน

รัฐบาลบรูไนได้ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมมีบทบาทมากขึ้น รวมถึงการส่งเสริมการ ลงทุนกับต่างประเทศและมีมาตรการเปิดเสรีด้านการค้าและสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุน ไม่ เฉพาะแต่บริษัทในประเทศ แต่รวมถึงประเทศต่าง ๆ จากกลุ่มอาเซียนและนานาประเทศด้วย นอกจากนี้ รัฐบาล บรูไน ฯ มีนโยบายพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางทางการค้าและท่องเที่ยว (Service Hub for Trade and Tourism – SHuTT 2003 Vision) และเป็นตลาดการขนถ่ายสินค้า ที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออก เฉียงใต้อีกด้วย
การประมงทะเลของประเทศบรูไนดารูซาลัม มีมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่มากนักเมื่อเทียบกับรายได้ของ ประเทศที่ได้จากน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ อย่างไรก็ตามสัตว์น้ำจัดว่าเป็นอาหารโปรตีนที่มีความสำคัญต่อ ประชากรของบูรไน คนบรูไนรับประทานปลาสูงถึงคนละ 45 กิโลกรัมต่อปี ทำให้บรูไนต้องนำเข้าอาหาร ทะเลเพื่อการบริโภคปีละ 7,750 ตัน หรือร้อยละ 50 ของความต้องการบริโภคปลาทั้งหมด 15,500 ตัน นอกจากนี้อุตสาหกรรมประมง ป่าไม้ การเกษตรนับเป็นหน่วยเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับบรูไนเพิ่มขึ้น โดยคิดเป็น 10.72% และเป็นอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าส่งออกเป็นอันดับ 5 ของประเทศ โดยโรงงานผลิต สินค้าประเภทปลาในบรูไนส่วนใหญ่ในเวลานี้เริ่มส่งสินค้าเหล่านี้ออกไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศมาก ขึ้น

ประเทศบรูไน

บรูไนได้รับประโยชน์จากการประกาศเขตเศรษฐกิจจำเพาะ 200 ไมล์ ทำให้มีแหล่งน้ำมันและก๊าซ ธรรมชาติซึ่งทำรายได้หลักให้กับประเทศทำให้การพัฒนาด้านการประมงไม่มีความจำเป็นมากนัก อย่างไรก็ ตามรัฐบาลไม่ต้องการพึ่งพาเศรษฐกิจจากน้ำมันและก๊าซเพียงอย่างเดียว จึงหันมาส่งเสริมการทำประมง พาณิชย์อย่างจริงจังโดยให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ มากมาย ปัจจุบันบรูไนมีชาวประมงเพียง 925 คน โดยส่วน ใหญ่เป็นชาวประมงขนาดเล็ก

ในขณะที่ส่งเสริมให้มีการทำประมง รัฐบาลก็มีการควบคุมไม่ให้ การทำประมงเกินศักย์สูงสุดที่มีอยู่ จึงอนุญาตให้ทำการประมงได้เพียงร้อย ละ 80 ของศักย์การผลิตสูงสุด หรือประมาณ 21,300 ตันต่อปี แบ่งออกเป็น ปลาหน้าดิน 12,500 ตัน และปลาผิวน้ำ 8,800 ตัน นอกจากนี้น่านน้ำของ บรูไนยังเป็นเส้นทางอพยพย้ายถิ่นของปลาทูน่าด้วย บรูไนจึงวางแผนการ สำรวจ และการใช้ทรัพยากรเหล่านี้ในอนาคตอันใกล้นี้ด้วย
ในปี 2544 บรูไนมีผลผลิตจากการจับปลาทะเลประมาณ 10,343 ตัน และได้ส่งเสริมให้มีการทำ ประมงพาณิชย์มากขึ้น โดยการใช้เรือติดเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ทำการประมงอวนลาก และอวนล้อมในทะเล ที่ใกล้ฝั่งออกไป บรูไนแบ่งเขตการทำการประมงทะเลเป็น 3 เขต คือ เขต 1, 2 และ 3 โดยขออนุญาตให้ เรือประมงพาณิชย์ทำการประมงในเขต 2 และ 3 เท่านั้น เขต 2 ระยะ ระหว่าง 3-20 ไมล์ทะเล เขต 3 ระยะ ระหว่าง 20-45 ไมล์ทะเล โดยเครื่องมือประมงที่อนุญาตให้ทำการประมงในเขต 2 และ 3 ได้แก่ อวนลาก อวนล้อม และเบ็ดราวทูน่า

ประเทศบรูไน

บรูไนมีการเชิญชวนให้ต่างชาติไปลงทุนจับปลาในบรูไนได้ด้วย โดยการทำประมงในน่านน้ำบรูไน จะต้องดำเนินการโดยบริษัทร่วมทุน(joint-venture) หรืออีกวิธีหนึ่งคือ ผู้ประกอบการบรูไนสามารถเช่า เรือประมงต่างชาติ (chartering) พร้อมลูกเรือเข้าไปทำการประมงในบรูไน โดยเรือต่างชาติเหล่านี้จะต้องทำ การประมงในเขต 3 หรือระยะ 20 ไมล์ทะเลออกไป และต้องใช้อวนลากปลาที่มีขนาดไม่ต่ำกว่า 38 มิลลิเมตร และจะต้องนำปลาไปขึ้นที่ท่าที่กำหนดก่อนส่งออกไปยังประเทศต่างๆ

ปัจจุบันมีผู้ประกอบการบรูไน จำนวน 2 บริษัท สามารถเช่าเรือประมงต่างชาติจำนวน 19 ลำเข้าไป ทำการประมงอวนลาก อวนล้อม และเบ็ดราว ในบรูไนได้

ประเทศบรูไน

การประมงไทยในบรูไนดารูซาลัม
สำหรับประเทศไทยนั้น ได้เคยมีผู้ประกอบการไทยนำเรือไปให้เช่าจำนวน 6 ลำ แต่เมื่อทำการ ประมงไปได้ระยะหนึ่งก็ประสบปัญหาว่าด้วยระเบียบปฏิบัติ และความคุ้มทุนเนื่องจากพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตมี ปริมาณทรัพยากรสัตว์น้ำไม่มากนัก ประกอบกับสภาพท้องทะเลมีความลึกมากและเป็นพื้นโคลนที่ไม่เหมาะ สำหรับทำการประมง จึงได้ถอนเรือออกมา ล่าสุดในการประชุมผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 12 ที่เมืองเซบู เมื่อ 13-15 มกราคม 2550 ไทยและบรูไนได้ จัดตั้งกลไกความร่วมมือทวิภาคีระหว่างกัน ซึ่งได้มีการหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมความสัมพันธ์และความ ร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศในด้านต่าง ๆ ได้แก่ การทหาร การค้า การลงทุน (รวมทั้งการประมง อุตสาหกรรม ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย) แรงงาน ความร่วมมือด้านวิชาการ การท่องเที่ยว และ การ สื่อสารและ วัฒนธรรม ผลการประชุมแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสอง ประเทศให้มีความคืบหน้ามากยิ่งขึ้น เนื่องจากบรูไนเน้นเรื่องการใช้ประโยชน์ทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก ทำให้การ พัฒนาด้านการประมงยังมีไม่มากนัก ส่งผลให้ทรัพยากรสัตว์น้ำยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์และ สามารถรองรับการพัฒนาและขยายกิจการประมงทะเลเพิ่มขึ้นได้ ผลการเยือนบรูไนในปี 2544 ฝ่ายไทยเสนอให้มีความร่วมมือด้านการประมงไทย-บรูไนมากขึ้น ใน ลักษณะเดียวกันกับความร่วมมือด้านการประมงไทย–มาเลเซีย (ซาราวัก) ขณะนี้ บรูไนเช่าเรือไทย ไปทำการประมงเพียง 2- 3 ลำในขณะที่ประเทศอื่น ๆ เข้าไปทำการประมงประมาณ 30 ลำแล้ว ฝ่าย ไทยเสนอให้ฝ่ายบรูไนเพิ่มการเช่าเรือประมงไทยมากขึ้น ฝ่ายไทยแจ้งด้วยว่า สมาคมการประมง ไทยพร้อมที่จะเข้าไปร่วมลงทุนกับฝ่ายบรูไนในด้านการแปรรูปสินค้าประมง

ได้ประโยชน์อะไรจาก AEC (ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน)

ได้ประโยชน์อะไรจาก AEC (ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน)

ประโยชน์ที่ได้รับจากอาเซียน
ประโยชน์ที่ได้รับจากอาเซียน

ประเทศไทยจะได้ประโยชน์อะไรจาก AEC (ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน)
ประชาคมอาเซียนที่จะถือกำเนิดในปี 2558 นั้น คนไทยจะได้ประโยชน์อะไร แน่นอนเราคงอยากทราบ แต่ในชั้นนี้ขอจำกัดเฉพาะทางเศรษฐกิจก่อน

1. ไทยจะ “มีหน้ามีตาและฐานะ” เด่นขึ้นประชาคมอาเซียนจะทำให้เศรษฐกิจ “ของเรา” มีมูลค่ารวมกัน 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีขนาดใหญ่อันดับ 9 ของโลก ยังประโยชน์แก่คนไทยทุกคนที่จะได้ยืนอย่างสง่างาม “ยิ้มสยาม” จะคมชัดขึ้น

2. การค้าระหว่างไทยกับประเทศอาเซียนจะคล่องและขยายตัวมากขึ้น กำแพงภาษีจะลดลงจนเกือบจะหมดไป เพราะ 10 ตลาดกลายเป็นตลาดเดียว ผู้ผลิตจะส่งสินค้าไปขายในตลาดนี้และขยับขยายธุรกิจของตนง่ายขึ้น ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็จะมีทางเลือกมากขึ้นราคาสินค้าจะถูกลง

3. ตลาดของเราจะใหญ่ขึ้น แทนที่จะเป็นตลาดของคน 67 ล้านคน ก็จะกลายเป็นตลาดของคน 590 ล้านคน ซึ่งจะทำให้ไทยกลายเป็นแหล่งลงทุนที่น่าสนใจ เพราะสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยสามารถส่งออกไปยังอีกเก้าประเทศได้ราวกับส่งไปขายต่างจังหวัด ซึ่งก็จะช่วยให้เราสามารถแข่งขันกับจีนและอินเดียในการดึงดูดการลงทุนได้มากขึ้น

4. ความเป็นประชาคมจะทำให้มีการพัฒนาเครือข่ายการสื่อสารคมนาคมระหว่างกันเพื่อประโยชน์ด้านการค้าและการลงทุน แต่ก็ยังผลพลอยได้ในแง่การไปมาหาสู่กัน ซึ่งก็จะช่วยให้คนในอาเซียนมีปฏิสัมพันธ์กัน รู้จักกัน และสนิทแน่นแฟ้นกันมากขึ้น เป็นผลดีต่อสันติสุข ความเข้าใจอันดีและความร่วมมือกันโดยรวม นับเป็นผลทางสร้างสรรค์ในหลายมิติด้วยกัน

5. โดยที่ ไทยตั้งอยู่ในจุดกึ่งกลางบนภาคพื้นแผ่นดินใหญ่อาเซียน ประเทศไทยย่อมได้รับประโยชน์จากปริมาณการคมนาคมขนส่งที่จะเพิ่มขึ้นในอาเซียนและระหว่างอาเซียนกับจีน (และอินเดีย) มากยิ่งกว่าประเทศอื่นๆ
บริษัทด้านขนส่ง คลังสินค้า ปั๊มน้ำมัน ฯลฯ จะได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน จริงอยู่ ประชาคมอาเซียนจะยังผลทั้งด้านบวกและลบต่อประเทศไทย ขึ้นอยู่กับพวกเราคนไทยจะเตรียมตัวอย่างไร แต่ผลทางบวกนั้นจะชัดเจน เป็นรูปธรรมและจับต้องได้

อาเซียน

ความรู้เกี่ยวกับประชาคมอาเซียน

ความรู้เกี่ยวกับประชาคมอาเซียน

10 ประเทศอาเซียน
10 ประเทศอาเซียน

ความเป็นมาของอาเซียน
สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast Asian Nations หรือ ASEAN) ก่อตั้งขึ้นโดยปฏิญญากรุงเทพ (Bangkok Declaration) หรือ ปฏิญญาอาเซียน (ASEAN Declaration) เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2510 โดยมีประเทศสมาชิก 5 ประเทศ ประกอบด้วย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย
เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อมามีประเทศสมาชิกเพิ่มเติม ได้แก่ บรูไนดารุส-ซาลาม เวียดนาม ลาว เมียนมาร์ และกัมพูชา ตามลำดับ จึงทำให้ปัจจุบันอาเซียน มีสมาชิก 10 ประเทศ

“อาเซียน” สู่การเป็นประชาคมอาเซียน ในปี 2558
ปัจจุบัน บริบททางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทำให้อาเซียนต้องเผชิญ สิ่งท้าทายใหม่ๆ อาทิ โรคระบาด การก่อการร้าย ยาเสพติด การค้ามนุษย์ สิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ อีกทั้ง ยังมีความจำเป็นต้องรวมตัวกันเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและขีดความสามารถทางการแข่งขันกับประเทศในภูมิภาคใกล้เคียง และในเวทีระหว่างประเทศ ผู้นำอาเซียนจึงเห็นพ้องกันว่า อาเซียนควรจะร่วมมือกันให้เหนียวแน่น เข้มแข็ง และมั่นคงยิ่งขึ้น จึงได้ประกาศ “ปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมือในอาเซียน ฉบับที่ 2” (Declaration of ASEAN Concord II) ซึ่งกำหนดให้มีการสร้างประชาคมอาเซียนที่ประกอบไปด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่
– ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political and Security Community – APSC) มุ่งให้ประเทศกลุ่มสมาชิกอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข แก้ไขปัญหาระหว่างกันโดยสันติวิธี มีเสถียรภาพและความมั่นคงรอบด้าน เพื่อความมั่นคงปลอดภัยของเหล่าประชาชน
– ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community – AEC) มุ่งเน้นให้เกิดการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจ และความสะดวกในการติดต่อค้าขายระหว่างกัน เพื่อให้ประเทศสมาชิกสามารถแข่งขันกับภูมิภาคอื่นๆได้โดย
– ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio – Cultural Community – ASCC) มุ่งหวังให้ประชากรอาเซียนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดี มีความมั่นคงทางสังคม มีการพัฒนาในทุกๆ ด้าน และมีสังคมแบบเอื้ออาร โดยจะมีแผนงานสร้างความร่วมมือ 6 ด้าน คือ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การคุ้มครองและสวัสดิการสังคม สิทธิและความยุติธรรมทางสังคม ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม การสร้างอัตลักษณ์อาเซียน การลดช่องว่างทางการพัฒนา
ซึ่งต่อมาผู้นำอาเซียนได้ตกลงให้มีการจัดตั้งประชาคมอาเซียนให้แล้วเสร็จเร็วขึ้นมาเป็นภายในปี 2558

ประชาคมอาเซียน คือ
ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) คือ การรวมตัวของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนให้เป็นชุมชนที่มีความแข็งแกร่ง สามารถสร้างโอกาสและรับมือส่งท้าท้าย ทั้งด้านการเมืองความมั่นคง เศรษฐกิจ และภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยสมาชิกในชุมชนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดี สามารถประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น และสมาชิก ในชุมชนมีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

จุดประสงค์หลักของอาเซียน
ปฏิญญากรุงเทพฯ ได้ระบุวัตถุประสงค์สำคัญ 7 ประการของการจัดตั้งอาเซียน ได้แก่
1. ส่งเสริมความร่วมมือและความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และการบริหาร
2. ส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงส่วนภูมิภาค
3. เสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจพัฒนาการทางวัฒนธรรมในภูมิภาค
4. ส่งเสริมให้ประชาชนในอาเซียนมีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดี
5. ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในรูปของการฝึกอบรมและการวิจัย และส่งเสริมการศึกษาด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
6. เพิ่มประสิทธิภาพของการเกษตรและอุตสาหกรรม การขยายการค้า ตลอดจนการปรับปรุงการขนส่งและการคมนาคม
7. เสริมสร้างความร่วมมืออาเซียนกับประเทศภายนอก องค์การ ความร่วมมือแห่งภูมิภาคอื่นๆ และองค์การระหว่างประเทศ

คำทักทายประจำชาติอาเซียน

คำทักทายประจำชาติอาเซียน 10 ประเทศ

คำทักทายประจำชาติอาเซียน 10 ประเทศ

คำทักทายทั้ง10 ประเทศ
คำทักทายทั้ง10 ประเทศ

1.ประเทศไทย
คำทักทาย – สวัสดี

2.ประเทศบรูไน
ชื่อภาษาท้องถิ่น – เนการาบรูไนดารุสซาลาม
คำทักทาย – ซาลามัต ดาตัง

3.ประเทศกัมพูชา หรือที่เรียกกันง่ายๆว่า “เขมร”
คำทักทาย – ซัวสเด

4.ประเทศอินโดนีเซีย
ชื่อภาษาท้องถิ่น – เนการา เคซาตวน เรปูบลิก อินโดเนเซีย
คำทักทาย – ซาลามัต เซียง

5.ลาว เพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดเราที่สุด
ชื่อภาษาท้องถิ่น – สาทาละนะลัต ปะซาทิปะไต ปะซาซนลาว
คำทักทาย – สะบายดี

6.มาเลเซีย ทางใต้ของเรา เนื่องจากเป็นประเทศมุสลิม ชุดประจำชาติก็จะคล้ายๆชุดมุสลิมครับ
ชื่อภาษาท้องถิ่น – เปร์เซกูตาน มาเลเซีย
คำทักทาย – ซาลามัต ดาตัง

7.พม่า เพื่อนบ้านทีน่ารักของเราอีกประเทศ
ชื่อภาษาท้องถิ่น – ปี่เด่าง์ซุ มยะหม่า ไหน่หงั่นด่อ
คำทักทาย – มิงกาลาบา

8.ฟิลิปปินส์ เกาะทางตะวันออกของอาเซียน แต่วัฒนธรรมและศาสนาค่อนข้างต่างกับในเอเชีย จนเคยมีนักเดินเรือชาวอังกฤษตั้งคำขวัญว่า
“ประเทศฟิลิปินส์เป็นส่วนนึงของละตินอเมริกาที่โดนคลื่นพัดมาทางเอเชีย”
ชื่อภาษาท้องถิ่น – เรปูบลิกา นัง ปิลิปินัส
คำทักทาย – กูมุสตา

9.สิงคโปร์
ชื่อภาษาท้องถิ่น ภาษาอังกฤษ -รีพับลิก ออฟ สิงคโปร์
ภาษาจีน – ซินเจียโพ ก่งเหอกั๋ว
คำทักทาย – หนีห่าว

10.ประเทศเวียดนาม
ชื่อภาษาท้องถิ่น – ก่ง หั่ว สา โห่ย จู่ เหงียน เหวียต นาม
คำทักทาย – ซินจ่าว

ประชาคมอาเซียน

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับอาเซียน

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับอาเซียน

เรื่องน่ารู้
เรื่องน่ารู้

คำขวัญ

“One Vision, One Identity, One Community”
(หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งเอกลักษณ์ หนึ่งประชาคม)

สัญลักษณ์อาเซียน

ต้น ข้าวสีเหลือง 10 ต้น มัดรวมกันไว้ หมายถึง ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้ง 10 ประเทศรวมกัน เพื่อมิตรภาพและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน โดยสีที่ปรากฏในสัญลักษณ์ของอาเซียน เป็นสีที่สำคัญของธงชาติของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียน
สีน้ำเงิน หมายถึง สันติภาพและความมั่นคง
สีแดง หมายถึง ความกล้าหาญและความก้าวหน้า
สีขาว หมายถึง ความบริสุทธิ์
สีเหลือง หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง

วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์ และยุทธศาสตร์

วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์ และยุทธศาสตร์

วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์ และยุทธศาสตร์

ก้าวไปสู่อาเซียน
ก้าวไปสู่อาเซียน

วิสัยทัศน์

ก้าวทันอาเซียน มุ่งรักษา พัฒนา และส่งเสริมผลประโยชน์ไทยในภูมิภาค

พันธกิจ

1. รักษาและส่งเสริมบทบาทของประเทศไทยในอาเซียน​
2. สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนในมิติต่างๆ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการเป็นประชาคมอาเซียนที่มีกฎกติกาในการทำงาน มีประสิทธิภาพและมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง
3. ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ในฐานะสำนักเลขาธิการอาเซียนแห่งชาติ และเลขานุการคณะกรรมการอาเซียนแห่งชาติ
4. สร้างความตระหนักรู้ ให้ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องและเหมาะสมเกี่ยวกับประชาคมอาเซียน และการดำเนินการเชิงรุกในการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยสู่การเป็นประชาคมอาเซียนต่อสาธารณชน ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน
5. สนับสนุนการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานต่างๆ เพื่อเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน รวมทั้งบูรณาการแผนดำเนินงานการเชื่อมโยงระหว่างประชาคมทั้งสาม ได้แก่ ประชาคมการเมืองและความมั่นคง ประชาคมเศรษฐกิจ และประชาคมสังคมและวัฒนธรรม และความเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน

เป้าประสงค์

1. รักษาและส่งเสริมสถานะ/บทบาทของประเทศไทยในเวทีอาเซียนทั้งในด้านเสถียรภาพและความมั่นคงทางการเมืองศักยภาพและความเจริญทางเศรษฐกิจ การพัฒนาทางสังคมและวัฒนธรรม ตลอดจนรักษาความเป็นแกนกลางของอาเซียนในกรอบความร่วมมือที่มีอาเซียนเป็นแกนนำ
2. ร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียนในการรักษาสันติภาพ เสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ส่งเสริมกระบวนการประชาธิปไตย ธรรมาภิบาล ความโปร่งใส ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน แก้ไขภัยคุกคามรูปแบบใหม่และผลกระทบทางลบที่เกิดจากความเชื่อมโยงระหว่างกัน
3. ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาทั้งทางการเมืองความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมและความร่วมมือเพื่อการพัฒนา
4. ในฐานะประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน-จีน จะดำเนินบทบาทเชิงรุกที่สร้างสรรค์
5. ร่วมมือและสนับสนุนหน่วยงานต่างๆ ในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 ให้สามารถมองเห็นภาพรวมความร่วมมือกรอบอาเซียนและบูรณาการแผนดำเนินงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งทางการเมืองและความ
มั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมและวัฒนธรรม เพื่อให้ไทยพร้อมก้าวไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียน

ยุทธศาสตร์

ยุทธศาสตร์ที่ 1 ดำเนินการเชิงรับและรุกในมิติต่างๆ เพื่อรักษาและผลักดันบทบาท/จุดแข็งของไทยในเวทีอาเซียนทั้งในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม 5 ประเทศ และกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่ 4 ประเทศ
ยุทธศาสตร์ที่ 2 ใช้ประโยชน์จากศักยภาพของประเทศไทย เพิ่มบทบาทยุทธศาสตร์ของไทยในอาเซียนและระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา เพื่อสร้างความก้าวหน้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออก อาทิ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนธรรมาภิบาลการลดช่องว่างเพื่อการพัฒนา การเชื่อมโยงระหว่างกัน รวมทั้งการสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของอาเซียน
ยุทธศาสตร์ที่ 3 สนับสนุนและส่งเสริมการเชื่อมโยงที่ครบวงจร ระหว่างทั้ง ๓ ประชาคมอาเซียน และในกรอบเวทีต่าง ๆทั้งอาเซียน อาเซียนบวกหนึ่งกับประเทศคู่เจรจาเป็นรายประเทศ อาเซียนบวกสาม และเวทีเอเชียตะวันออก เป็นต้น เพื่อสนับสนุนกระบวนการรวมตัวในอาเซียน
ยุทธศาสตร์ที่ 4 ผลักดันวาระของประชาชนในอาเซียน อาทิ การบริหารจัดการภัยพิบัติ ประเด็นที่เกี่ยวกับความมั่นคงของมนุษย์ ปัญหาข้ามชาติ และผลกระทบที่เกิดจากความเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน
ยุทธศาสตร์ที่ 5 ผลักดันแนวทางดำเนินงานภายในประเทศเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเตรียมความพร้อมของภาคส่วนต่างๆ ในประเทศไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียน รวมทั้งส่งเสริมการตระหนักรู้เกี่ยวกับประชาคมอาเซียนแก่สาธารณชน

อาชีพที่มีฝีมืออย่างเสรีในอาเซียน

อาชีพที่สามารถทำงานได้อย่างเสรีใน 10 ประเทศอาเซียนผลจากการประชุมสุดยอดอาเซียน

อาชีพที่สามารถทำงานได้อย่างเสรีใน 10 ประเทศอาเซียนผลจากการประชุมสุดยอดอาเซียน

8อาชีพ
8อาชีพ

ครั้งที่ 9 ณ เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ได้กำหนดให้จัดทำข้อตกลงยอมรับร่วมกัน (Mutual Recognition Arrangements : MRAs) ด้าน คุณสมบัติในสาขาวิชาชีพหลัก เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายนักวิชาชีพ หรือแรงงานเชี่ยวชาญ หรือผู้มีความสามารถพิเศษของอาเซียนได้อย่างเสรี ด้านคุณสมบัติในสาขาอาชีพหลัก เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้าย นักวิชาชีพ แรงงานเชี่ยวชาญ หรือผู้มีความสามารถพิเศษได้อย่างเสรี ข้อตกลงเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงาน ฝีมือไปทำงานในประเทศกลุ่มอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ได้อย่างเสรี ได้กำหนดครอบคลุม 8 อาชีพ และก็มีข่าวว่าอาจจะมีการเพิ่มจำนวนอาชีพขึ้นมาอีกในลำดับถัดไป สำหรับ 8 อาชีพที่มีข้อตกลงกันแล้วให้สามารถเคลื่อนย้ายไปทำงานได้อย่างเสรี ได้แก่

– อาชีพวิศวกร (Engineering Services)
– อาชีพพยาบาล (Nursing Services)
– อาชีพสถาปนิก (Architectural Services)
– อาชีพการสารวจ (Surveying Qualifications)
– อาชีพนักบัญชี (Accountancy Services)
– อาชีพทันตแพทย์ (Dental Practitioners)
– อาชีพแพทย์ (Medical Practitioners)
– อาชีพการบริการ/การท่องเที่ยว (Tourism)

และการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือเสรีในกลุ่ม 8 อาชีพนั้น มีผลดีต่อไทยไม่น้อย เพราะในภาพรวม สถาบันการศึกษา ระดับอุดมศึกษาในไทยมีศักยภาพในด้านการผลิตบุคลากรในสายวิชาชีพทั้ง 8 ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งทำ ให้ผู้จบ การศึกษาในสายวิชาชีพทั้ง 8 ตั้งแต่ระดับปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอกมีตลาดงานที่เปิดกว้างมากขึ้น
จากเดิมที่ตลาดมีแค่การให้บริการประชาชน 63 ล้านคน เป็นตลาดของประชาชนร่วม 600 ล้านคนใน 10 ประเทศ อาเซียน นอกจากนั้น ประเทศเหล่านี้รวมทั้งไทยอยู่ในทิศทางที่กำลังเติบโตทางด้านเศรษฐกิจทั้ง สิ้น เร็วบ้าง ช้าบ้าง และโดย ภาพรวมคุณภาพของผู้จบวิชาชีพทั้ง 8 ในไทยก็สูงอยู่ในระดับแถวหน้าของประเทศอาเซียน ทำให้โอกาสในการหางานมีสูง
ในขณะที่คนไทยสามารถไปทำงานในประเทศอาเซียนได้อย่างเสรีนั้น สภาวิชาชีพ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแล มาตรฐานของอาชีพทั้ง 8 นั้น คงต้องมีการดำเนินการอย่างเข้มแข็งรัดกุมเป็นอย่างมาก เพื่อรักษามาตรฐานของผู้จบวิชาชีพ ในสาขาอาชีพนั้นๆ ในไทยให้คงเดิม หรือยกระดับให้สูงขึ้นไปอีกป้องกันมิให้เกิดการอ่อนด้อยในเรื่องมาตรฐานของ องค์กรในการผลิตคน บางแห่งที่อาจใช้โอกาสนี้เพิ่มรายได้ในการเร่งผลิตคนในวิชาชีพเหล่านั้น จำนวนมากเพื่อตอบสนอง ตลาดที่ใหญ่ขึ้น มิฉะนั้นอาจส่งผลกระทบทางลบโดยรวมอีกปัญหาที่อาจะตามมาอีกอย่างคือ บางวิชาชีพไทยเริ่มจะเข้าสู่วิกฤตการขาดแคลนอาจารย์ เช่น ทันตแพทย์ ถ้าแก้ปัญหาไม่ ทันท่วงทีในเวลาอีกสามถึงห้าปีข้างหน้า ไทยจะมีปัญหาเรื่องการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ในสายวิชาชีพทันตแพทย์อย่างแน่นอน
ขณะเดียวกัน ก็ต้องระวังดูแลในเรื่องมาตรฐานของคนจากประเทศต่างๆ ในอาเซียนที่เข้ามาประกอบอาชีพทั้ง 8 อาชีพ ในไทยด้วยเช่นกัน เพราะอาจจะมีผู้มาจากประเทศอื่นที่มาประกอบอาชีพในไทยมีปัญหาความอ่อนด้อยใน เรื่องมาตรฐาน ซึ่งถ้าดูแลไม่รอบคอบรัดกุม อาจก่อเกิดผลกระทบกับสังคมไทยในทางลบ และอาจส่งผลต่อปัญหาการประกอบอาชีพของ คนไทยเอง
แต่ อย่างไรก็ตาม ในภาพรวม สังคมไทยกำลังเข้าสู่ภาวะสังคมผู้สูงอายุ จำนวนคนในวัยทำงานกำลังลดลงอย่างมีนัยสำคัญ มีข้อมูลว่าอีกประมาณสิบปี ข้างหน้า สัดส่วนคนในวัยทำงานจะต่ำกว่าประชากรผู้สูงอายุมาก นี่จะทำให้เกิดการขาดแคลน แรงงาน โดยเฉพาะแรงงานฝี มือในกลุ่มอาชีพทั้ง 8 นั้น ผู้ที่จบจากสายวิชาชีพดังกล่าวจะประกันได้ว่าไม่น่าจะมีใครที่ตกงาน เพราะมีตลาดใหญ่มากรองรับทั้งในไทย และในประเทศอาเซียน

ข้อตกลงเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีในกลุ่มประเทศอาเซียนทั้ง 8 อาชีพในปี 2015 (2558) แม้ จะเป็นโอกาสทองของคนไทยในสายวิชาชีพดังกล่าว แต่ก็มีจุดที่ต้องระวังอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ทั้งในด้านการที่คนของเราไปทำงานบ้านเขา และการที่คนบ้านเขามาทำงานในบ้านเรา เพราะถ้าการระวังไม่รัดกุม โอกาสทองนั้นอาจพลิกเป็นวิกฤต และมีผลกระทบรุนแรงต่อบางสายวิชาชีพได้

2591-antifa-komitee

อาหารประเทศกัมพูชา

antifa-komitee

อาม็อก (Amok)

อาม็อก (Amok) อาหารยอดนิยมของกัมพูชา ลักษณะคล้ายห่อหมกของไทย โดยมากแล้วนิยม
ปรุงเนื้อปลาลวกด้วยพริกเครื่องแกงและกะทิ แล้วทำให้สุกโดยการนำไปนึ่ง บางตำรับอาจใช้เนื้อไก่หรือ
หอยแทน สาเหตุหนึ่งที่คนในประเทศนี้นิยมรับประทานปลา เพราะเป็นอาหารที่หาได้ง่าย เนื่องจากสภาพ
ภูมิประเทศที่มีแหล่งน้ำขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง

2591-antifa-komitee

สตูว์ไก่เขมร (Ragu sach moan)

สตูว์ไก่เขมร (Ragu sach moan) สตูว์ไก่เขมรได้รับอิทธิพลจากฝรั่งเศส มีรสชาติอร่อยและทำง่าย
เป็นหนึ่งในอาหารที่ได้รับความนิยมในโอกาสใหญ่ เช่นงานแต่งงาน หรืองานเลี้ยงรวมญาติ

health-antifa-komitee

อาหารประเทศลาว

health-antifa-komitee
ซุบไก่ (Chicken Soup)

ซุปไก่ (Chicken Soup) เป็นอาหารยอดนิยมของลาว มีส่วนผสมสำคัญ ได้แก่ ตะไคร้ ใบสะระแหน่
กระเทียม หอมแดง รวมถึงรสชาติเปรี้ยว ๆ เผ็ด ๆ จากมะนาวและพริก รับประทานร้อน ๆ กับข้าวเหนียว

article_health_2016june_antifa

สลัดหลวงพระบาง

สลัดหลวงพระบาง หน้าตาดูจะคล้ายกับสลัดผักน้ำ มีเพียงผักบางรายการที่เพิ่มเข้ามา และถั่วลิสงคั่ว
โรยตอนสุดท้าย ลักษณะของผักน้ำ ลำต้นขนาดเล็กยาว แต่อวบเพราะเลี้ยงอยู่ในแม่น้ำ เวลาเคี้ยวจะรู้สึกถึง
ความกรอบของผัก พบเห็นได้ตามตลาดเช้า

อาเซียนรอบรู้

ชุดนักเรียนแต่ละประเทศในอาเซียน

ชุดนักเรียนในแต่ละประเทศก็มีความแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ วันจะพามาดูชุดนักเรียน-ชุดนักศึกษา ของประเทศที่อยู่ในสมาคมอาเซียน เพื่อที่ทำการรู้หรือศึกษาไปในตัว เราลองไปชมกันครับ
Continue reading “ชุดนักเรียนแต่ละประเทศในอาเซียน”

อาเซียนรอบรู้

อาหารเมียนม่า : โมฮินกา


เป็นอาหารของชาวพม่าและชนกลุ่มน้อยในประเทศพม่ากินข้าวเป็นหลัก และเมนู โมะน์หี้นค้า หรือขนมจีนเมียนม่า เป็นเมนูประจำชาติที่ชาวเมียนม่านิยมกินเป็นอาหารเช้า หาซื้อกินได้ทั่วไปมีแบบ Continue reading “อาหารเมียนม่า : โมฮินกา”

อาเซียนรอบรู้

ประเทศไทย : ต้มยำกุ้ง


ชาวต่างชาติทั้งหลายให้การยอมรับว่าเด็ดที่สุด พูดได้ว่าถ้ามาประเทศไทยแล้ว  เมนูนี้ก็ถือว่า มาไม่ถึงเมืองไทย ด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ เปรี้ยว เผ็ด เค็ม กลมกล่อม หอมด้วยสมุนไพร ข่า Continue reading “ประเทศไทย : ต้มยำกุ้ง”

อาเซียนรอบรู้

ศิลปวัฒนธรรม และ ประเพณีของลาว

ศิลปวัฒนธรรมและประเพณของลาว วัฒนธรรมของลาวจะมีความคล้ายคลึงกับวัฒนธรรมทางภาคอีสาน ของไทยมาก ด้านดนตรีแคน ถือเป็นเครื่องดนตรีประจำชาติ โดยมี วงดนตรีคือ วงหมอลำ และมีรำวงบัดสลบ (Budsiob) ซึ่งเป็นการเต้นที่มีท่าตามจังหวะเพลง

Continue reading “ศิลปวัฒนธรรม และ ประเพณีของลาว”

อาเซียนรอบรู้

ศิลปวัฒนธรรม และ ประเพณีของไทย

ศิลปวัฒนธรรมและประเพณีของไทย  ได้รับอิทธิพลจากมอญ ขอม อินเดีย จีนและชาติตะวันตก แต่มีเอกลักษณ์ในด้านความงดงาม ประณีต และผูกพัน อยู่กับพระพุทธศาสนา การไหว้   เป็นประเพณีการทักทายที่ถือเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของไทย

Continue reading “ศิลปวัฒนธรรม และ ประเพณีของไทย”

อาเซียนรอบรู้

ชุดประจําชาติอาเซียน 10 ประเทศ อาเซียน

สำหรับชุดประจำชาติมาเลเซียของผู้ชาย เรียกว่า บาจู มลายู (Baju Melayu) ประกอบด้วยเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาวที่ทำจากผ้าไหม ผ้าฝ้าย หรือโพลีเอสเตอร์ที่มีส่วนผสมของผ้าฝ้ายส่วนชุดของผู้หญิงเรียกว่า บาจูกุรุง (Baju Kurung) ประกอบด้วยเสื้อคลุมแขนยาว และกระโปรง Continue reading “ชุดประจําชาติอาเซียน 10 ประเทศ อาเซียน”