Slider

อาเซียน+6

     อาเซียนบวก 6 (Asean +6) หรือ หรือ FTA ASEAN PLUS 6 คือกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นสมาชิกในอาเซียน 10 ประเทศ ได้แก่ ประเทศบรูไน ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา ประเทศไทย ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศเวียดนาม ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศมาเลเซีย และประเทศเมียนม่าร์ และเพื่อนบ้านในเอเชียและโอเชียเนียอีก 6 ประเทศ ได้แก่ ประเทศจีน ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศออสเตรเลีย ประเทศอินเดีย และประเทศนิวซีแลนด์

     การรวมกลุ่มครั้งนี้จะมีรูปแบบการเจรจาต่อ รองที่ครอบคลุมทั้งด้านการเปิดตลาด สินค้า บริการ และการลงทุน โดยได้แบ่งกลุ่มการพัฒนาประเทศเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับพัฒนาน้อยที่สุด มี สปป.ลาว กัมพูชา พม่า เวียดนาม ซึ่งจะได้รับแต้มต่อด้านกำหนดเวลาการลดภาษียาวกว่ากลุ่มอื่น ระดับพัฒนาสูงสุด มีสิงคโปร์ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเซีย บรูไน ซึ่งจะนำร่องเปิดเสรีเร็วกว่า และกลุ่มพัฒนาระดับปานกลาง มีจีน ไทย อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ต้องหารือเพื่อต่อรองเงื่อนไขกันอีกครั้งในโอกาสต่อไป
ทั้งนี้การเปิดอาเซียน+6 แล้ว จีนจะตกลงร่วมกัน 3 ประเทศ กับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ในการเปิดข้อตกลงด้านบริการ การลงทุน มาผนวกในเอฟทีเอ และประเทศไทยยังคงผลักดันเอฟทีเอที่ยังค้าง 3 ฉบับ กับเปรู ชิลี อินเดียด้วย

กฎบัตรอาเซียน (ASEAN CHARTER) หรือธรรมนูญอาเซียน

กฎบัตรอาเซียน เปรียบเสมือนรัฐธรรมนูญของอาเซียนที่จะทำให้อาเซียนมีสถานะเป็นนิติบุคคล เป็นการวางกรอบทางกฎหมายและโครงสร้างองค์กรให้กับอาเซียน โดยนอกจากจะประมวลสิ่งที่ถือเป็นค่านิยม หลักการ และแนวปฏิบัติในอดีตของอาเซียนมาประกอบกันเป็นข้อปฏิบัติอย่างเป็นทางการของประเทศสมาชิกแล้ว ยังมีการปรับปรุงแก้ไขและสร้างกลไกใหม่ขึ้น พร้อมกำหนดขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบขององค์กรที่สำคัญในอาเชียนตลอดจนความสัมพันธ์ในการดำเนินงานขององค์กรเหล่านี้ ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของอาเซียนให้สามารถดำเนินการบรรลุตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับเคลื่อนการรวมตัวของประชาคมอาเซียน ให้ได้ภายในปี พ.ศ.2558 ตามที่ผู้นำอาเซียนได้ตกลงกันไว้

ทั้งนี้ผู้นำอาเซียนได้ลงนามรับรองกฎบัตรอาเซียน ในการประชุมสุดยอดยอดเซียน ครั้งที่ 13เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2550 ณ ประเทศสิงคโปร์ ในโอกาสครบรอบ 40 ของการก่อตั้งอาเซียน แสดงให้เห็นว่าอาเซียนกำลังแสดงให้ประชาคมโลกได้เห็นถึงความก้าวหน้าของอาเซียนที่กำลังจะก้าวเดินไปด้วยกันอย่างมั่นใจระหว่างประเทศสมาชิกต่าง ๆ ทั้ง 10 ประเทศ และถือเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญที่จะปรับเปลี่ยนอาเซียนให้เป็นองค์กรที่มีสถานะเป็นนิติบุคคลในฐานะที่เป็นองค์กรระหว่างรัฐบาล ประเทศสมาชิกได้ให้สัตยาบันกฎบัตรอาเซียน ครบทั้ง 10 ประเทศแล้วเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน2551 กฎบัตรอาเซียนจึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 2551 เป็นต้นไป

วัตถุประสงค์ของกฎบัตรอาเซียน

วัตถุประสงค์อของกฎบัตรอาเซียน คือ ทำให้อาเซียนเป็นองค์กรที่มีประสิทธิกาพ มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และเคารพกฎกติกาในการทำงานมากขึ้น นอกจากนี้ กฎบัตรอาเซียนจะให้สถานะนิติบุคคลแก่อาเซียนเป็นองค์กรระหว่างรัฐบาล (intergovernmental organization)

โครงสร้างและสาระสำคัญของกฎบัตรอาเซียน

กฏบัตรอาเชียน ประกอบด้วยบทบัญญัติ 13 หมวด 55 ข้อ ได้แก่

หมวดที่ 1 ความมุ่งประสงค์และหลักการของอาเซียน

หมวดที่ 2 สภาพบุคคลตามกฏหมายของอาเชียน

หมวดที่ 3 สมาชิกภาพ (รัฐสมาชิก สิทธิและพันธกรณีของรัฐสมาชิก และการรับสมาชิกใหม่

หมวดที่ 4 โครงสร้างองค์กรของอาเซียน

หมวดที่ 5 องค์กรที่มีความสัมพันธ์กับอาเซียน

หมวดที่ 6 การคุ้มกันและเอกสิทธิ์

หมวดที่ 7 กระบวนการตัดสินใจ

หมวดที่ 8 การระงับข้อพิพาท

หมวดที่ 9 งบประมาณและการเงิน

หมวดที่ 10 การบริหารและขั้นตอนการดำเนินงาน

หมวดที่ 11 อัตลักษณ์และสัญลักษณ์ของอาเซียน

หมวดที่ 12 ความสัมพันธ์กับภายนอก

หมวดที่ 13 บทบัญญัติทั่วไปและบทบัญญัติสุดท้าย

กฎบัตรอาเชียนช่วยให้อาเซียนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เสริมสร้างกลไกการติดตามความตกลงต่างๆ ให้มีผลเป็นรูปธรรม และผลักดันอาเซียนให้เป็นประชาคมเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

กฎบัตรอาเชียนช่วยให้อาเซียนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไร

มีข้อกำหนดใหม่ๆ ที่ช่วยปรับปรุงโครงสร้างการทำงานและกลไกต่างๆ ของอาเซียนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพิ่มความยืดหยุ่นในการแก้ไขปัญหา เช่น

1. กำหนดให้เพิ่มการประชุมสุดยอดอาเซียนจากเดิมปีละ 1 ครั้ง เป็นปีละ 2 ครั้ง เพื่อให้ผู้นำมีโอกาสหารือกันมากขึ้น พร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงเจตจำนงทางการเมืองที่จะผลักดันอาเซียนไปสู่การรวมตัวกันเป็นประชาคมในอนาคต

2. มีการตั้งคณะมนตรีประจำประชาคมอาเซียนตามเสาหลักทั้ง 3 ด้าน คือ การเมืองความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม

3. กำหนดให้ประเทศสมาชิกแต่งตั้งเอกอัคราชฑูตประจำอาเซียนไปประจำที่กรุงจาการ์ตา ซึ่งไม่เพียงแต่จะแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจแนวแน่ของอาเซียนที่จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อมุ่งไปสู่การรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียนในอนาคต และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปร่วมประชุมและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประสานงานระหว่างประเทศสมาชิก

4. หากประเทศสมาชิกไม่สามารถตกลงกันได้โดยหลักฉันทามติ ให้ใช้การตัดสินใจรูปแบบอื่นๆ ได้ตามที่ผู้นำกำหนด

5. เพิ่มความยืดหยุ่นในการตีความหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน โดยมีข้อกำหนดว่าหากเกิดปัญหาที่กระทบต่อผลประโยชน์ส่วนร่วมของอาเซียน หรือเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ประเทศสมาชิกต้องหารือกันเพื่อแก้ปัญหา และกำหนดให้ประธานอาเซียนเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

กฎบัตรอาเซียนจะเสริมสร้างกลไกการติดตามความตกลงต่างๆ ให้มีผลเป็นรูปธรรมได้อย่างไร

กฎบัตรอาเซียนสร้างกลไกตรวจสอบและติดตามการดำเนินการตามความตกลงต่างๆ ของประเทศสมาชิกในหลากหลายรูปแบบ เช่น

1. ให้อำนาจเลขาธิการอาเซียนดูแลการปฏิบัติตามพันธกรณีและคำตัดสินขององค์กรระงับข้อพิพาท

2. หากการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงต่างๆ ทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างรัฐสมาชิกสามารถใช้กลไกและขั้นตอนระงับข้อพิพาททั้งที่มีอยู่แล้ว และที่จะตั้งขึ้นใหม่เพื่อแก้ไขข้อพิพาทที่เกิดขึ้นโดยสันติวิธี

3. หากมีการละเมิดพันธกรณีในกฎบัตรฯ อย่างร้ายแรง ผู้นำอาเซียนสามารถกำหนดมาตรการใดๆ ที่เหมาะสมว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อรัฐผู้ละเมิดพันธกรณี

กฎบัตรอาเซียนช่วยให้อาเซียนเป็นประชาคมเพื่อประชาชนได้อย่างไร

ข้อบทต่างๆ ในกฎบัตรอาเซียนแสดงให้เห็นว่าอาเซียนกำลังผลักดันองค์กรให้เป็นประชาคมเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง จึงกำหนดให้การลดความยากจนและลดช่องว่างการพัฒนาเป็นเป้าหมายหนึ่งของอาเซียนกฎบัตรอาเซียนเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนและภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในอาเซียนผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับองค์กรต่างๆ ของอาเซียนมากขึ้น ทั้งยังกำหนดให้มีความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับสมัชชารัฐสภาอาเซียน ซึ่งเป็นองค์กรความร่วมมือระหว่างรัฐสภาของประเทศสมาชิกกำหนดให้มีการจัดตั้งกลไกสิทธิมนุษยชนของอาเซียน เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

ความสำคัญของกฎบัตรอาเซียนต่อประเทศไทย

กฎบัตรอาเซียน ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามพันธกรณีต่างๆ ของประเทศสมาชิก ซึ่งจะช่วยสร้างเสริมหลักประกันให้กับไทยว่า จะสามารถได้รับผลประโยชน์ตามที่ตกลงกันไว้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย นอกจากนี้ การปรับปรุงการดำเนินงานและโครงสร้างองค์กรของอาเซียนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และการเสริมสร้างความร่วมมือในทั้ง 3 เสาหลักของประชาคมอาเซียนจะเป็นฐานสำคัญที่จะทำให้อาเซียนสามารถตอบสนองต่อความต้องการและผลประโยชน์ของรัฐสมาชิก รวมทั้งยกสถานะและอำนาจต่อรอง และภาพลักษณ์ของประเทศสมาชิกในเวทีระหว่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะเอื้อให้ไทยสามารถผลักดันและได้รับผลประโยชน์ด้านต่างๆ เพิ่มมากขึ้นด้วย ตัวอย่างเช่น

– อาเซียนขยายตลาดให้กับสินค้าไทยจากประชาชนไทย 60 ล้านคน เป็นประชาชนอาเซียนกว่า 550 ล้านคน ประกอบกับการขยายความร่วมมือเพื่อเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เส้นทางคมนาคม ระบบไฟฟ้า โครงข่ายอินเตอร์เน็ต ฯลฯ จะช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้กับไทย

นอกจากนี้ อาเซียนยังเป็นทั้งแหล่งเงินทุนและเป้าหมายการลงทุนของไทย และไทยได้เปรียบประเทศสมาชิกอื่นๆ ที่มีที่ตั้งอยู่ใจกลางอาเซียน สามารถเป็นศูนย์กลางทางการคมนาคมและขนส่งของประชาคม ซึ่งมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ และบุคคล ระหว่างประเทศสมาชิกที่สะดวกขึ้น

– อาเซียนช่วยส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาคเพื่อเผชิญกับภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง เช่น SARs ไข้หวัดนก การค้ามนุษย์ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หมอกควัน ยาเสพติดปัญหาโลกร้อน และปัญหาความยากจน เป็นต้น

– อาเซียนจะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองของไทยในเวทีโลก และเป็นเวทีที่ไทยสามารถใช้ในการผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาของเพื่อนบ้านที่กระทบมาถึงไทยด้วย เช่น ปัญหาพม่า ในขณะเดียวกันความสัมพันธ์พหุภาคีในกรอบอาเซียนจะเกื้อหนุนความสัมพันธ์ของไทยในกรอบทวิภาคี เช่น ความร่วมมือกับมาเลเซียในการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ด้วย

ประชาคมอาเซียนปี 2018

     ปี 2018 เป็นอีก 1 ปีที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญกับประชาคมอาเซียน ประชาคมของประชากร 630 ล้านคนใน 10 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความสัมพันธ์กันในทุกมิติและในทุกระดับ การเปลี่ยนแปลงอย่างน้อย 2 ประเด็นน่าจะต้องถูกนำมาวิเคราะห์

     ประเด็นที่ 1 นั่นคือ สิงคโปร์ จะขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน ตามวาระซึ่งจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเรียงลำดับตามตัวอักษร (ซึ่งนั่นหมาย ความว่า ประเทศไทยของเราก็จะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2019 หรือในอีก 2 ปีข้างหน้า) คาดว่าประเด็นที่สิงคโปร์ในฐานะประธานอาเซียนคง จะเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นเป็นพิเศษน่าจะเป็นประเด็นทางด้านเศรษฐกิจ

     โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 3 ประเด็นหลักอันได้แก่ การปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้า หรือ Trade Facilitations (TFs) เป็นอีกหนึ่งเรื่องซึ่งยังเดินหน้าในระดับที่ล่าช้า แน่นอนว่าสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางระบบโลจิสติกส์โลกและเป็นทำเลที่ตั้งสำคัญของตัวแทนบริษัทข้ามชาติทั่วโลกจะได้รับประโยชน์โดยตรงหากการค้าและการลงทุนในภูมิภาค สามารถเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจโลกได้อย่างไร้รอยต่อ หรืออย่างน้อยก็มีข้อกีดกันทางการค้าที่ลดลง

     เรื่องที่ 2 น่าจะเป็นเรื่องของการผลักดันให้อาเซียนเดินหน้าสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิตอล ซึ่งสิงคโปร์ถือเป็นประเทศชั้นนำที่ลงทุนลงแรงทำนโยบายนี้มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ทศวรรษ 1980

     และเรื่องที่ 3 ที่ผมเชื่อว่าสำคัญที่สุด และสิงคโปร์คงจะต้องผลักดันให้สำเร็จนั่นคือ การเจรจาและการลงนามข้อตกลงการค้า Regional Comprehensive Economic Partnership (RCEP) หรือ อาเซียน +6

      อาเซียน+6 หรือ RCEP คือข้อตกลงการค้าเสรีที่ครอบคลุมสมาชิก 16 ประเทศ อันได้แก่ อาเซียน 10 ประเทศ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ถ้าข้อตกลงนี้เกิดขึ้นได้จริง นี่คือเขตการค้าเสรีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกทั้งในมิติขนาดของเศรษฐกิจ (ครอบคลุมกว่า 40% ของมูลค่าเศรษฐกิจโลก) และในมิติประชากรที่รวมกันมากกว่า 3,400 ล้านคน

      RCEP ถูกกำหนดให้มีการหาข้อสรุปและลงนามมาตั้งแต่ปี 2015 หากแต่ในปัจจุบันหลังจากผ่านการเจรจาไปแล้ว 19 รอบ และการประชุมสุดยอดผู้นำ (ซึ่งถือเป็นรอบที่ 20) แต่ RCEP ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปและลงนามได้ แต่คาดการณ์กันครับว่า สิงคโปร์ในฐานะเจ้าภาพ น่าจะผลักดันให้เรื่องนี้แล้วเสร็จได้ ซึ่งก็จะสอดคล้องพ้องกันกับประเด็นที่ 2 ที่น่าสนใจของ อาเซียนในปี 2018

      ประเด็นที่ 2 นั่นคือ 1 มกราคม 2018 จะเป็นวันเริ่มต้นการเข้ารับ ตำแหน่งของเลขาธิการท่านใหม่ นั่นคือ Dato Paduka Lim Jock Hoi เลขาธิการอาเซียนท่านใหม่จากการเสนอชื่อของประเทศบรูไน Lim Jock Hoi ปัจจุบันอายุ 66 ปีครับ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีและประกาศนียบัตรชั้นสูงทางด้านเศรษฐศาสตร์จากประเทศอังกฤษ ก่อนจะกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งครูในประเทศบรูไน

      จากนั้นท่านได้ย้ายไปทำงานที่กระทรวงอุตสาหกรรมและทรัพยากรจนดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศและการพัฒนาการค้า จากนั้นก็ย้ายไปกระทรวงการต่างประเทศและการค้า จนดำรงตำแหน่งสูงสุดในฐานะปลัดกระทรวง และผลงานที่โดดเด่นที่สุดของท่านก็คือ การดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะเจรจาของประเทศบรูไนในกรอบการเจรจาการค้าที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดในโลก นั่นคือ Trans Pacific Partnership หรือ TPP ตั้งแต่เริ่มต้นในช่วงที่มีประเทศสมาชิกเพียง 4 ประเทศ ผู้ก่อตั้งนั่นคือ สิงคโปร์ บรูไน นิวซีแลนด์ และชิลี จนถึงวันที่สมาชิกของ TPP เพิ่มขึ้นเป็น 12 ประเทศ และลงนามได้ในที่สุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2016 ก่อนที่สหรัฐอเมริกาจะประกาศถอนตัวในเวลาต่อมา

     การเป็นประเทศเล็ก ไม่มีกำลังคน ไม่มีพื้นที่ แต่รํ่ารวยด้วยทรัพยากร ทำให้การประคองตัวของบรูไนในกรอบการเจรจาอย่าง TPP ที่แต่ละประเทศสมาชิกมีความแตกต่างในเกือบจะทุกมิติ และยังมีความต้องการซ่อนเร้น ทำให้ต้องเผชิญประเด็นท้าทายมากมาย แต่ Lim Jock Hoi ก็สามารถเดินผ่านกระบวนการนี้มาได้

     เมื่อนำทั้ง 2 ประเด็น สิงคโปร์เป็นประธาน ร่วมกับ เลขาธิการอาเซียนท่านใหม่ Lim Jock Hoi ผมเริ่มมองเห็นความหวังในการสรุปผลการเจรจา และการลงนาม RCEP ข้อตกลงทาง การค้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่มีอาเซียนเป็นจุดศูนย์กลาง ใกล้เข้ามาแล้วครับ

ประวัติความเป็นมาของอาเซียน

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีจุดเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2504 โดยประเทศไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ได้ร่วมกันจัดตั้งสมาคมอาสา หรือ Association of South East Asia ขึ้นเพื่อการร่วมมือกันทาง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม แต่ดำเนินการได้เพียง 2 ปี ก็ต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากความผกผันทางการเมืองระหว่าง ประเทศอินโดนีเซียและประเทศมาเลเซีย

      จนกระทั่งต่อมามีการฟื้นฟูสัมพันธภาพระหว่างประเทศขึ้น จึงได้มีการแสวงหาลู่ทางจัดตั้งองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจขึ้นในภูมิภาค “สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” และพันเอก (พิเศษ) ดร. ถนัด คอมันตร์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในสมัยรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร โดยมีการลงนาม “ปฏิญญากรุงเทพ” ที่พระราชวังสราญรมย์ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 จาก ปฏิญญาอาเซียน ซึ่งลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศสมาชิกก่อตั้ง 10ประเทศ ได้แก่ ทุกประที่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยกเว้น ติมอร์-เลสเต้

      ความประสงค์ของการจัดตั้งกลุ่มอาเซียนขึ้นมาเกิดจากความต้องการสภาพแวดล้อมภายนอกที่มั่นคง (เพื่อที่ผู้ปกครองของประเทศสมาชิกจะสามารถมุ่งความสนใจไปที่การสร้างประเทศ) ความกลัวต่อการแพร่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ ความศรัทธาหรือความเชื่อถือต่อมหาอำนาจภายนอกเสื่อมถอยลงในช่วงพุทธทศวรรษ 2500 รวมไปถึงความต้องการในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ การจัดตั้งกลุ่มอาเซียนมีวัตถุประสงค์ต่างกับการจัดตั้งสหภาพยุโรป เนื่องจากกลุ่มอาเซียนถูกสร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนความเป็นชาตินิยม

สงครามการค้าทำให้บริษัทฮ่องกงเริ่มมองการย้ายฐานผลิตจากจีนมา ASEAN

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนเริ่มกดดันทำให้บริษัทฮ่องกงที่มีโรงงานในประเทศจีนเริ่มมองลู่ทางย้ายการผลิตมาในกลุ่มประเทศ ASEAN แล้ว ซึ่งมาเลเซียและเวียดนาม เป็นประเทศที่น่าสนใจของบริษัทเหล่านี้

ผู้ผลิตสินค้าในฮ่องกงที่มีโรงงานในประเทศจีนไม่ว่าจะเป็น ของเล่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ หรือแม้แต่ ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากพลาสติก เริ่มมองหาฐานการผลิตใหม่ในอาเซียนแทน เนื่องจากแรงกดดันจากสงครามการค้า และค่าแรงในประเทศจีนที่เริ่มเพิ่มสูงขึ้น

เริ่มดูลู่ทางย้ายโรงงานแล้ว
Clara Chan Yuen-shan ประธานอุตสาหกรรมฮ่องกง กล่าวว่า บริษัทเหล่านี้เริ่มมองประเทศในอาเซียนไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม มาเลเซีย หรือประเทศอื่นๆ ที่มีค่าแรงที่ถูก ยังรวมไปถึงแรงกดดันจากสหรัฐที่เริ่มตั้งกำแพงสินค้าจากประเทศจีน ทำให้บริษัทเหล่านี้ต้องมองหาทางออกใหม่ๆ

บริษัทของ Clara นั้นปู่ของเธอก่อตั้งในช่วงปี 1947 ในจีน เป็นบริษัทส่งวัตถุดิบอย่างสังกะสี หรือนิกเกิล ให้กับผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือ ของเล่น หรืออิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ โดยมีลูกค้ามากกว่า 1,200 บริษัท และเธอเองก็ได้กล่าวว่าบริษัทลูกค้าของเธอเริ่มประสบปัญหาจากเรื่องสงครามการค้าแล้ว

มาเลเซีย เวียดนามอาจชนะในเกมนี้
Ian Chan ซึ่งมีตำแหน่ง CEO ของ Kayamatics ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อยู่ในเซิ่นเจิ้น เขาเองได้บินมาที่ประเทศมาเลเซีย และเริ่มพูดคุยกับบริษัทในมาเลเซียถึงความเป็นไปได้ที่จะย้ายฐานการผลิตบางส่วนมาไว้ที่ปีนัง

เขาพูดถึงเรื่องการย้ายฐานการผลิตว่า ตัวเขาเองเริ่มได้ยินเจ้าของโรงงานในจีนเริ่มพูดถึงการย้ายฐานการผลิตจากจีนบ้างแล้ว แต่ในทางปฏิบัตินั้นน้อยรายที่จะทำได้ และไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้เลย เพราะว่าต้องใช้เวลาอย่างต่ำที่สุดคือ 6 เดือน ในการทำสิ่งต่างๆ เช่น หาที่สร้างโรงงาน หาแรงงานในละแวกนั้นๆ

ในอาเซียน Chan มีมุมมองว่าเวียดนามและมาเลเซียได้เปรียบในเรื่องนี้ เพราะว่ามีแรงงานที่มีฝีมือคุณภาพสูง แต่เขาก็บอกว่าโรงงานในประเทศจีนก็ยังทิ้งไม่ได้ แต่โรงงานในอาเซียนเหมือนเป็นไพ่อีกใบถ้าหากเกิดอะไรขึ้นจากเรื่องสงครามการค้า

ที่มา – South China Morning Post

บรูไนดารุสซาลาม (Brunei Darussalam) ดอกซิมปอร์

ดอกไม้ประจำชาติบรูไน ก็คือ ดอกซิมปอร์ (Simpor) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ดอกส้านชะวา (Dillenia) ดอกไม้ประจำท้องถิ่นบรูไน ที่มีกลีบขนาดใหญ่สีเหลือง หากบานเต็มที่แล้วกลีบดอกจะมีลักษณะคล้ายร่ม พบเห็นได้ตามแม่น้ำทั่วไปของบรูไน มีสรรพคุณช่วยรักษาบาดแผล หากใครแวะไปเยือนบรูไน จะพบเห็นได้จากธนบัตรใบละ 1 ดอลลาร์ ของประเทศบรูไน และในงานศิลปะพื้นเมืองอีกด้วย

ประเทศบรูไน มีชื่อเป็นทางการว่า “เนการาบรูไนดารุสซาลาม” มีเมือง”บันดาร์เสรีเบกาวัน” เป็น เมืองหลวง ถือเป็นประเทศที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก เพราะมีพื้นที่ประมาณ5,765 ตารางกิโลเมตร ปกครองด้วยระบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีประชากร 381,371 คน (ข้อมูลปี พ.ศ.2550) โดยประชากรเกือบ 70% นับถือศาสนาอิสลาม และใช้ภาษามาเลย์เป็นภาษาราชการ

ดอกไม้อาเซียน ประเทศอินโดนีเซียคือดอกกล้วยไม้ราตรี

ดอกไม้ประจำชาติอินโดนีเซีย คือ ดอกกล้วยไม้ราตรี (Moon Orchid) ซึ่งเป็นหนึ่งในดอกกล้วยไม้ที่บานอยู่ได้นานที่สุด โดยช่อดอกนั้นสามารถแตกกิ่งและอยู่ได้นาน 2-6 เดือน โดยดอกจะบานแค่ปีละ 2-3 ครั้งเท่านั้น ทั้งนี้ดอกกล้วยไม้ราตรีสามารถเจริญเติบโตได้ดีในอากาศชื้น จึงพบเห็นได้ง่ายในพื้นที่ราบต่ำของประเทศอินโดนีเซีย

กิ่งก้านแตกช่อดอกอยู่ไสวเปิดเรื่องด้วยคำกลอนดอกไม้ประเภทนี้ไม่ต้องบอกว่าเป็นดอกอะไร นั่นก็คือ ดอกกล้วยไม้ราตรี อีกหนึ่งดอกไม้อาเซียนซึ่งเป็นดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ประจำประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย 1 ใน 10 ประเทศกลุ่มสมาชิกประชาคมอาเซียนของเราที่มีกำหนดจะเริ่มขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้าคือปีพ.ศ.2558สำหรับดอกกล้วยไม้ราตรี หรือ Moon Orchid เป็นหนึ่งจากหลากหลายชนิดของดอกกล้วยไม้ที่เบ่งบานอยู่ได้นานที่สุดชนิดหนึ่ง โดยลักษณะของช่อดอกนั้นจะสามารถแตกกิ่งและอยู่ได้นานถึง 2-6 เดือนด้วยกัน ซึ่งดอกของกล้วยไม้ราตรีนี้จะบานเพียงแค่ปีละ 2-3 ครั้งเท่านั้น และเจ้าดอกกล้วยไม้ราตรีนี้จะมีความสามารถในการเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศที่ชื้น จึงทำให้เราสามารถพบเห็นได้ง่ายในพื้นที่ราบต่ำของประเทศอินโดนีเซียเอกลักษณ์ของแต่ละประเทศย่อมแตกต่างกันออกไป และการเลือกสัญลักษณ์มาเพื่อเป็นการสื่อสารความหมายเกี่ยวประเทศของตนเองนั้น ส่วนใหญ่จะเน้นไปในเรื่องที่โดดเด่นของแต่ละประเทศของตน และประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียก็เป็นประเทศที่มีสภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นหมู่เกาะ และเป็นประเทศขนาดใหญ่ มีประชากรมาก เราต้องศึกษาเรื่องราวพื้นฐานของประเทศในกลุ่มสมาชิกประชาคมอาเซียนเพื่อนำมาปรับปรุงพื้นฐานของประเทศเราให้เจริญก้าวหน้าไปพร้อม ๆ กับนานาอารยประเทศทั้งเรื่องระบบสาธารณูปโภค และการศึกษา เพื่อให้ลูกหลานรุ่นหลังของเรามีการพัฒนาประเทศไปในทางที่ดีขึ้น เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยเราด้วย

ดอกไม้อาเซียนประเทศลาว ดอกจำปาลาว

ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นบ้านพี่เมืองน้องของไทยมาแต่โบราณกาล จนสามารถเรียกได้ว่าเป็นพี่น้องกันเลยก็ยังได้ เพราะจากประวัติศาสตร์ที่สามารถหาหลักฐานได้ ลาวเป็นประเทศหนึ่งที่มีการสืบเชื้อสายบรรพบุรุษเดียวกันกับประเทศไทยของเราด้วย แต่ประเทศลาวจะประกอบไปด้วยชนกลุ่มน้อยมากมายหลายเผ่า ส่วนคนลาวแท้ ๆ นั้น มีเพียงแค่ 50 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ของประเทศลาวจะอาศัยอยู่บริเวณริมแม่น้ำโขงบนที่ราบเสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนชาวเขาจะนิยมอยู่บนเทือกเขาไม่เพียงแค่เชื้อสายเท่านั้น แม้แต่ศาสนา ไทยกับลาวก็ยังมีการนับถือศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติเหมือนกันด้วย โดยประชาชนลาวมากกว่าร้อยละ 90 นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท และยังคงยึดถือปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนอย่างเคร่งครัดอีกด้วย โดยดูจากวิถีการเป็นอยู่และขนบธรรมเนียมประเพณีที่ยังคงสืบทอดกันอยู่ในปัจจุบัน ส่วนอีก 10 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือนับถือศาสนาคริสต์และอิสลาม

ดอกไม้อันเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติของประเทศลาว คือ ดอกจำปาลาว หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อของดอกลีลาวดี หรือ ดอกลั่นทม ซึ่งมีด้วยกันมากมายหลากหลายสีสัน มิได้มีเพียงแค่สีขาวเท่านั้น แต่ยังมีสีชมพู สีเหลือง สีแดง หรือสีโทนอ่อนต่างๆ ซึ่งดอกจำปาลาว หรือดอกลีลาวดีนี้ เป็นตัวแทนของความสุข และความจริงใจ จึงเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อประดับประดาในงานพิธีต่างๆ และยังใช้เป็นพวงมาลัยเพื่อเป็นการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองอีกด้วย ดอกไม้อันเป็นตัวแทนแห่งความสุข ดอกจำปาลาวดอกไม้ประจำชาติของ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ดอกไม้อาเซียนประเทศฟิลิปปินส์ คือดอกพุดแก้ว

รู้จักประเทศในกลุ่มสมาชิกอาเซียนกันไปหลายประเทศแล้ว วันนี้มารู้จักกับประเทศที่เป็นหมู่เกาะอีกหนึ่งประเทศ นั่นก็คือ ประเทศสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สำหรับประเทศฟิลิปปินส์นั้น ได้รับอิทธิพลเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมมาจากประเทศสเปนและประเทศเม็กซิโก ที่เรียกว่า Hispanic Influences ที่มีมากกว่า 300 ปี ซึ่งในช่วงการปกครองแบบอาณานิคม เราจะเห็นได้จากความเชื่อในศาสนาคาธอลิก เกี่ยวกับงานประเพณีทางศาสนาในทุกปี

และประเทศฟิลิปปินส์นั้น จะมีงานรื่นเริงประจำปี งานหนึ่งที่เรียกว่า Barrio Fiesta ซึ่งเป็นงานรื่นเริง เฉลิมฉลองนักบุญของเมือง หมู่บ้านและเขตการปกครองต่าง ๆ และมีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา อีกทั้งยังมีการเดินขบวนในเมืองเพื่อฉลองนักบุญ เป็นประเพณีใหญ่ มีการจุดพลุ การประกวดความงามและการเต้นรำอีกด้วย

สำหรับดอกไม้ที่บ่งบอก และเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติของประเทศฟิลิปปินส์นั้น คือ ดอกพุดแก้ว ซึ่งมีลักษณะดอกเป็นสีขาวมีกลีบดอกเป็นรูปดาว มีลักษณะที่โดดเด่นคือ มีกลิ่นหอม ดอกพุดแก้ว จะบานส่งกลิ่นหอมตลบอบอวนไปทั่วในตอนกลางคืน และชาวฟิลิปปินส์ถือว่า ดอกพุดแก้วนี้ เป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ ความเรียบง่าย ความอ่อนน้อมถ่อมตน รวมไปถึง ความเข้มแข็ง โดยดอกพุดแก้วนั้น เคยถูกนำมาใช้เฉลิมฉลองในตำนานเรื่องเล่ารวมทั้งเรื่องราวของบทเพลงของฟิลิปปินส์ด้วยเช่นกัน

สัญลักษณ์ของแต่ละประเทศย่อมบ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของคนในชาติ การรวมกลุ่มประชาคมอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 จะยิ่งทำให้ตัวตนของแต่ละประเทศชัดเจนขึ้น และนำเอาจุดเด่นของแต่ละชาติมาปรับใช้และพัฒนาอาเซียนของเราให้เจริญก้าวหน้าอีกด้วย

ดอกไม้อาเซียนประเทศสิงคโปร์ คือดอกกล้วยไม้แวนด้า

ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีผู้คนมากมายหลากหลายเชื้อชาติรวมกันอยู่ ทำให้ลักษณะทางสังคมและวัฒนธรรมของสิงคโปร์นั้นหลากหลายไปด้วย และดูเหมือนว่าต่อให้ประเทศจะเจริญก้าวหน้าไปมากมายเพียงใด แต่คนที่อาศัยอยู่ในสิงคโปร์จะยังคงยึดถือธรรมเนียมและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของบรรพบุรุษดั้งเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
ดอกกล้วยไม้แวนด้า

ด้วยความหลากหลายของเชื้อชาติ ทำให้ประเทศสิงคโปร์มีวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลาย ทั้งทางด้านของการแต่งกาย หรืออาหารการกิน ตลอดจนการเซ่นไหว้วิญญาณของบรรพบุรุษ อีกทั้งในเรื่องของความเชื่อเรื่องของการบูชาเทพเจ้า ที่ดูแล้วจะมีความแตกต่างกันออกไป โดยชาวจีนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในประเทศสิงคโปร์นั้น ส่วนมากจะบูชาเจ้าแม่กวนอิม หรือเทพธิดาแห่งความสุข เทพเจ้ากวนอู หรือเทพเจ้าแห่งความยุติธรรม รวมถึงเทพเจ้าจีนองค์อื่นๆ ในขณะเดียวกันที่ชาวฮินดูในประเทศสิงคโปร์ จะบูชาเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ เป็นต้น

ดอกไม้ประจำประเทศสิงคโปร์นั้นคือ ดอกกล้วยไม้แวนด้า หรือ Vanda Miss Joaquim โดยที่ดอกกล้วยไม้แวนด้านี้ ได้ตั้งชื่อตามผู้ที่เป็นผู้คิดค้นผสมพันธ์ คือ Miss Agnes Joaquim นั่นเอง โดยการจัดให้ดอกกล้วยไม้เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดในประเทศสิงคโปร์ และดอกกล้วยไม้แวนด้า จะมีสีม่วงสด สวยงามและเบ่งบานอยู่ตลอดทั้งปี และดอดกล้วยไม้แวนด้านี้ ได้มีการจัดให้เป็นดอกไม้ประจำชาติสิงคโปร์ตั้งแต่ปี ค.ศ.1981 หรือปี พ.ศ.2524

ถึงแม้ว่าประเทศสิงคโปร์จะเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ต่างศาสนา ต่างวัฒนธรรม แต่สำหรับประเทศสิงคโปร์แล้ว เรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้เป็นปัญหาในการพัฒนาประเทศเลย ประชากรของเขาเคร่งครัดในกฎหมายและกฏระเบียบ ทำให้ประเทศสิงคโปร์ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในเอเชียในหลายๆ ด้านด้วย ประเทศไทยเราจะต้องรู้จักนำแนวคิดแนวปฏิบัติของประเทศสิงค์โปร์มาปรับใช้ด้วย