Slider

7 สัญญาณเตือน อาการโรคเบาหวานกำลังถามหา

เบาหวาน โรคอันตรายใกล้ตัวที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน หลายคนเข้าใจว่าเป็นโรคทางกรรมพันธุ์เท่านั้น แต่รู้หรือไม่โรคเบาหวานส่วนใหญ่ที่พบมักเกิดจากการละเลยเรื่องอาหารการกินและการดูแลสุขภาพอีกทั้งอาการเบื้องต้นของโรคเบาหวานในช่วงแรกแทบไม่มีความรุนแรง พบเพียงอาการเล็กน้อยที่แสนจะธรรมดาจนทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นอาการของโรคอื่น และกลายเป็นโรคเบาหวานโดยไม่รู้ตัว

ลองหมั่นสังเกตว่ามีอาการตามเช็คลิสต์ด้านล่างนี้เกิดขึ้นกับร่างกายบ้างหรือไม่ หากเจออาการที่เข้าข่าย คงถึงเวลาต้องไปพบแพทย์แต่เนิ่น ๆ เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าอาการโรคเบาหวานกำลังถามหา

ปัสสาวะบ่อยและปริมาณมาก

ฮอร์โมนอินซูลินจะเป็นตัวนำน้ำตาลไปยังเซลล์ต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นพลังงาน แต่ในร่างกายผู้ที่เป็นเบาหวานจะพบว่าตับอ่อนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินหรือหลั่งออกมาในปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อร่างกาย หรือฮอร์โมนอินซูลินที่ผลิตออกมาไม่สามารถทำงานได้ปกติ จึงส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นกว่าปกติ และไตที่มีหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือดก็ไม่สามารถกรองน้ำตาลกลับเข้าสู่เลือดได้น้ำตาลและน้ำบางส่วนจึงถูกขับออกมาเป็นปัสสาวะในปริมาณมากกว่าปกติ

มีอาการกระหายน้ำ ดื่มน้ำบ่อยbjkdergisi.com

เนื่องจากไตไม่สามารถกรองน้ำตาลกลับเข้าไปในเลือดจนขับออกมาเป็นปัสสาวะในปริมาณมาก ร่างกายจึงเกิดอาการขาดน้ำ ทำให้ต้องมีการดื่มชดเชยน้ำที่สูญเสียกลับเข้าไปทดแทน
หากร่างกายเกิดภาวะสูญเสียน้ำในปริมาณมากอาจส่งผลให้ร่างกายเกิดอาการช็อกได้ง่ายอีกด้วย

สมองไม่แล่น รู้สึกเบลอ

น้ำตาลกลูโคสเป็นแหล่งพลังงานที่ช่วยขับเคลื่อนร่างกาย เมื่อมีฮอร์โมนอินซูลินที่คอยทำหน้าที่ลำเลียงน้ำตาลกลูโคสไปเป็นพลังงานในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่เพียงพอ จะส่งผลให้สมองเกิดอาการอ่อนล้า ทำงานได้ช้าลง

สายตาแย่ลง มีอาการตาพร่ามัว มองไม่ชัด

อาการทางสายตานี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่อาการในคนที่เป็นเบาหวานส่วนมากจะพบว่า เกิดการคั่งของน้ำตาลในเลนส์ตาจนทำให้จอตาผิดปกติ หรือมีระดับน้ำตาลสูงมาเป็นเวลานานจนเกิดความผิดปกติของจอตา ในบางรายที่อาการรุนแรงอาจส่งผลถึงปัญหาสายตาในระยะยาว

บาดแผลหรือรอยช้ำหายช้ากว่าปกติ

เมื่อระดับน้ำตาลในร่างกายสูงขึ้นจะส่งผลต่อกระบวนรักษาซ่อมแซมของร่างกายที่ช้าลง เนื่องจากเกิดการสะสมของชั้นไขมันที่หนาขึ้น ทำให้การไหลเวียนเลือดไม่ดี เลือดไปเลี้ยงเซลล์และอวัยวะได้ไม่ดี หลอดเลือดเกิดการแข็งตัว ละในกรณีที่เกิดแผลขึ้นมายังส่งผลให้แผลหายช้ากว่าปกติ เกิดการติดเชื้อได้เช่นกัน เพราะความสามารถในการกำจัดเชื้อโรคของเม็ดเลือดขาวลดลง

น้ำหนักลดผิดปกติ

ดูเหมือนจะเป็นสัญญาณที่ดี แต่แท้ที่จริงแล้วอาจเกิดจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูง หากน้ำหนักตัวลดฮวบฮาบโดยไม่ได้มีการคุมอาหารหรือออกกำลังกายต่างไปจากสภาพปกติ ควรพึงระวังเรื่องนี้ให้ดี การที่น้ำหนักลดลงผิดปกติ เนื่องจากร่างกายได้มีการเผาผลาญไขมันแทนการนำเอาน้ำตาลกลูโคสมาใช้เป็นพลังงาน และน้ำตาลกลูโคสบางส่วนถูกขับออกไปทางปัสสาวะเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ผอมแห้งแรงน้อยอย่างผิดหูผิดตา อย่างไรก็ตาม อาการน้ำหนักลงผิดปกติมักพบได้ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 เป็นส่วนใหญ่ แต่ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มักมีน้ำหนักมากกว่าปกติ

หมดเรี่ยวแรง อ่อนเพลีย

ร่างกายปกติของคนเราจะย่อยอาหารที่รับประทานเข้าไปให้อยู่ในน้ำตาลกลูโคส เพื่อเผาผลาญเป็นพลังงานให้แก่เซลล์ต่าง ๆ แต่เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูง ร่างกายของผู้ที่เป็นเบาหวานไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานได้เพียงพอ ส่งผลให้เกิดอาการเหนื่อยง่าย รู้สึกอ่อนเพลียมากกว่าคนปกติ นอกจากนี้ยังหิวบ่อยขึ้นจากการที่ร่างกายขาดแหล่งพลังงาน

วาซาบิ เผ็ดร้อนลดไขมัน ป้องกันโรค

วาซาบิ เป็นเครื่องปรุงรสเผ็ดร้อนที่มีกลิ่นฉุน และอุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญอย่างโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุต่าง ๆ มากมาย จึงเชื่อว่าการบริโภควาซาบิอาจดีต่อสุขภาพในหลายด้าน
เช่น ช่วยลดความอ้วน ป้องกันภาวะอาหารเป็นพิษ ป้องกันฟันผุ และป้องกันโรคมะเร็ง เป็นต้น

วาซาบิทำจากการบดต้นวาซาบิซึ่งเป็นพืชพื้นถิ่นของประเทศญี่ปุ่น คนนิยมนำวาซาบิมารับประทานคู่กับปลาดิบหรือข้าวปั้น และในปัจจุบันวาซาบิยังถูกนำมาแปรรูปเป็นผงปรุงรสหรือส่วนประกอบในอาหารและขนมต่าง ๆ เพื่อเพิ่มรสชาติและความหลากหลายให้แก่ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ โดยวาซาบิปริมาณ 100 กรัมจะให้พลังงานประมาณ 292 แคลอรี่ และให้สารอาหารจำพวกโปรตีน ไฟเบอร์ แคลเซียม โพแทสเซียม โซเดียม วิตามินอี และวิตามินเค รวมถึงสารอัลลิลไอโซไทโอไซยาเนท (Allyl Isothiocyanate) ที่อาจช่วยต้านเชื้อแบคทีเรียในช่องปากและบริเวณอื่น ๆ ในร่างกายได้ ดังนั้น นอกจากเพิ่มรสชาติความอร่อยในอาหาร หลายคนจึงเลือกรับประทานวาซาบิเพราะเชื่อว่ามีคุณประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ที่ดีต่อร่างกาย

อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์บางส่วนพิสูจน์ถึงคุณสมบัติของวาซาบิไว้ ดังนี้

ลดความอ้วน ภาวะอ้วนทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพในด้านต่าง ๆ จากการที่มีไขมันส่วนเกินสะสมอยู่ในร่างกายปริมาณมาก และเนื่องจากวาซาบิมีรสเผ็ด หลายคนจึงเชื่อว่ารสเผ็ดร้อนของวาซาบิอาจช่วยเผาผลาญไขมันต่าง ๆ ในร่างกายซึ่งช่วยลดความอ้วนได้

มีงานวิจัยหนึ่งให้หนูทดลองกลุ่มหนึ่งบริโภคอาหารที่มีไขมันสูงพร้อมกับสารสกัดจากใบของต้นวาซาบิ ในขณะที่ให้อีกกลุ่มหนึ่งบริโภคอาหารไขมันสูงเพียงอย่างเดียวเป็นเวลา 120 วันเท่ากัน
พบว่าการบริโภคสารสกัดจากใบของต้นวาซาบิอาจช่วยยับยั้งการเกิดภาวะอ้วนจากอาหารที่มีไขมันสูงในหนูทดลองได้ โดยยับยั้งการสะสมไขมันในตับและเนื้อเยื่อไขมัน

ส่วนอีกงานวิจัยหนึ่งได้แบ่งหนูทดลองที่มีระบบการเผาผลาญอาหารผิดปกติออกเป็น 2 กลุ่ม โดยให้กลุ่มแรกบริโภคสารสกัดจากใบวาซาบิ และให้กลุ่มที่ 2 บริโภคอาหารชนิดอื่นในปริมาณ 4 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุกวันเป็นเวลา 6 สัปดาห์เท่ากัน ผลการทดลองพบว่า หนูทดลองที่บริโภคสารสกัดจากวาซาบิมีระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดลดลงมากกว่าอีกกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญ

ป้องกันภาวะอาหารเป็นพิษ ภาวะอาหารเป็นพิษส่วนใหญ่เกิดจากการบริโภคอาหารและน้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งในวาซาบิมีสารอัลลิลไอโซไทโอไซยาเนทที่มีงานวิจัยพบว่าอาจมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียบางชนิดได้

โดยมีงานวิจัยหนึ่งทดลองใช้วาซาบิชนิดผงกับเชื้อแบคทีเรียอีโคไล (E. Coli) และเชื้อสแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (S. Aureus) ที่มักปนอยู่ในอาหารและเป็นสาเหตุของภาวะอาหารเป็นพิษ
พบว่าสารอัลลิลไอโซไทโอไซยาเนทในผงวาซาบิอาจช่วยป้องกันภาวะอาหารเป็นพิษได้โดยการออกฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวได้ทั้ง 2 ชนิดอย่างมีประสิทธิภาพ

อีกงานวิจัยหนึ่งได้ทำการศึกษาในห้องทดลองเช่นกัน โดยใช้วาซาบิปริมาณ 100 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร กับเชื้อแบคทีเรียที่อาจปนเปื้อนในอาหารจนก่อให้เกิดภาวะอาหารเป็นพิษได้
คือ เชื้ออีโคไล เชื้อสแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส เชื้อซูโดโมแนส แอรูจิโนซา (Pseudomonas Aeruginosa) และเชื้อลิสทีเรีย โมโนไซโตจิเนส (Listeria Monocytogenes)
พบว่าสารอัลลิลไอโซไทโอไซยาเนทในวาซาบิอาจช่วยป้องกันภาวะอาหารเป็นพิษได้ โดยการยับยั้งการเจริญเติบโตและทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ของแบคทีเรีย udhr60.org

แม้ผลการทดลองจากงานวิจัยบางส่วนจะเผยว่า วาซาบิอาจช่วยป้องกันภาวะอาหารเป็นพิษจากการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้ แต่งานค้นคว้าเหล่านั้นเป็นเพียงการศึกษาในห้องทดลอง จึงไม่สามารถสรุปประสิทธิผลของวาซาบิในด้านนี้ได้อย่างชัดเจน
ดังนั้น ควรค้นคว้าและทดลองในมนุษย์เพิ่มเติม เพื่อนำหลักฐานที่ได้มาพิสูจน์ให้แน่ชัดก่อนนำวาซาบิไปใช้เป็นอาหารหรืออาหารเสริมเพื่อป้องกันภาวะอาหารเป็นพิษ

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยข้างต้นเป็นเพียงการทดลองในสัตว์เท่านั้น ไม่ได้ทดลองกับมนุษย์โดยตรง จึงไม่อาจยืนยันได้ว่าวาซาบิช่วยลดความอ้วนในมนุษย์ได้จริงหรือไม่และปลอดภัยเพียงใด ดังนั้น ควรศึกษาเพิ่มเติมและทดลองใช้วาซาบิกับมนุษย์ เพื่อยืนยันสมมติฐานด้านนี้ให้ชัดเจนและนำไปประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อไป

ป้องกันฟันผุ สาเหตุหลักของปัญหาฟันผุ คือ แบคทีเรียในช่องปาก ซึ่งในวาซาบิมีสารไอโซไทโอไซยาเนทที่อาจมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้ โดยมีงานวิจัยหนึ่งจากประเทศญี่ปุ่นศึกษาในด้านนี้แล้วพบว่า สารไอโซไทโอไซยาเนทในวาซาบิอาจมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์ (Streptococcus Mutans) ที่ทำให้เกิดฟันผุได้

แม้กระทรวงสาธารณสุขไทยเผยว่า วาซาบิมีสรรพคุณทางยาที่อาจนำไปประยุกต์ใช้เป็นส่วนผสมของยาสีฟันเพื่อป้องกันปัญหาฟันผุได้ในอนาคต แต่ขณะนี้ยังมีงานวิจัยที่ศึกษาคุณประโยชน์ของวาซาบิต่อการป้องกันฟันผุเพียงจำนวนน้อยเท่านั้น
จึงไม่อาจสรุปได้ว่าวาซาบิมีสรรพคุณดังกล่าวจริง และควรศึกษาเพิ่มเติม เพื่อนำผลลัพธ์ที่ได้มาประยุกต์ใช้ในการดูแลสุขภาพช่องปากต่อไป

ป้องกันโรคมะเร็ง มะเร็งเป็นโรคร้ายที่อาจอันตรายถึงชีวิต ซึ่งเกิดจากเซลล์เนื้อเยื่อเจริญเติบโตผิดปกติและลุกลามไปตามบริเวณต่าง ๆ ในร่างกายจนอาจทำให้เกิดอาการป่วยที่รุนแรงตามมา
หลายคนจึงพยายามรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงเพื่อลดความเสี่ยงจากโรคนี้ เช่น การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์รวมถึงวาซาบิ เพราะมีงานวิจัยบางส่วนศึกษาในด้านนี้แล้วพบว่า สารประกอบต่าง ๆ ในวาซาบิอาจมีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งตับอ่อนในมนุษย์ได้

นอกจากนี้ มีงานวิจัยหนึ่งใช้สารสกัดจากวาซาบิที่ระดับความเข้มข้น 60 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร กับตัวอย่างเซลล์มะเร็งของมนุษย์แล้วพบว่า สารสกัดจากวาซาบิอาจช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่
และมะเร็งปอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้ผลลัพธ์จากงานวิจัยเหล่านี้ได้ชี้ว่าวาซาบิอาจช่วยป้องกันมะเร็งบางชนิดได้ แต่งานวิจัยดังกล่าวเป็นเพียงการศึกษาจากเซลล์มะเร็งในห้องทดลองเท่านั้น จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าวาซาบิช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งในมนุษย์ได้จริงหรือไม่และปลอดภัยเพียงใด
ดังนั้น ควรศึกษาวิจัยโดยทดลองใช้วาซาบิในมนุษย์ เพื่อยืนยันสมมติฐานด้านนี้ให้ชัดเจนและเป็นประโยชน์ทางการรักษาหรือป้องกันโรคมะเร็งได้ต่อไป

ข้อควรระวังในการบริโภควาซาบิ

แม้วาซาบิมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์มากมายและคนทั่วไปสามารถรับประทานวาซาบิได้โดยไม่เกิดอันตรายหากบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม แต่ในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลมากพอที่จะยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัยในการบริโภควาซาบิเพื่อการรักษา
หรือป้องกันโรคได้อย่างชัดเจน ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนบริโภคหรือใช้ผลิตภัณฑ์ใด ๆ จากวาซาบิ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มดังต่อไปนี้

ตั้งครรภ์และกำลังให้นมบุตร ในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลที่เชื่อถือได้เพียงพอที่จะยืนยันความปลอดภัยในการรับประทานวาซาบิขณะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของตนเองและทารก คุณแม่จึงควรหลีกเลี่ยงการบริโภควาซาบิไปก่อนในระยะนี้

มีภาวะเลือดออกผิดปกติ วาซาบิอาจทำให้เลือดแข็งตัวช้าลง และอาจเพิ่มความเสี่ยงให้ผู้ที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติเกิดรอยช้ำหรือมีเลือดออกได้ง่าย และวาซาบิอาจทำให้เลือดออกมากผิดปกติระหว่างผ่าตัดได้ จึงควรงดบริโภควาซาบิอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนรับการผ่าตัด

น้ำมันมะพร้าว กับประโยชน์ทางสุขภาพและความงาม

น้ำมันมะพร้าว เป็นน้ำมันที่ได้จากไขมันในเนื้อสีขาวของลูกมะพร้าว โดยอาจผลิตด้วยกระบวนการที่แตกต่างหลากหลาย บางผลิตภัณฑ์ใช้คำว่าน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ (Virgin Coconut Oil)
ซึ่งหมายถึงน้ำมันมะพร้าวที่สกัดโดยใช้กระบวนการธรรมชาติ เช่น ปราศจากสารฟอกสี การระงับกลิ่น หรือการกลั่น และบางครั้งระบุว่าใช้กระบวนการสกัดเย็น อันเป็นวิธีใช้เครื่องสกัดที่จะทำให้เกิดความร้อนตามธรรมชาติไม่เกิน 49 องศาเซลเซียสมากที่สุด

น้ำมันมะพร้าวประกอบด้วยไขมันอิ่มตัวที่เป็นไตรกลีเซอไรด์สายยาวปานกลาง ซึ่งเชื่อว่าอาจมีประโยชน์ต่อร่างกาย เโดยไม่ผ่านแหล่งความร้อนจากภายนอก เพราะเชื่อว่าจะช่วยคงประโยชน์ทางสุขภาพของน้ำมันมะพร้าว ไว้ได้มพราะอาจมีการทำงานต่างจากไขมันอิ่มตัวชนิดอื่น ๆ ที่มีสายยาวกว่า เช่น อาหารจำพวกน้ำมันพืช ไขมันจากนมและเนื้อสัตว์ทั้งหลาย จึงมักถูกนำมาใช้ประโยชน์ในฐานะการรักษาทางเลือกสำหรับโรคต่าง ๆ เช่น เบาหวาน หัวใจ หรืออัลไซเมอร์ และถึงแม้จะประกอบด้วยแคลอรี่และไขมันอิ่มตัวสูง ก็ยังมีความเชื่อว่าการรับประทานน้ำมันมะพร้าวอาจช่วยลดน้ำหนักและระดับคอเลสเตอรอลในเลือด รวมทั้งการใช้ทาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว
รักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง โรคสะเก็ดเงิน ตลอดจนสรรพคุณบำรุงสุขภาพเส้นผมและสุขภาพช่องปากนานาประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวที่เคยได้ยินกันมานั้นจะน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด จากฐานข้อมูลที่ครอบคลุมเกี่ยวกับการแพทย์ทางธรรมชาติ (Natural Medicines Comprehensive Database)
ได้ระบุว่าข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวในปัจจุบันยังนับว่ามีน้อยอยู่มาก จึงทำให้ยากที่จะยืนยันถึงประสิทธิภาพด้านนั้น ๆ อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ทางสุขภาพที่พอจะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์กล่าวถึง มีดังนี้

โภชนาการของน้ำมันมะพร้าวที่อาจมีประโยชน์

ลดน้ำหนักและลดความอ้วน เชื่อว่าน้ำมันมะพร้าวอาจมีคุณสมบัติและการทำงานแตกต่างจากไขมันชนิดอื่น โดยแทนที่ร่างกายจะเปลี่ยนไขมันที่ได้รับเป็นไขมันสะสมในร่างกาย น้ำมันมะพร้าวอาจช่วยให้เผาผลาญไขมันได้มากขึ้นและส่งผลให้น้ำหนักลดน้อยลงดังการศึกษาหนึ่งที่ทดลองกับผู้หญิงที่มีภาวะอ้วนลงพุง 40 คน อายุระหว่าง 20-40 ปี กลุ่มหนึ่งให้รับประทานน้ำมันถั่วเหลือง ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งรับประทานน้ำมันมะพร้าววันละ 30 มิลลิลิตร นาน 12 สัปดาห์ และให้ทั้งหมดลดการรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต แต่เพิ่มโปรตีนและเส้นใยอาหารมากขึ้น ส่วนไขมันนั้นรับประทานเท่าเดิม ร่วมกับการเดินออกกำลังกายอีกวันละ 50 นาทีควบคู่ไปด้วย

ผลลัพธ์พบว่าอาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่มมีดัชนีมวลกายลดลง แต่เฉพาะในกลุ่มที่รับประทานน้ำมันมะพร้าวเท่านั้นที่มีรอบเอวลดลง โดยชี้ว่าการรับประทานน้ำมันมะพร้าวไม่ได้ส่งผลให้เกิดไขมันในเลือดสูงแต่ประการใด ว่ากลุ่มรับประทานน้ำมันถั่วเหลืองกลับมีไขมันไม่ดีในเลือดสูงขึ้น และมีไขมันดีลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อไม่นานมานี้ยังได้มีการรวบรวมผลการศึกษาเกี่ยวกับคุณสมบัติลดน้ำหนักของไขมันไตรกลีเซอไรด์สายยาวปานกลางในน้ำมันมะพร้าวที่เคยมีมา ผลการวิเคราะห์แนะนำว่าการรับประทานไขมันไตรกลีเซอไรด์สายยาวปานกลาง (เช่น น้ำมันมะพร้าว) แทนไตรกลีเซอไรด์สายยาว (เช่น ไขมันจากสัตว์) อาจช่วยลดน้ำหนักและสัดส่วนของร่างกายได้พอประมาณ โดยไม่ส่งผลให้ระดับไขมันในเลือดเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม การศึกษาที่ออกแบบอย่างครอบคลุมและใช้อาสาสมัครมากกว่านี้ยังคงจำเป็นต้องมีในอนาคต เพื่อยืนยันประสิทธิภาพของไขมันไตรกลีเซอไรด์สายยาวปานกลางที่พบในน้ำมันมะพร้าว รวมถึงการระบุให้ได้ว่าควรใช้ในปริมาณเท่าใดจึงจะเห็นผลและปลอดภัยที่สุด เพราะน้ำมันมะพร้าวเป็นอาหารที่มีแคลอรี่สูง การรับประทานมาก ๆ คงไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพนัก หรือหากหวังว่าน้ำมันมะพร้าวจะช่วยลดน้ำหนักโดยไม่ต้องมีการควบคุมอาหารร่วมกับการออกกำลังกายก็คงเป็นไปได้ยาก

ดีต่อสุขภาพหัวใจ
มีงานวิจัยบางงานออกมาว่าไขมันไตรกลีเซอไรด์สายยาวปานกลางในน้ำมันมะพร้าวอาจช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดดีในเลือด ซึ่งเป็นไขมันที่มีหน้าที่ช่วยขจัดไขมันส่วนเกินชนิดไม่ดีออกไป และหากเป็นเช่นนั้นจริง การรับประทานน้ำมันมะพร้าวก็อาจเป็นโทษต่อสุขภาพหัวใจน้อยกว่าการรับประทานไขมันอิ่มตัวชนิดอื่น ๆ เช่น ชีส สเต็กติดมัน หรือไขมันอิ่มตัวชนิดไม่ดีทั้งหลาย

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเห็นแย้งว่าแม้จะมีงานวิจัยในคนบางกลุ่มบางประเทศที่ใช้น้ำมันมะพร้าวปรุงอาหารเป็นประจำ แล้วไม่ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจสูงขึ้น แต่เป็นไปได้สูงที่ผลการศึกษาเหล่านั้นจะมีปัจจัยอื่น ๆประกอบ เช่น พันธุกรรม พฤติกรรมการรับประทานอาหารอื่น ๆ และการออกกำลังกายในแต่ละวัน ทำให้ไม่อาจกล่าวยืนยันได้ว่าน้ำมันมะพร้าวเป็นไขมันที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ

นอกจากนี้ ยังควรตะหนักไว้เสมอว่าน้ำมันมะพร้าวเองก็สามารถทำให้เกิดไขมันชนิดไม่ดีที่อาจก่อให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดที่มาเลี้ยงหัวใจได้เช่นกัน โดยในน้ำมันมะพร้าวเพียง 1 ช้อนโต๊ะประกอบด้วยไขมันอิ่มตัวถึง 13 กรัม หรือเท่ากับ 120 แคลอรี่ ซึ่งเป็นปริมาณไขมันอิ่มตัวที่ทางสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกันแนะนำให้รับประทานไม่เกินจากนี้ สำหรับผู้ที่ต้องการพลังงานประมาณ 2,000 แคลอรี่ต่อวัน

รักษาโรคอัลไซเมอร์ คุณสมบัติในการรักษาโรคนี้ของน้ำมันมะพร้าวเกิดจากการมีงานวิจัยเกี่ยวกับอาหารทางการแพทย์สำหรับรักษาโรคอัลไซเมอร์ชนิดหนึ่ง อ้างว่าสามารถทำให้เกิดสารคีสโตนในร่างกาย ซึ่งเป็นสารที่อาจเผาผลาญพลังงานได้ดีกว่ากลูโคสในสมองของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ พิสูจน์จากการทดสอบที่พบว่าอาสาสมัครที่รับประทานนั้นมีความทรงจำที่ดีขึ้น และเนื่องจากในน้ำมันมะพร้าวนั้นมีไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์สายยาวปานกลางที่จะแตกตัวออกเป็นสารคีโตนเมื่อเข้าสู่ร่างกายเช่นกัน จึงกลายมาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่มีการโฆษณาสรรพคุณรักษาอัลไซเมอร์อย่างแพร่หลาย

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีการแนะนำให้ใช้ทั้งน้ำมันมะพร้าวหรืออาหารชนิดดังกล่าวกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ เนื่องจากยังขาดการศึกษาที่น่าเชื่อถือในการยืนยันประสิทธิภาพ หากต้องการลองใช้ควรได้รับคำแนะนำและอยู่ในการดูแลของแพทย์ เพื่อเฝ้าดูผลลัพธ์และระวังผลเสียใด ๆ รวมถึงระดับไขมันในเลือดที่อาจเพิ่มขึ้นสูง

โรคเบาหวาน สำหรับคุณประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวในด้านนี้ที่มีการกล่าวถึงค่อนข้างมาก ซึ่งแม้จะมีงานวิจัยบางงานที่กล่าวสนับสนุน แต่ก็ยังเป็นเพียงแค่การศึกษาในสัตว์ เช่น
งานวิจัยกับหนูทดลองที่พบว่าอาหารที่มีไขมันไตรกลีเซอไรด์สายปานกลางสูงอย่างน้ำมันมะพร้าว อาจช่วยลดการสะสมเนื้อเยื่อไขมัน รวมถึงรับมือกับภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 หรืออีกงานวิจัยหนึ่งที่พบว่าการให้หนูที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 กินน้ำมันมะพร้าว สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและมีผลการตรวจความทนทานต่อน้ำตาลดีขึ้น ซึ่งหากได้ผลเช่นเดียวกันกับการวิจัยในคน ก็อาจจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคเบาหวานในการป้องกันภาวะไขมันในเลือดสูง อย่างไรก็ตาม ด้วยในปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาคุณประโยชน์ของมะพร้าวกับผู้ป่วยโรคเบาหวานโดยตรง ประโยชน์และความปลอดภัยของน้ำมันมะพร้าวที่มีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงยังคลุมเครืออยู่มาก

ป้องกันผลข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม การรักษาโรคมะเร็งด้วยการทำเคมีบำบัดอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงต่าง ๆ ตามมา งานวิจัยที่ทดลองนำน้ำมันมะพร้าวมาใช้ประโยชน์ในด้านนี้ ศึกษาโดยแบ่งครึ่งผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมในระยะที่ 3 และ 4 จำนวน 60 คน เป็นกลุ่มที่รับประทานน้ำมันมะพร้าวและกลุ่มควบคุม ผลลัพธ์ปรากฏว่ากลุ่มที่รับประทานน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ระหว่างช่วงรับการทำเคมีบำบัด มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และยังพบว่าน้ำมันมะพร้าวมีส่วนช่วยลดอาการที่เป็นผลข้างเคียงจากการได้รับยาเคมีฆ่าเซลล์มะเร็ง เช่น อาการอ่อนเพลีย หอบเหนื่อย นอนไม่หลับ และไม่อยากอาหาร ว่างานวิจัยนี้มีข้อจำกัดที่ใช้ผู้ป่วยเพียงจำนวนน้อย จึงยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคตเพื่อยืนยันคุณประโยชน์ด้านนี้ของน้ำมันมะพร้าวได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

ประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวต่อผิวหนัง bjkdergisi.com

รักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง โรคที่ส่งผลให้ผิวหนังคัน แดง แห้ง ตกสะเก็ด และเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากแบคทีเรียที่ผิวหนังตามมา ซึ่งผู้ป่วยมักต้องใช้มอยซ์เจอไรเซอร์คอยบำรุงผิวหนัง
น้ำมันมะพร้าวเป็นตัวเลือกหนึ่งที่นิยมนำมาใช้ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นเพื่อบรรเทาอาการระคายเคืองของผิว และยังอาจช่วยลดจำนวนแบคทีเรียสแตฟิโลค็อกคัสบนผิวหนัง หนึ่งในตัวการที่สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อที่ผิวหนังตามมา

สำหรับการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เพื่อยืนยันคุณสมบัตินี้ มีการทดสอบโดยเปรียบเทียบประสิทธิภาพของน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์และน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ต่อการเพิ่มความชุ่มชื้นและลดแบคทีเรียบนผิวหนังของผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ผลพบว่าการทาน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันมะกอกวันละ 2 ครั้ง บริเวณผื่นที่ไม่ติดเชื้อ ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่แผลลดน้อยลง แต่น้ำมันมะพร้าวนั้นจะมีประสิทธิภาพมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

สอดคล้องกับงานวิจัยที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาอีกชิ้นหนึ่ง ศึกษาเปรียบเทียบระหว่างน้ำมันมะพร้าวกับน้ำมันมิเนอรัลในเด็กที่ป่วยด้วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังระดับไม่รุนแรงไปจนถึงระดับปานกลาง จำนวน 117 คน ผลลัพธ์ชี้ว่าการทาน้ำมันมะพร้าวเป็นประจำ นาน 8 สัปดาห์ ช่วยให้ความรุนแรงของผื่นลดลงถึง 68 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่น้ำมันมิเนอรัลช่วยได้ประมาณ 38 เปอร์เซ็นต์ โดยมีสรรพคุณป้องกันการสูญเสียน้ำและเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับชั้นผิวหนัง ทั้งนี้สรรพคุณของน้ำมันมะพร้าวต่อการบรรเทาอาการและป้องกันการติดเชื้อที่ผิวหนังของผู้ป่วยโรคนี้ยังถือว่าอาจเป็นไปได้สูงกว่าการรักษาโรคอื่น ๆ เพราะมีหลักฐานค่อนข้างมากและน่าเชื่อถือ ประสิทธิภาพการรักษาอยู่ในระดับที่อาจเป็นไปได้ (Possibly Effective)

รักษาโรคสะเก็ดเงิน การทาน้ำมันมะพร้าวบนหนังศีรษะหลังจากอาบน้ำประมาณครึ่งชั่วโมง ค่อย ๆ นวดแล้วล้างออก เป็นวิธีทางธรรมชาติที่เชื่อว่าอาจช่วยขจัดสะเก็ดบนหนังศีรษะจากโรคสะเก็ดเงินได้ ว่าการใช้น้ำมันมะพร้าวบรรเทาอาการด้วยการทาผิวหนังหรือหนังศีรษะนั้นยังไม่มีผลการศึกษาที่พอจะช่วยบ่งบอกได้ว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด สำหรับผู้ที่ต้องการลอง ควรระมัดระวังในการใช้อย่างเหมาะสมเพื่อความปลอดภัย

ทั้งนี้ในงานวิจัยทางวิทยาศาตร์ที่พิสูจน์คุณสมบัติข้อนี้ของน้ำมันมะพร้าวด้วยการให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคสะเก็ดเงินเรื้อรังจำนวน 29 คน แบ่งกลุ่มทาหรือไม่ทาน้ำมันมะพร้าวก่อนรับการบำบัดด้วยรังสีอัลตราไวโอเลตปรากฏว่าไม่เห็นผลความแตกต่างของผู้ป่วยทั้ง 2 กลุ่ม จึงอาจเป็นไปได้ว่าน้ำมันมะพร้าวจะไม่ได้ช่วยให้ผลการรักษาด้วยวิธีนี้ดีขึ้นได้

เพิ่มน้ำหนักตัวทารกคลอดก่อนกำหนด บางงานวิจัยพบว่าการนวดทารกที่คลอดก่อนกำหนดด้วยน้ำมันมะพร้าวด้วยน้ำหนักปานกลางสามารถช่วยเพิ่มน้ำหนักและการเติบโตของทารกได้
โดยประโยชน์ของการนวดน้ำมันหอมระเหยต่าง ๆ นั้นเกิดจากกลไกใดก็ยังไม่ทราบได้แน่ชัด คาดว่าอาจเป็นเพราะน้ำมันสามารถซึมผ่านผิวหนังและเกิดไขมันขึ้น การนวดทำให้เกิดการกระตุ้นเส้นประสาท กระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหาร หรือเกี่ยวเนื่องกับฮอร์โมน อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

ทั้งนี้ จากการศึกษาเปรียบเทียบการนวดเด็กที่มีน้ำหนักน้อยเนื่องจากการคลอดก่อนกำหนด (น้ำหนัก 1500-2000 กรัม) และเด็กคลอดปกติ (น้ำหนักมากกว่า 2500 กรัม) ด้วยน้ำมันมะพร้าว น้ำมันมิเนอรัล หรือยาหลอกตั้งแต่วันที่ 2 ถึงวันที่ 31 หลังจากเกิด ผลปรากฏว่า การนวดด้วยน้ำมันมะพร้าวส่งผลดีต่อเด็กทั้งที่คลอดก่อนกำหนดและเด็กน้ำหนักปกติ โดยช่วยให้มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับอีก 2 กลุ่ม แต่เด็กคลอดก่อนกำหนดจะมีลำตัวยาวขึ้นด้วย การนวดเด็กที่มีน้ำหนักตัวแรกเกิดต่ำด้วยน้ำมันมะพร้าวจึงอาจเป็นอีกทางเลือกให้คุณแม่ที่ประสบปัญหานี้ได้ทดลองใช้ แม้ว่าจะยังไม่สามารถยืนยันผลได้อย่างชัดเจนนัก เช่นเดียวกับประโยชน์ด้านอื่น ๆ ของน้ำมันมะพร้าว

รักษาสิว ความเชื่อเรื่องการทาน้ำมันมะพร้าวเพื่อการรักษาสิวนั้น มีการกล่าวอ้างผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์บางงานที่พบว่ากรดลอริก (Lauric Acid) ซึ่งเป็นสารชนิดหนึ่งที่พบได้ในน้ำมันมะพร้าว
อาจมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นตัวการให้เกิดสิวอักเสบอย่างพีแอคเน่ (Propionibacterium Acnes) ทว่าการใช้น้ำมันมะพร้าวรักษาสิวโดยตรงนั้นกลับไม่ได้มีการศึกษาออกมายืนยัน
และงานวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของกรดลอริกที่ว่าก็ยังเป็นเพียงการศึกษาในห้องปฏิบัติการหรือการทดลองในสัตว์เท่านั้น ยังไม่มีการนำกรดลอริกมารักษาสิวบนใบหน้าโดยตรง
หากต้องการทดสอบสรรพคุณข้อนี้ของน้ำมันมะพร้าวจึงควรทำอย่างเหมาะสมและระมัดระวัง เนื่องจากยังไม่อาจระบุประสิทธิภาพและความปลอดภัยได้

ประโยชน์ต่อสุขภาพผมและหนังศีรษะ

รักษาเหา น้ำมันมะพร้าวเป็นหนึ่งในวัสดุธรรมชาติยอดนิยมในการกำจัดเหาและไข่เหาบนหนังศีรษะ ซึ่งงานวิจัยหนึ่งทางวิทยาศาสตร์ที่ทดสอบประสิทธิภาพของน้ำมันต่าง ๆ ที่มักนำมาใช้ประโยชน์ด้านนี้ ได้แก่ น้ำมันโป๊ยกั๊ก น้ำมันกระดังงา และน้ำมันมะพร้าว โดยใช้ผู้ทดลองเป็นเด็กที่ติดเหาบนหนังศรีษะจำนวน 119 คน แบ่งกลุ่มทาน้ำมันเหล่านี้วันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 15 นาที เป็นเวลานาน 5 วัน
ส่วนกลุ่มควบคุมนั้นให้ใช้สเปรย์ที่ประกอบด้วยสารเคมีกำจัดเหาและโลนอย่างเพอร์เมทริน (Permethrin) มาลาไทออน (Malathion) และไพเพอโรนิล บิวทอกไซด์ (Piperonyl Butoxide)
ทาบนศีรษะวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 10 นาที เป็นเวลานาน 10 วัน ปรากฏว่าการรักษาด้วยวิธีทางธรรมชาตินั้นมีความปลอดภัย ไร้ผลข้างเคียง และได้ผลถึง 92.3 เปอร์เซ็นต์ พอ ๆ กับการใช้สารเคมีที่มีประสิทธิภาพ 92.2 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันจากธรรมชาติดังกล่าว รวมถึงน้ำมันมะพร้าว จึงอาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถลองพิสูจน์ด้วยตัวเองโดยไม่น่าจะเป็นอันตราย

บำรุงเส้นผม จากการศึกษาคุณสมบัติของน้ำมันมะพร้าว น้ำมันมิเนอรัล และน้ำมันดอกทานตะวันต่อการบำรุงเส้นผม น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันชนิดเดียวที่พบว่ามีคุณประโยชน์ช่วยลดการสูญเสียโปรตีนของเส้นผมได้ดี เมื่อใช้ทาแล้วล้างออกก่อนและหลังการใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผมจากสารเคมีทั้งหลาย โดยเห็นผลทั้งเมื่อใช้กับผมที่แห้งเสียและผมสุขภาพดี ซึ่งผลลัพธ์ที่เป็นเช่นนี้ ผู้วิจัยคาดว่าอาจเป็นเพราะกรดลอริก (Lauric Acid)ในน้ำมันมะพร้าวซึ่งเป็นไขมันไตรกลีเซอไรด์นั้นมีความสามารถในการจับตัวกับโปรตีนในเส้นผมสูง เพราะมีน้ำหนักโมเลกุลต่ำและโครงสร้างทางเคมีเป็นสายตรง จึงสามารถแทรกซึมเข้าสู่ภายในเส้นผมได้ดีกว่าน้ำมันอีก 2 ชนิด
แต่ผลการวิจัยเกี่ยวกับสรรพคุณบำรุงรักษาเส้นผมของน้ำมันมะพร้าวก็ยังถือว่ามีน้อยเกินกว่าจะยืนยันได้

ประโยชน์ต่อสุขภาพเหงือกและฟัน

ขจัดคราบจุลินทรีย์และแบคทีเรียในช่องปาก เนื่องจากกรดลอริกในน้ำมันมะพร้าวนั้นมีคุณสมบัติลดการอักเสบและต้านเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เชื่อว่าการอมน้ำมันมะพร้าวในปากอาจไปช่วยจับเชื้อแบคทีเรียและจุลินทรีย์ไม่พึงประสงค์ภายในปาก และถูกกำจัดออกไปหลังจากถูกบ้วนทิ้ง การทดลองหนึ่งกล่าวสนับสนุนประโยชน์ด้านนี้ของน้ำมันมะพร้าว เนื่องจากพบว่าสามารถช่วยลดภาวะเหงือกอักเสบและการสะสมของคราบหินปูนในช่องปากของวัยรุ่น 60 คน อายุ 16-18 ปี
จากการใช้กลั้วทำความสะอาดปากเป็นประจำนาน 30 วัน โดยเห็นผลได้ตั้งแต่วันที่ 7

เช่นเดียวกับอีกงานวิจัยที่ทดลองกับเด็กอายุ 8-12 ปี ทั้งหมด 50 คน ครึ่งหนึ่งใช้น้ำมันมะพร้าวบ้วนปากเป็นประจำทุกวันนาน 2-3 นาที หลังจากการแปรงฟันตอนเช้า เป็นเวลาติดต่อกัน 30 วัน
กับอีกกลุ่มที่ทำลักษณะเดียวกันแต่เปลี่ยนจากน้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียอย่างคลอร์เฮกซิดีน (Chlorhexidine) ผลลัพธ์ชี้ว่าทั้งน้ำมันมะพร้าวและคลอร์เฮกซิดีนต่างมีประสิทธิภาพลดจำนวนแบคทีเรียสเตร็ปโตคอกคัสมิวแทนส์ (Streptococcus Mutans) แบคทีเรียต้นเหตุของฟันผุที่พบได้บ่อยที่สุดได้อย่างไม่แตกต่างกัน และแม้ในปัจจุบันจะยังไม่อาจยืนยันได้แน่ชัด แต่ก็นับเป็นอีกหนึ่งคุณประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวที่น่าจะลองทำตามกันได้ง่าย ๆ และไม่ก่อให้เกิดอันตราย

การใช้น้ำมันมะพร้าวอย่างปลอดภัย

การรับประทานน้ำมันมะพร้าวหรือนำมาใช้ทาผิวหนังถือว่าค่อนข้างปลอดภัยต่อสุขภาพหากใช้อย่างเหมาะสม แต่เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวมีไขมันมันสูง ทำให้มีข้อกังวลว่าการบริโภคน้ำมันมะพร้าวมากเกินไปอาจส่งผลให้ระดับคอเลสเตอรอลเพิ่มสูงขึ้น จึงควรพึงระมัดระวังในการรับประทานเพื่อการรักษาโรคต่าง ๆ ที่อาจใช้ในปริมาณมากกว่าปกติ โดยเฉพาะในกรณีต่อไปนี้
หญิงตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร ควรรับประทานน้ำมันมะพร้าวเพียงในปริมาณปกติที่พบได้จากอาหารในชีวิตประจำวัน เพราะยังไม่มีการศึกษาที่พอจะยืนยันถึงความปลอดภัยของการรับประทานมะพร้าวปริมาณมาก น้ำมันมะพร้าวค่อนข้างปลอดภัยต่อเด็ก หากรับประทานในปริมาณปกติที่พบได้จากอาหารทั่วไป และอาจปลอดภัยหากนำมาใช้ทาผิวหนัง โดยสามารถใช้ได้ทั้งกับทารกและเด็กเล็กอย่างปลอดภัยในช่วงระยะสั้น ๆ  ส่วนการรับประทานน้ำมันมะพร้าวเพื่อจุดประสงค์ในการรักษาโรคในเด็กนั้นยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าจะไม่เป็นอันตราย ผู้เชี่ยวชาญบางคนคาดว่าแคลอรี่และไขมันที่มีสูงในน้ำมันมะพร้าวอาจทำให้ระดับคอเลสเตอรอลโดยรวมและระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีในร่างกายเพิ่มสูงขึ้นได้ ว่าก็มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่โต้แย้งว่าแท้จริงแล้วน้ำมันมะพร้าวอาจช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี และอาจมีผลเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีผลเลยในการทำให้ระดับคอเลสเตอรอลไม่ดีเพิ่มขึ้น จึงยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดในเรื่องนี้ และควรระมัดระวังไว้ก่อน
ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าน้ำมันมะพร้าวจะทำให้เกิดปฏิกิริยากับยารักษาโรคชนิดใดหรือไม่ ผู้ที่กำลังใช้ยาใด ๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนลองรับประทานน้ำมันมะพร้าว ทั้งนี้การรับประทานยาไซเลียม ซึ่งเป็นยาแก้ท้องผูกชนิดหนึ่ง อาจทำปฏิกิริยาโดยลดการดูดซึมของร่างกายต่อไขมันในน้ำมันมะพร้าวได้

ก.แรงงาน เตรียมส่งแรงงานกลับบ้านเทศกาลสงกรานต์อย่างปลอดภัย

กระทรวงแรงงาน เตรียมส่งพี่น้องแรงงานกลับบ้านช่วงเทศกาลสงกรานต์อย่างปลอดภัย พร้อมผนึกกำลังเครือข่ายลุยให้ความรู้ จัดกิจกรรมสนับสนุนแรงงานเดินทางอย่างปลอดภัย
พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวในงานแถลงข่าว “ส่งพี่น้องแรงงานกลับบ้านเทศกาลสงกรานต์อย่างปลอดภัย” http://bjkdergisi.com
ว่า สถานประกอบกิจการส่วนใหญ่ได้กำหนดให้วันสงกรานต์เป็นวันหยุดตามประเพณีเพื่อให้ลูกจ้างได้เดินทางกลับภูมิลำเนากลับไปเยี่ยมครอบครัวและร่วมกิจกรรมตามประเพณีนิยม ซึ่งในปีนี้คณะรัฐมนตรีได้มีมติกำหนดให้วันพฤหัสบดีที่ 12 เม.ย.61 เป็นวันหยุดราชการเพิ่มเป็นกรณีพิเศษ
โดยเป็นวันหยุดต่อเนื่องในช่วงเทศกาลวันสงกรานต์ รวม 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 12 – 16 เม.ย.61 ประกอบกับคณะรัฐมนตรีมีมติพิจารณาผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมาที่ทำงานในประเทศไทย ประเภทกรรมกร รับใช้ในบ้าน ช่างเครื่องยนต์ในเรือประมงทะเล และผู้ประสานงานด้านภาษา
สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทางเพื่อร่วมงานประเพณีสงกรานต์และกลับเข้ามาในประเทศไทยได้ตั้งแต่วันที่ 5 -30 เม.ย.61 ดังนั้น ในช่วงเวลาดังกล่าวจะมีผู้ใช้แรงงานทั้งชาวไทยและต่างด้าวเดินทางกลับภูมิลำเนาจำนวนมาก ซึ่งคาดว่าจะมีไทยเดินทางไปกลับบ้านประมาณ สี่ล้านคน และแรงงานต่างด้าวเดินทางเข้า-ออกกว่าสองแสนคน

รมว.แรงงาน กล่าวต่อไปว่า กระทรวงแรงงาน มีความห่วงใยพี่น้องแรงงานทุกคน และเพื่อให้เดินทางไปกลับได้อย่างปลอดภัย ลดอุบัติเหตุ ตลอดจนมีความสะดวกในการเดินทาง
กระทรวงแรงงานได้ขอความร่วมมือนายจ้าง เจ้าของสถานประกอบกิจการอำนวยความสะดวกในการเดินทางของลูกจ้างพนักงาน โดยเฉพาะในกิจการขนส่งจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งในเรื่องชั่วโมงการทำงาน เวลาพัก และการทำงานล่วงเวลา
รวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกี่ยวกับเส้นทางการเดินทาง ตารางเวลารถโดยสาร เส้นทางการจราจร การเตรียมยานพาหนะและวินัยจราจร เป็นต้น ในส่วนของลูกจ้างขอให้วางแผนในการเดินทางทั้งไปและกลับ เตรียมตัวให้พร้อม
สำหรับลูกจ้างต่างด้าวต้องเตรียมเอกสารประจำตัวให้พร้อมเพื่อให้เดินทางผ่านเข้าออกได้อย่างสะดวก ทั้งนี้ ได้ประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างความร่วมมือกันส่งพี่น้องแรงงานกลับบ้านเทศกาลสงกรานต์อย่างปลอดภัย
เช่น กรมการขนส่งทางบกในการจัดรถสาธารณะให้เพียงพอ กรมทางหลวงในการดูแลเรื่องการจราจร เป็นต้น นอกจากนี้ กระทรวงแรงงาน ยังได้เปิดคลินิกช่างให้บริการตรวจความพร้อมยานพาหนะที่ใช้เดินทาง เปิดให้บริการนวดผ่อนคลาย
จัดรถบริการตรวจสุขภาพเคลื่อนที่ แจกเวชภัณฑ์ให้กับผู้ใช้แรงงาน ณ สถานีขนส่งหลัก ตลอดจนเปิดบริการสายด่วน 1506 คอยให้ความช่วยเหลือตลอดช่วงเวลาดังกล่าว

แชมป์เปี้ยนGSB TBSL2018 ได้แก่ ทีมสโมสรโมโนแวมไพร์ บาสเกตบอลคลับ เงินรางวัล 3 ล้านบาท

แชมป์เปี้ยนGSB TBSL2018 ได้แก่ ทีมสโมสรโมโนแวมไพร์ บาสเกตบอลคลับ เงินรางวัล 3 ล้านบาท

รองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ ทีมสโมสรไฮเทค บาสเกตบอลคลับ เงินรางวัล 2 ล้านบาท
รองชนะเลิศอันดับที่ 3 ได้แก่ ทีมสโมสรแมดโกท เงินรางวัล 1.5 ล้านบาท
ควอเตอร์แรก เริ่มเกมเป็นทางไฮเทคที่ออกสตาร์ทได้ค่อนข้างดี ด้วยการรันเล็กๆที่ 0-6 แต้ม แต่ด้วยโมโน แวมไพร์ที่ไม่อยากให้มีเกมที่สาม ทำให้เหล่าค้างคาวอมตะค่อนข้างมีความมุ่งมั่นมากที่เดียว
จึงส่งผลให้รูปเกมสนุกสูสีทีเดียว หลังจากนั้น ไฮเทคที่ใช้เกมรุกแบบส่องไกลกับระยะกลางเป็นส่วนใหญ่เพื่อดึงให้ “ดิกัวร่า มัลเตส” ออกจากใต้แป้นแล้วค่อยบุกเข้าใน สร้างปัญหาให้โมโน แวมไพร์พอสมควร ก่อนจะปิดควอเตอร์ไปที่สกอร์ 22-22 คะแนนhttp://udhr60.org

ควอเตอร์สอง เปิดฉากเป็นทางไฮเทคที่ออกสตาร์ทได้ดีอีกครั้ง ด้วยการรันเล็กๆ 1-11 แต้ม ทำให้โมโน แวมไพร์ต้องขอเวลาเพื่อเบรกเกมและก็ค่อนข้างได้ผล สามารถลดช่วงว่างของแต้มได้ดี
ทำให้รูปเกมกลับมาสนุกสูสีกันอีกครั้ง และด้วยการจ่ายบอลที่ชาญฉลาดของ “เจสัน บริคแมน” แต่โมโน แวมไพร์ ก็ยังคงมีปัญหาในการป้องกันเกมบุกของไฮเทค ทำให้จบควอเตอร์ไปที่สกอร์ 35-42 คะแนน

ควอเตอร์สาม เริ่มครึ่งหลังขอเกมเป็นทั้งสองทีมที่ทำผลงานได้สูสีกัน แต่ไฮเทคจะได้เปรียบจากแต้มที่สะสมไว้ในช่วงครึ่งแรก ขณะที่โมโน แวมไพร์ก็พยายามอย่างเต็มที่เพื่อจะปิดเกมนี้ด้วยชัยชนะให้ได้เช่นกัน
และทำได้ดีทีเดียวจนสามารถทำแต้มไล่เกาะติดอีกครั้ง หลังจากนั้นรูปเกมสนุกสูสีชนิดยิงมายิงกลับ ก่อนจะจบควอเตอร์ไปที่สกอร์ 52-58 คะแนน

ควอเตอร์สี่ เปิดฉากเป็นทั้งสองทีมที่ชิงไหวชิงพริบกันโดยตลอด แล้วในโมโน แวมไพร์ปรับเปลี่ยนแผนมาใช้ลูกส่องไกลเป็นหลักและก็แม่นที่เดียว โดยเฉพาะ “ซามาร์ พอล” ทำให้แต้มกลับมาเสมอกัน
ทำให้เกมกลับมานับหนึ่งกันใหม่ หลังจากนั้น ผู้เล่นอิมพอร์ตของโมโน แวมไพร์ค่อยๆช่วยกันทำเกมบุกได้ดีพร้อมกลับพลิกขึ้นนำได้สำเร็จ และทิ้งระยะห่างออกไปพอสมควร ขณะที่ไฮเทคตื้อไป ทำให้ โมโน แวมไพร์สามารถป้องกันแชมป์ไว้ได้ที่สกอร์ 81-69 คะแนนและเป็นการที่ชนะ 2 เกมรวด

ประโยชน์ของข้าวแต่ละชนิด

ข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทยมาแสนนาน ซึ่งมีหลากหลายชนิดแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ของข้าว ข้าวทุกชนิดล้วนมีคุณค่าและคุณประโยชน์มากน้อยแตกต่างกันไป การเลือกรับประทานข้าวไม่เพียงแต่ความอร่อยเท่านั้นจะต้องใส่ใจถึงคุณค่าทางโภชนาการของข้าวด้วยเช่นกัน


1. ข้าวขาว
ข้าวขาวหรือข้าวขาวหอมมะลิ เป็นข้าวที่ถูกขัดสีไปค่อนข้างมาก ทำให้คุณประโยชน์ของข้าวลดน้อยลงไปและคงเหลือแต่คาร์โบไฮเดรตสูงถึง 71-77% ซึ่งทำหน้าที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย นอกจากนี้ยังมีวิตามินบี 1 ซึ่งช่วยป้องกันโรคเหน็บชา และวิตามินบี 2 ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอก ถึงแม้ความขาวจะมีคุณประโยชน์น้อย แต่ก็ยังคงได้รับความนิยมมากเนื่องจากเมื่อรับประทานแล้วจะมีความนุ่มกว่าข้าวชนิดอื่น อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมคล้ายใบเตยด้วย


2. ข้าวกล้อง
ข้าวกล้อง คือข้าวที่สีเอาเปลือกออกโดยที่ยังคงมีจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดอยู่ จึงมีเมล็ดสีน้ำตาลอ่อน ข้าวกล้องอุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เช่น วิตามินบี1 แคลเซียม โฟเลต
ธาตุเหล็กและฟอสฟอรัส ซึ่งช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน ป้องกันโรคโลหิตจาง และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย เป็นต้น นอกจากนี้ข้าวกล้องยังมีดัชนีน้ำตาลต่ำ จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน อีกทั้งข้าวกล้องยังมีใยอาหารเหลืออยู่มากกว่าข้าวขาวหรือข้าวขัดสี 3 เท่า จึงช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย และป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้


3. ข้าวหอมนิล
ข้าวหอมนิลหรือข้าวสีนิล มีลักษณะเป็นเมล็ดเรียวยาว สีดำหรือสีม่วงเข้ม มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองแตกต่างจากข้าวสายพันธุ์อื่น มีแอนโทไซยานินเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันและโรคมะเร็ง ได้ดีกว่าผลไม้ตระกูลเบอรี่ถึง 3 เท่า นอกจากนี้ยังมีธาตุเหล็กที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ทันที ช่วยบำรุงโลหิตและการทำงานของระบบประสาท


4. ข้าวแดง
ข้าวแดง คือข้าวกล้องที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง มีด้วยกันหลายสายพันธุ์เช่น ข้าวมันปู และข้าวสังข์หยด เป็นต้น ข้าวมันปูมีสารแคโรทีนซึ่งมีคุณสมบัติเป็นโปรวิตามินเอสูงกว่าข้าวสายพันธุ์อื่นๆ ช่วยบำรุงสายตา ผิวพรรณและช่วยชะลอความแก่ ส่วนข้าวสังข์หยดเป็นพันธุ์ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ให้มีเนื้ออ่อนนุ่นมากขึ้น เป็นข้าวพื้นเมืองภาคใต้ปลูกมากแถบรอบลุ่มทะเลสาบสงขลา ซึ่งอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก และฟอสฟอรัส ช่วยบำรุงโลหิต นอกจากนี้ข้าวแดงยังมีไนอาซีนหรือวิตามินบี 3
ซึ่งช่วยในระบบการไหลเวียนเลือด ลดระดับของคอเลสเตอรอล และมีความจำเป็นต่อระบบประสาทและการทำงานของสมอง

ขนมญี่ปุ่นแห่บุก “อาเซียน” ตั้งฐานผลิต…รับตลาดโต

ขนมญี่ปุ่น

 

การรุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างหนักหน่วงของบรรดาเชนรายสะดวกซื้อจากแดนปลาดิบอย่างเซเว่นอีเลฟเว่น แฟมิลี่มาร์ท และลอว์สัน ได้เปิดทางให้แบรนด์สินค้าญี่ปุ่นระดับกลาง-เล็กหลายรายใช้ร้านค้าเหล่านี้เป็นช่องทางเปิดฉากรุกตลาดอาเซียน รวมถึงจับมือพันธมิตร-ตั้งฐานการผลิตเป็นสปริงบอร์ดรุกเข้าสู่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ต่อไปในอนาคต

โดย “ยูราคุ คอนเฟกชันเนอรี่” (Yuraku Confectionery) ผู้ผลิตขนมสัญชาติญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่อาศัยโอกาศนี้รุกตลาดอย่างหนักหน่วง นอกจากปูพรมสินค้าเข้าสู่ประเทศต่าง ๆ แล้ว ยังพัฒนาสินค้ารุ่นพิเศษสำหรับขายในอาเซียน และตั้งฐานการผลิตรองรับดีมานด์ ในขณะที่รายอื่น ๆ อาทิ “อาเมะฮะมาเซกะ” (Amehamaseika) และ “ไทโรล ช็อกโก้” (Tirol Choco) เล็งตลาดใหญ่ทั้งไทย เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

สำนักข่าวนิกเคอิ รายงานว่า “ยูราคุฯ” ประกาศจับมือกับ “เดลฟี” (Delfi) ผู้ผลิตขนมจากสิงคโปร์ ร่วมลงทุนมูลค่า 500 ล้านเยนหรือประมาณ 4.65 ล้านเหรียญสหรัฐ ในสัดส่วน 40% ต่อ 60% ตามลำดับ เพื่อเพิ่มไลน์ผลิตขนม “แบล็ก ทันเดอร์” (Black Thunder) สินค้าแฟลกชิปของยูราคุฯในโรงงานเดลฟีที่อินโดนีเซีย ซึ่งสินค้าที่ออกจากโรงงานนี้จะเป็นสูตรพิเศษสำหรับขายในอาเซียนโดยเฉพาะ มีจุดเด่นด้านทนต่ออุณหภูมิและความชื้นได้มากกว่าแบบที่ขายในญี่ปุ่น โดยมีกำหนดเริ่มสายการผลิตในปี 2522

นอกจากเพิ่มกำลังผลิตแล้วยังปรับกลยุทธ์ โดยดีไซน์แพ็กเกจสินค้าให้ใกล้เคียงกับแบบที่ใช้ในญี่ปุ่น เพื่อเน้นย้ำจุดขายเรื่องแบรนด์ญี่ปุ่น โดยไม่ต้องพึ่งพาตรา “เมดอินเจแปน” ช่วยลดข้อจำกัดในการขยายฐานการผลิต

โดยทางบริษัทย้ำว่า การลงทุนและกลยุทธ์ใหม่นี้จะช่วยให้ยอดขายจากต่างประเทศซึ่งเดิมมีสัดส่วนเพียง 1% ของรายได้รวมหรือประมาณ 9.4 แสนเหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้น 10 เท่าภายในเวลา 5 ปี จากเดิมที่เคยส่งขนม “แบล็ก ทันเดอร์” เข้าไปวางขายในประเทศต่าง ๆ อาทิ สหรัฐ ไต้หวัน ไทย ตั้งแต่ปี 2554 แต่ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก

ส่วน “ไทโรล ช็อกโก้” จะนำสินค้าไฮไลต์ซึ่งเป็นช็อกโกแลตขนาดพอดีคำรุกประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ในฤดูใบไม้ผลินี้ ด้วยกลยุทธ์ถนัด เช่น ตั้งราคาให้ตัดสินใจง่ายและเพิ่มโอกาสขายโดยวางสินค้าใกล้เครื่องคิดเงิน พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนยอดขายต่างประเทศจาก 5% เป็น 20% ใน 10 ปี

เช่นเดียวกับ “อาเมะฮะมาเซกะ” ที่เตรียมรุกประเทศไทย เวียดนาม และมาเลเซีย ด้วยลูกอมหลังจากเริ่มขายในเกาหลีใต้และสหรัฐไปก่อนหน้านี้

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้น่าจะทำให้การแข่งขันในตลาดขนมขบเคี้ยวและลูกอมในอาเซียนดุเดือดขึ้นอีก ซึ่งต้องรอดูกันว่าแบรนด์ท้องถิ่นในแต่ละประเทศรวมถึงไทยจะปรับตัวรับมืออย่างไร