Slider

อาเซียน +3 (อาเซียน บวกสาม)

กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 (ASEAN+3) เป็นกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนกับประเทศนอกกลุ่ม 3 ประเทศ คือ จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาคเอเชียตะวันออก และเพื่อนำไปสู่การจัดตั้งชุมชนเอเชียตะวันออก (East Asian Community) โดยให้อาเซียนและกระบวนการต่างๆ ภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้บรรลุเป้าหมาย เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีของการจัดตั้งกรอบความร่วมมืออาเซียนบวกสามเมื่อปี 2007 (พ.ศ.2550)

ผู้นำของประเทศสมาชิกได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความร่วมมือเอเชียตะวันออกฉบับที่ 2 (Second Joint Statement on East Asia Cooperation: Building on the Foundations of ASEAN Plus Three Cooperation) พร้อมกับเห็นชอบให้มีการจัดทำแผนดำเนินงานเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน (ASEAN+3 Cooperation Work Plan (2007 – 2017)) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในระยะยาว และผลักดันให้เกิดชุมชนอาเซียน (ASEAN Community) ภายในปี 2015 (พ.ศ.2558) โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมความร่วมมือใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการเมืองและความมั่นคง ด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเงิน ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศโลก และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้านสังคม วัฒนธรรม และการพัฒนา และด้านการส่งเสริมกรอบการดำเนินงานในด้านต่างๆและกลไกต่างๆ ในการติดตามผล โดยแผนความร่วมมือดังกล่าวทั้ง 5 ด้านนี้ ถือเป็นการประสานความร่วมมือและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียนกับประเทศในเอเชียตะวันออกมากยิ่งขึ้น

อาเซียน +3   ประกอบด้วยสมาชิก 13 ชาติ คือ 10 ชาติสมาชิกอาเซียน รวมกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งมีประชากรรวมทั้งสิ้นกว่า 2,000 ล้านคน หรือหนึ่งในสามของประชากรโลก แต่เมื่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เข้าด้วยกัน จะทำให้มีมูลค่าถึง 9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณร้อยละ 16 ของจีดีพีโลก ขณะที่ยอดเงินสำรองต่างประเทศรวมกันจะสูงถึง 3.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐซึ่งมากกว่ากึ่งหนึ่งของเงินสำรองต่างประเทศของโลก โดยตัวเลขทางเศรษฐกิจเหล่านี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอาเซียน+3 จะมีบทบาทเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะพัฒนาเศรษฐกิจให้มีความก้าวหน้าต่อไปในอนาคต

จากความร่วมมือดังกล่าวประเทศสมาชิกอาเซียน จะได้รับผลประโยชน์จากความร่วมมือในกรอบของเขตการค้าเสรีอาเซียนบวก+3 (FTA Asian +3) มูลค่าประมาณ 62,186 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และประเทศไทยในฐานะสมาชิกอาเซียนจะได้รับประโยชน์มากที่สุด คิดเป็นมูลค่าประมาณ 7,943 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อินโดนีเซียมีแนวโน้มจะได้ประโยชน์ใกล้เคียงกัน คือประมาณ 7,884 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเวียดนามคาดว่าจะได้รับประโยชน์มูลค่าประมาณ 5,293 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

สำหรับการประชุมรัฐมนตรีคลังอาเซียน + 3 สมัยพิเศษ (Special ASEAN+3 Financial Ministers Meeting) ที่ จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2552 ที่ผ่านมา ได้มีการสนับสนุนการใช้เวทีหารือด้านนโยบายและกิจกรรมความร่วมมือต่างๆ ของภูมิภาคอาเซียน อาทิ ข้อริเริ่มเชียงใหม่ (Chiang Mai Initiative: CMI) พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐมนตรีคลังสนับสนุนให้มีกระบวนการเฝ้าระวัง โดยร่วมมือกับสถาบันการเงินในภูมิภาคและสถาบันการเงินระหว่างประเทศ รวมทั้งข้อริเริ่มเชียงใหม่ ที่รัฐมนตรีคลังอาเซียน+3 จำเป็นจะต้องเร่งรัดกระบวนการไป สู่ระดับพหุภาคี เพื่อเป็นกันชนรองรับเศรษฐกิจอ่อนแอในอนาคต

ทั้งนี้ที่ประชุมมีข้อสรุปว่า จะขยายผลความตกลงริเริ่มเชียงใหม่ในการจัดตั้งกองทุนสำรองระหว่างประเทศร่วมกันในภูมิภาคอาเซียน (Currency Swap) จากเดิม 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 120,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4.2 ล้านล้านบาท เบื้องต้นคาดว่า 3 ประเทศนอกกลุ่มอาเซียน คือจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น จะลงเงินสำรองร้อยละ 80 ของวงเงิน รวม หรือ 9.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และกลุ่มประเทศอาเซียนอีกร้อยละ 20 หรือ 2.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งกองทุนดังกล่าวจะมีรูปแบบคล้ายกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund :IMF) แต่ก็ไม่ใช่คู่แข่งของ IMF แต่จะเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งของเอเชียที่จะมีกองทุนระหว่างประเทศเป็นของตนเอง โดยประเทศจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ลงเงินรวมกันประมาณร้อยละ 80 ส่วนอีกร้อยละ 20 ที่เหลือกลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ จะลงทุนร่วมกัน ขณะที่ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย จะต้องใส่เงินลงทุนมากกว่าอีก 5 ประเทศ คือ บรูไน พม่า ลาว เวียดนาม และกัมพูชา เนื่องจากมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่า โดยคาดว่าจะสามารถเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณารัฐมนตรีคลังอาเซียน+3 วาระปกติที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ในเดือนพฤษภาคม 2552

เพลงประจำอาเซียน (ASEAN Anthem)

“พลิ้วลู่ลม โบกสะบัด ใต้หมู่ธงปลิวไสว
สัญญาณแห่ง สัญญาทางใจ
วันที่เรามาพบกัน
อาเซียน เป็นหนึ่ง ดังที่เราปรารถนา
เราพร้อมเดินหน้าไปตรงนั้น
หล่อหลวมจิตใจ ให้เป็นหนึ่งเดียว…”เนื้อร้องภาษาไทยท่อนแรกของเพลงประจำอาเซียน หรือ เพลง “The ASEAN Way”
(ดิอาเซียนเวย์) บ่งถึงความสำคัญของเพลงประจำอาเซียนในการสนับสนุนการสร้างอัตลักษณ์ของอาเซียน การเชื่อมโยงของประเทศสมาชิกอาเซียน การรวมกันของความหลากหลายให้เป็นหนึ่งเดียว อันจะนำไปสู่สันติภาพ เสถียรภาพและความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม ซึ่งเป็นเป้าหมายของการรวมกันเป็นประชาคมอาเซียนกว่าที่เพลง “The ASEAN Way” จะมาเป็นเพลงประจำอาเซียนนั้น
เกิดจากการหารือในที่ประชุมคณะกรรมการอาเซียนด้านวัฒนธรรมและสนเทศ (ASEAN COCI) ครั้งที่ 29 ในเดือนมิถุนายน ปี 2537 ซึ่งในครั้งนั้นที่ประชุม มีความเห็นตรงกันว่าอาเซียนควรจะมีเพลงประจำอาเซียน โดยกำหนดว่าจะให้เปิดเพลงประจำอาเซียนในช่วงของการจัดกิจกรรมทางด้านวัฒนธรรมและสนเทศ จึงจัดให้มีโครงการเพื่อคัดเลือกเพลงประจำอาเซียนและแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อคัดเลือกเพลง ซึ่งเพลงที่เข้ารอบในครั้งนั้นเป็นเพลงจากประเทศไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ และเพลง ASEAN Song of Unity หรือ ASEAN Oh ASEAN จากฟิลิปปินส์ได้รับรางวัลชนะเลิศ อย่างไรก็ดี เพลงดังกล่าวไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในประเทศสมาชิกอาเซียน เพราะใช้เปิดเฉพาะในการประชุมคณะกรรมการอาเซียนด้านวัฒนธรรมและสนเทศและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องเท่านั้นต่อมา เนื่องจากตามกฎบัตรอาเซียนโดย ข้อบทที่ 40 ระบุให้ อาเซียนมีเพลงประจำอาเซียนโดยต้องการให้เสร็จเรียบร้อยก่อนการให้สัตยาบันกฎบัตรอาเซียนและการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 ดังนั้น ที่ประชุมประเทศสมาชิกอาเซียนได้เห็นชอบให้กำหนดรูปแบบการแข่งขันเป็น open competition โดยให้สำนักเลขานุการอาเซียนในแต่ละประเทศกลั่นกรองคุณสมบัติเบื้องต้น และจัดส่งให้ประเทศไทย ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากประเทศสมาชิกอาเซียนให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเพลง ประจำอาเซียน ภายในเดือนกันยายน 2551ในการแข่งขันครั้งนั้น กำหนดไว้ว่าผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 2 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเกณฑ์ในการคัดเลือกเพลงมี 5 เกณฑ์ดังนี้ (1) เป็นภาษาอังกฤษ (2) มีลักษณะเป็นเพลงชาติประเทศสมาชิกอาเซียน (3) มีความยาวไม่เกิน 1 นาที (4) เนื้อร้องสะท้อนความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียนและความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมและ เชื้อชาติ (5) เป็นเพลงที่แต่งขึ้นใหม่

การแข่งขัน คัดเลือกเพลงเกิดขึ้นที่ประเทศไทย กระทรวงวัฒนธรรมได้จัดการประชุมคณะกรรมการตัดสินเพื่อคัดเลือกเพลงภายในประเทศ เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2551 โดยมีเพลงจำนวน 11 เพลง ที่ผ่านเกณฑ์ และประเทศไทยได้ส่งเพลงดังกล่าวเข้าร่วมการประกวดแข่งขันด้วย ในระดับภูมิภาคอาเซียน กรมอาเซียน ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประกวดแข่งขันเพลงประจำอาเซียน รอบแรก เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2551 ที่โรงแรม Pullman Bangkok King Power โดยมีกรรมการจากประเทศสมาชิกอาเซียนประเทศละ 1 คน

ในส่วนของไทย ฯพณฯ องคมนตรี พล.ร.อ. อัศนี ปราโมช ได้ให้เกียรติเป็นกรรมการฝ่ายไทยโดยทำหน้าที่ประธานการประชุมคัดเลือกเพลง และได้คัดเลือกเพลงจำนวน 10 เพลง จากที่ส่งเข้าประกวดทั้งสิ้น 99 เพลง ต่อมาในรอบตัดสิน เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2551 มีกรรมการจากอาเซียน 10 คนเดิม และจากนอกอาเซียนอีก 3 คน ได้แก่จากญี่ปุ่น จีน และออสเตรเลียเข้าร่วมตัดสินด้วย

ผลการแข่งขันปรากฎว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์เลือกเพลง The ASEAN Way ของไทยที่แต่งโดย นายกิตติคุณ สดประเสริฐ (ทำนองและเรียบเรียง) นายสำเภา ไตรอุดม (ทำนอง) และนางพยอม วลัยพัชรา (เนื้อร้อง) ให้เป็นเพลงประจำอาเซียน การที่เพลงจากไทยได้รับคัดเลือกให้เป็นเพลงประจำอาเซียน ถือเป็นเกียรติภูมิของประเทศและแสดงถึงความสามารถของคนไทยด้วย และประเทศไทยได้เปิดตัวเพลงประจำอาเซียน เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2551 ณ โรงละครอักษรา คิงส์ พาวเวอร์ คอมเพล็กซ์ โดยมีวงดุริยางค์ทหารเรือของกองทัพเรือไทยเป็นผู้บรรเลงเพลง ส่วนเพลงประจำอาเซียนนี้ใช้บรรเลงอย่างเป็นทางการในพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2552 ที่หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

The ASEAN Way (Lyrics) เนื้อเพลง

Raise our flag high, sky high
Embrace the pride in our heart
ASEAN we are bonded as one
Looking out to the world.
For peace, our goal from the very start
And prosperity to last.
We dare to dream we care to share.
Together for ASEAN
we dare to dream,
we care to share for it’s the way of ASEAN
The ASEAN Way (เนื้อร้องภาษาไทยอย่างเป็นทางการ)
พลิ้วลู่ลม โบกสะบัด ใต้หมู่ธงปลิวไสว
สัญญาณแห่งสัญญาทางใจ
วันที่เรามาพบกับ
อาเซียนเป็นหนึ่งดังที่ใจเราปรารถนา
เราพร้อมเดินหน้าไปทางนั้น
หล่อหลอมจิตใจให้เป็นหนึ่งเดียว
อาเซียนยึดเหนี่ยวสัมพันธ์
ให้สังคมนี้มีแต่แบ่งปัน
เศรษฐกิจสังคมก้าวไกลเรียบเรียง ณัฐนันท์ รจนกร
ที่มา : กองอาเซียน ๔ กรมอาเซียน

ไทยอยู่รอดในอาเซียน

ประเทศไทยพัฒนาเศรษฐกิจมาหลายสิบปีด้วยการมีแรงงานราคาถูก และการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ โดยอาศัยการลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาลงทุน หาประโยชน์จากปัจจัยเหล่านี้ โดยที่ไทยเองไม่ได้พัฒนาปรับตัวได้เร็วพอ ปัจจุบันจึงติดอยู่ในกับดักที่คั่นระหว่างประเทศที่พัฒนาเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูงกับประเทศที่กำลังเริ่มพัฒนาเศรษฐกิจอย่างพม่า กัมพูชา ลาว อินโดนีเซีย และที่สำคัญที่สุดคือ เวียดนาม ประเทศเหล่านี้ล้วนมีแรงงานถูกกว่า มีทรัพยากรที่ยังไม่ได้ถูกใช้มากกว่าไทย
      ประเทศเกาหลีใต้ที่เคยตกอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจที่มีปัญหาในช่วงวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” เหมือนกับไทย ได้ก้าวข้ามปัญหาและประสบความสำเร็จในการเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจระดับสูงจากปัจจัยสำคัญอัน ได้แก่ การพัฒนาการศึกษาของคนในชาติสามารถสนองตอบความต้องการทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล กล่าวคือ ในช่วงที่ประเทศเกาหลีใต้เริ่มหนีจากอุตสาหกรรมพื้นๆ อย่างไทยขณะนี้ก็ส่งเสริมให้มี
การศึกษาเน้นผลิตบุคลากรมีความสามารถเข้าไปทำงานในอุตสาหกรรมหนักเช่นอุตสาหกรรมเหล็ก
อุตสาหกรรมรถยนต์ ฯลฯ
     ต่อมาก็พัฒนาหลักสูตรการศึกษาเน้นผลิตคนเกาหลีให้มีทักษะในด้านวิทยาศาสตร์ อิเล็กทรอนิคส์เพื่อสนองตอบความต้องการของภาคเอกชน ที่มีความเจริญเติบโตด้านอุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิคส์ และปัจจุบันมีนโยบายการศึกษาเร่งผลิตนักวิทยาศาสตร์เพื่อทำงานวิจัยและพัฒนา ส่งเสริมให้เอกชนหันมาพัฒนาอุตสาหกรรมมีนวัตกรรมใหม่ๆ สามารถก้าวข้ามนวัตกรรมของญี่ปุ่นในหลายๆ สินค้า ทำให้สินค้าเกาหลีเป็นสินค้าดีมีคุณภาพ ราคาถูกกว่าสินค้าญี่ปุ่น สิ่งนี้แหละคือการเพิ่มประสิทธิภาพ (productivity) คือความสามารถในการผลิตสินค้า ที่ทำรายได้เพิ่มขึ้นจากหนึ่งหน่วยทรัพยากร และแรงงานที่มีอยู่
     ความสำเร็จด้านนโยบายการศึกษา ส่งเสริมชี้ทางให้ภาคเอกชนพร้อมๆ กัน กับการเตรียมความพร้อมสนองตอบความต้องการภาคเอกชน มีนโยบายรัฐบาล ที่ส่งเสริมให้มีการลงทุนในด้านวิจัยและพัฒนา สนับสนุนเอกชนให้หันมาพัฒนาอุตสาหกรรมระดับสูงผลิตสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีทำให้สามารถผลิตสินค้าราคาแพงแต่ใช้ต้นทุนการผลิตต่ำสินค้าอิเล็กทรอนิคส์ส่วนใหญ่มีต้นทุนการผลิตต่อเมื่อเทียบกับราคาขาย อัตราผลกำไรส่วนใหญ่มากกว่า 700 เปอร์เซนต์ เปรียบเทียบผลก าไรจากอุตสาหกรรมพื้นๆ เช่น สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ ที่ไทยทำ ล้วนมีกำไรเพียง 10 – 20 เปอร์เซนต์ ทำกำไรได้น้อย การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างไทยจึงจำเป็นต้อง ก้าวข้ามอุตสาหกรรมพื้น ๆ เหล่านี้ไปสู่อุตสาหกรรมผลิตสินค้านวัตกรรม สร้างรายได้ ให้ประเทศไทยได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ไม่ใช่เก็บเล็กเก็บน้อยอย่างในปัจจุบัน
     ประเทศเกาหลีใต้ยังลงทุนในด้านสาธารณูปโภคอย่างมีนัยสำคัญ ทันต่อความเจริญทางเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งหมดนี้ยังส่งเสริมให้การกระจายรายได้ เป็นธรรมมากขึ้น ทำให้คนที่มีรายได้ปานกลางเพิ่มจำนวน
ขึ้นมากการบริโภค ในประเทศเพิ่มขึ้นมาก ส่งเสริมให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างมั่นคง
     หากถามว่าท าไมไทยถึงได้ก้าวมาสู่กับดักที่อุตสาหกรรมมีแรงงานราคาแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน
อุตสาหกรรมไทยยังเป็นของพื้น ๆ ยังพึ่งพาญี่ปุ่นมาลงทุน ในอุตสาหกรรมรถยนต์ ที่นับวันมีแนวโน้มจะ
หนีออกจากประเทศไทย ที่ญี่ปุ่น เรียกกันว่า Thailand + 1 ในขณะนี้ ในอีกไม่กี่ปี อาจจะกลายเป็น
1+Thailand
     ถึงตอนนั้น เราจะเห็นเวียดนาม อินโดนีเซีย พม่า กลายเป็นศูนย์แต่ไทย เป็นเพียงผู้เล่นตัวประกอบ เศรษฐกิจเขาเหล่านั้นจะก้าวข้ามไทยไปเหมือนอย่างสิงคโปร์และมาเลเซียก้าวข้ามไทยไปเมื่อประมาณ 35 ปีก่อน และ 15 ปีก่อน ตามล าดับ
     ปัญหาที่ทำให้ไทยไม่อาจทำได้อย่างเกาหลีใต้ น่าจะเกิดจากการปกครองที่มีการเลือกตั้ง เพราะเลือกตั้งทีไร คนไม่มีความสามารถ คนไม่มีคุณธรรม ได้เข้ามาบริหารประเทศเป็นส่วนใหญ่ ทุกรัฐบาลที่ผ่านมามักมีไม่กี่คนในรัฐบาลที่พอมี ความสามารถบ้าง ที่เหลือล้วนเพิ่งจะเข้ามาเรียนรู้งาน ทำอะไรก็ไม่ค่อยจะเป็น คิดหานโยบายอะไรเพื่อประเทศชาติมักคิดกันไม่ค่อยออก ทำกันไม่เป็นอย่างนี้ มาหลายสิบปี หวังเพียงเข้ามาโกงกิน อย่างนี้ ไทยจะอยู่รอดในอาเซียนได้อย่างไร หากจะมีการเลือกตั้ง มีประชาธิปไตย ต้องกำจัดคอร์รัปชั่นให้ได้เสียก่อน

ประเทศไทยจะได้ประโยชน์อะไรจาก AEC (ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน)

           ประชาคมอาเซียนที่จะถือกำเนิดในปี 2558 นั้น คนไทยจะได้ประโยชน์อะไร แน่นอนเราคงอยากทราบ แต่ในชั้นนี้ขอจำกัดเฉพาะทางเศรษฐกิจก่อน

              ประการแรก ไทยจะ “มีหน้ามีตาและฐานะ” เด่นขึ้นประชาคมอาเซียนจะทำให้เศรษฐกิจ “ของเรา” มีมูลค่ารวมกัน 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีขนาดใหญ่อันดับ 9 ของโลก ยังประโยชน์แก่คนไทยทุกคนที่จะได้ยืนอย่างสง่างาม “ยิ้มสยาม” จะคมชัดขึ้น

              ประการที่สอง การค้าระหว่างไทยกับประเทศอาเซียนจะคล่องและขยายตัวมากขึ้น กำแพงภาษีจะลดลงจนเกือบจะหมดไป เพราะ 10 ตลาดกลายเป็นตลาดเดียว ผู้ผลิตจะส่งสินค้าไปขายในตลาดนี้และขยับขยายธุรกิจของตนง่ายขึ้น ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็จะมีทางเลือกมากขึ้นราคาสินค้าจะถูกลง

              ประการที่สาม ตลาดของเราจะใหญ่ขึ้น แทนที่จะเป็นตลาดของคน 67 ล้านคน ก็จะกลายเป็นตลาดของคน 590 ล้านคน ซึ่งจะทำให้ไทยกลายเป็นแหล่งลงทุนที่น่าสนใจ เพราะสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยสามารถส่งออกไปยังอีกเก้าประเทศได้ราวกับส่งไปขายต่างจังหวัด ซึ่งก็จะช่วยให้เราสามารถแข่งขันกับจีนและอินเดียในการดึงดูดการลงทุนได้มากขึ้น

              ประการที่สี่ความเป็นประชาคมจะทำให้มีการพัฒนาเครือข่ายการสื่อสารคมนาคมระหว่างกันเพื่อประโยชน์ด้านการค้าและการลงทุน แต่ก็ยังผลพลอยได้ในแง่การไปมาหาสู่กัน ซึ่งก็จะช่วยให้คนในอาเซียนมีปฏิสัมพันธ์กัน รู้จักกัน และสนิทแน่นแฟ้นกันมากขึ้น เป็นผลดีต่อสันติสุข ความเข้าใจอันดีและความร่วมมือกันโดยรวม นับเป็นผลทางสร้างสรรค์ในหลายมิติด้วยกัน

              ประการที่ห้า โดยที่ ไทยตั้งอยู่ในจุดกึ่งกลางบนภาคพื้นแผ่นดินใหญ่อาเซียน ประเทศไทยย่อมได้รับประโยชน์จากปริมาณการคมนาคมขนส่งที่จะเพิ่มขึ้นในอาเซียนและระหว่างอาเซียนกับจีน (และอินเดีย) มากยิ่งกว่าประเทศอื่นๆ
บริษัทด้านขนส่ง คลังสินค้า ปั๊มน้ำมัน ฯลฯ จะได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน จริงอยู่ ประชาคมอาเซียนจะยังผลทั้งด้านบวกและลบต่อประเทศไทย ขึ้นอยู่กับพวกเราคนไทยจะเตรียมตัวอย่างไร แต่ผลทางบวกนั้นจะชัดเจน เป็นรูปธรรมและจับต้องได้

ธงอาเซียน กฎบัตรอาเซียน 

ธงอาเซียน
              ธงอาเซียนเป็นธงพื้นสีน้ำเงิน  มีดวงตราอาเซียนอยู่ตรงกลาง  แสดงถึงเสถียรภาพ  สันติภาพ  ความสามัคคี  และพลวัตของอาเซียน
สีของธงประกอบด้วย  สีน้ำเงิน  สีแดง  สีขาว  และสีเหลือง  ซึ่งเป็นสีหลักในธงชาติของบรรดาประเทศสมาชิกของอาเซียนทั้งหมด

ธงอาเซียน             

ให้วันที่  8  สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันอาเซียน

เพลงประจำอาเซียน (ASEAN  Anthem)
              คือ  เพลง  ASEAN  WAY

กฎบัตรอาเซียน 
              กฎบัตรอาเซียน  กำหนดให้อาเซียนและประเทศสมาชิกปฏิบัติตามหลักการดังต่อไปนี้
1.  เคารพเอกราช  อธิปไตย  ความเสมอภาค  บูรณภาพแห่งดินแดน  และอัตลักษณ์แห่งชาติของรัฐสมาชิกอาเซียนทั้งปวง
2.  ผูกพันและรับผิดชอบร่วมกันในการเพิ่มพูนสันติภาพ  ความมั่นคง  และความมั่งคั่งของภูมิภาค
3.  ไม่รุกรานหรือข่มขู่ว่าจะใช้กำลังหรือการกระทำอื่นใดในลักษณะที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ
4.  ระงับข้อพิพาทโดยสันติ
5.  ไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐสมาชิกอาเซียน
6.  เคารพสิทธิของรัฐสมาชิกทุกรัฐในการธำรงประชาชาติของตนโดยปราศจากการแทรกแซง  การบ่อนทำลาย  และการบังคับจากภายนอก
7.  ปรึกษาหารือที่เพิ่มพูนขึ้นในเรื่องที่มีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อผลประโยชน์ร่วมกันของอาเซียน
8.  ยึดมั่นต่อหลักนิติธรรม  ธรรมาภิบาล  หลักการประชาธิปไตยและรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ
9.  เคารพเสรีภาพพื้นฐาน  การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน  และการส่งเสริมความยุติธรรมทางสังคม
10.  ยึดถือกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ    รวมถึงกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ  ที่  รัฐสมาชิกอาเซียนยอมรับ
11.  ละเว้นจากการมีส่วนร่วมในการคุกคามอธิปไตย  บูรณภาพแห่งดินแดนหรือเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจของรัฐสมาชิกอาเซียน
12. เคารพในวัฒนธรรม  ภาษา  และศาสนาที่แตกต่างของประชาชนอาเซียน
13.  มีส่วนร่วมกับอาเซียนในการสร้างความสัมพันธ์กับภายนอกทั้งในด้านการเมือง  เศรษฐกิจ  และสังคม  โดยไม่ปิดกั้นและไม่เลือกปฏิบัติ
14. ยึดมั่นในกฎการค้าพหุภาคีและระบอบของอาเซียน

สัญลักษณ์อาเซียน 

สัญลักษณ์อาเซียน
              คือ   ดวงตราอาเซียนเป็น
รูปมัดรวงข้าว สีเหลืองบนพื้นวงกลม
สีแดงล้อมรอบด้วยวงกลมสีขาว  และสีน้ำเงิน
รวงข้าวสีเหลือง 10 ต้น หมายถึง ความใฝ่ฝันของบรรดาสมาชิกในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ทั้ง 10 ประเทศ  ให้มีอาเซียนที่ผูกพันกันอย่างมีมิตรภาพและเป็นหนึ่งเดียว
วงกลม  เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงเอกภาพของอาเซียน
ตัวอักษรคำว่า  asean  สีน้ำเงิน  อยู่ใต้ภาพรวงข้าว  แสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันเพื่อความมั่นคง  สันติภพ  เอกภาพ  และความก้าวหน้าของประเทศสมาชิกอาเซียน
สีเหลือง    :   หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง
สีแดง       :    หมายถึง ความกล้าหาญและการมีพลวัติ
สีขาว       :    หมายถึง ความบริสุทธิ์
สีน้ำเงิน    :    หมายถึง สันติภาพและความมั่นคง

ธงอาเซียน
              ธงอาเซียนเป็นธงพื้นสีน้ำเงิน  มีดวงตราอาเซียนอยู่ตรงกลาง  แสดงถึงเสถียรภาพ  สันติภาพ  ความสามัคคี  และพลวัตของอาเซียน
สีของธงประกอบด้วย  สีน้ำเงิน  สีแดง  สีขาว  และสีเหลือง  ซึ่งเป็นสีหลักในธงชาติของบรรดาประเทศสมาชิกของอาเซียนทั้งหมด

วันอาเซียน
              ให้วันที่  8  สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันอาเซียน

เพลงประจำอาเซียน (ASEAN  Anthem)
              คือ  เพลง  ASEAN  WAY

 

คำทักทายของประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ชาติอาเซียน

เมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทำให้การทำธุรกิจต่าง ๆ ระหว่างประเทศอาเซียนด้วยกันเกิดความเสรี คล่องตัวมากขึ้น ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าชาวไทยต้องศึกษาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาษาของเพื่อนบ้าน เพื่อความสะดวกในการติดต่อสื่อสาร และวันนี้เรามีคำทักทายของประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ชาติอาเซียน ได้แก่ ประเทศบรูไน พม่า กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม มาฝากกัน

บรูไนและมาเลเซีย ซาลามัด ดาตัง (หมายเหตุ บรูไนและมาเลเซียใช้ภาษาเดียวกัน) หมายถึง สวัสดี

 

กัมพูชา อรุณซัวซะเดย หมายถึง สวัสดีตอนเช้า
ทิวาซัวซะเดย หมายถึง สวัสดีตอนเที่ยงจนถึงเย็น

 

อินโดนีเซียbjkdergisi.com

เซลามัทปากิ หมายถึง สวัสดีตอนเช้า
เซลามัทซิแอง หมายถึง สวัสดีตอนเที่ยง
เซลามัทซอร์ หมายถึง สวัสดีตอนเย็น
เซลามัทมายัม หมายถึง สวัสดีตอนค่ำ

 

ลาว สะบายดี หมายถึง สวัสดี

 

พม่า มิงกะลาบา หมายถึง สวัสดี

 

ฟิลิปปินส์ กูมูสต้า หมายถึง สวัสดี

 

สิงคโปร์ หนี ห่าว (ใช้เหมือนจีน เพราะประชากรส่วนใหญ่ในสิงคโปร์เป็นชาวจีน) หมายถึง สวัสดี

 

ไทย สวัสดี

 

เวียดนาม ซินจ่าว หมายถึง สวัสดี

ทั้งหมดคือคำทักทาย 10 ชาติในอาเซียน สั้น ๆ เข้าใจง่าย และทางกระปุกดอทคอมหวังว่าจะเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สามารถนำไปทักทายเพื่อน ๆ ในประเทศอาเซียนนะคะ

อาหารอาเซียน 10 ประเทศ

1. ประเทศไทย

Tomyum

ต้มยำกุ้ง เป็นอาหารคาวที่เหมาะสำหรับรับประทานกับข้าวสวยร้อน ๆ กลิ่นหอมของสมุนไพรที่เป็นส่วนประกอบในต้มยำกุ้ง นอกจากจะทำให้รู้สึกสดชื่นแล้ว ยังช่วย
กระตุ้นการเจริญอาหารได้เป็นอย่างดี

2.ประเทศกัมพูชา

อาม็อก เป็นอาหารคาวยอดนิยมของกัมพูชา มีลักษณะคล้ายห่อหมกของไทย โดยเป็นการนำเนื้อปลาสด ๆ ลวก พริกเครื่องแกง และกะทิ แล้วทำให้สุกโดยการนำไปนึ่ง
อาจใช้เนื้อไก่แทนก็ได้

3.ประเทศบรูไน

อัมบูยัต เป็นอาหารยอดนิยมของบรูไน มีลักษณะเด่นอยู่ที่ตัวแป้งจะเหนียวข้นคล้ายข้าวต้ม หรือโจ๊ก โดยมีแป้งสาคูเป็นส่วนผสมหลัก ตัวแป้งอัมบูยัตไม่มีรสชาติ แต่
ความอร่อยจะอยู่ที่การจิ้มกับซอสผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว นอกจากนี้ยังมีเครื่องเคียงอีก 2-3 ชนิด เช่น ผักสด เนื้อห่อใบตองย่าง หรือเนื้อทอด

4.ประเทศพม่า

หล่าเพ็ด เป็นอาหารยอดนิยมของพม่า โดยการนำใบชาหมักมาทานกับเครื่องเคียง เช่น กระเทียมเจียว ถั่วชนิดต่าง ๆ งาคั่ว กุ้งแห้ง ขิง มะพร้าวคั่ว เรียกได้ว่า มีลักษณะ
คล้ายคลึงกับเมี่ยงคำของประเทศไทย

5.ประเทศฟิลิปปินส์

อโดโบ้ เป็นอาหารยอดนิยมของประเทศฟิลิปปินส์ ทำจากเนื้อหมู หรือเนื้อไก่ ที่ผ่านการหมัก และปรุงรส โดยจะใส่น้ำส้มสายชู ซีอิ๊วขาว กระเทียมสับ ใบกระวาน พริกไทยดำ นำไปทำให้สุกโดยอบในเตาอบ หรือทอด แล้วนำมารับประทานกับข้าวสวยร้อน ๆ

6.ประเทศสิงคโปร์

ลักซา อาหารขึ้นชื่อของประเทศสิงคโปร์ ลักซามีลักษณะคล้ายก๋วยเตี๋ยวต้มยำใส่กะทิ ทำให้รสชาติเข้มข้น คล้ายคลึงกับข้าวซอยของไทย โดยลักซาจะมีส่วนผสมของ
กุ้งแห้ง พริก กุ้งต้ม และหอยแครง เหมาะสำหรับคนที่ชอบรับประทานอาหารทะเลเป็นอย่างยิ่ง

7.ประเทศอินโดนีเซียudhr60.org

กาโด กาโด อาหารยอดนิยมของประเทศอินโดนีเซีย ประกอบไปด้วยผัก และธัญพืชหลากหลายชนิด ทั้งแครอท มันฝรั่ง กะหล่ำปลี ถั่วงอก ถั่วเขียว นอกจากนี้ยังมีเต้าหู้
และไข่ต้มสุกด้วย กาโด กาโดจะนำมารับประทานกับซอสถั่ว

8.ประเทศลาว

สลัดหลวงพระบาง เป็นอาหารขึ้นชื่ออีกชนิดหนึ่ง เนื่องจากมีรสชาติกลาง ๆ ทำให้รับประทานได้ทั้งชาวตะวันออก และตะวันตก โดยส่วนประกอบสำคัญคือ ผักน้ำ ซึ่งเป็น
ผักป่าที่ขึ้นตามริมธารน้ำไหล และยังมีส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น มันแกว แตงกวา มะเขือเทศ ไข่ต้ม ผักกาดหอม และหมูสับลวกสุก ส่วนวิธีปรุงรสคือ ราดด้วยน้ำสลัดชนิดใส คลุก
ส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน แล้วโรยหน้าด้วยกระเทียมเจียว และถั่วลิสงคั่ว

9.ประเทศมาเลเซีย

นาซิ เลอมัก อาหารยอดนิยมของประเทศมาเลเซีย โดยนาซิ เลอมัก จะเป็นข้าวหุงกับกะทิ และใบเตย ทานพร้อมเครื่องเคียง 4 อย่าง ได้แก่ ปลากะตักทอดกรอบ แตงกวาหั่น ไข่ต้มสุก และถั่วอบ

10.ประเทศเวียดนาม

เปาะเปี๊ยะเวียดนาม ถือเป็นหนึ่งในอาหารพื้นเมืองที่โด่งดังที่สุดของประเทศเวียดนาม ความอร่อยของเปาะเปี๊ยะเวียดนาม อยู่ที่การนำแผ่นแป้งซึ่งทำจากข้าวจ้าวมา
ห่อไส้ ซึ่งอาจจะเป็นไก่ หมู กุ้ง หรือหมูยอ โดยนำมารวมกับผักสมุนไพรอีกหลายชนิด เช่น สะระแหน่ ผักกาดหอม และนำมารับประทานคู่กับน้ำจิ้มหวาน โดยจะมีถั่วคั่ว แครอท
ซอย ไชเท้าซอย ให้เติมตามใจชอบ

ประเทศไทย

ชื่อทางการ : ราชอาณาจักรไทย (Kingdom of Thailand)

ประเทศไทย
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่บนคาบสมุทรอินโดจีน ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพรมแดนทางทิศตะวันออกติดประเทศลาวและประเทศกัมพูชา ทิศใต้ติดอ่าวไทยและประเทศมาเลเซีย ทิศตะวันตกติดทะเลอันดามันและประเทศพม่า และทิศเหนือติดกับประเทศพม่าและประเทศลาว โดยมีแม่น้ำโขงกั้นเป็นบางช่วง
พื้นที่ : 513,115.02 ตารางกิโลเมตร
เมืองหลวง : กรุงเทพมหานคร (Bangkok)

ประเทศไทย
ประชากร : 64.7 ล้านคน (2551)
ภูมิอากาศ : เป็นแบบเขตร้อน อากาศร้อนที่สุดในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมเป็นฤดูร้อน โดยจะมีฝนตกและเมฆมากจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคมเป็นฤดูฝน ส่วนในเดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนมีนาคม อากาศแห้งและหนาวเย็นจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือเป็นฤดูหนาว ยกเว้นภาคใต้ที่มีอากาศร้อนชื้นตลอดทั้งปีจึงมีแค่สองฤดูคือฤดูร้อนกับฤดูฝน

ประเทศไทย
ภาษา : ภาษาไทยเป็นภาษาราชการ
ศาสนา : ประมาณร้อยละ 95 ของประชากรไทยนับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติโดยพฤตินัย แม้ว่ายังจะไม่มีการบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก็ตาม ศาสนาอิสลามประมาณร้อยละ 4 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวไทยทางภาคใต้ตอนล่าง ศาสนาคริสต์และศาสนาอื่นประมาณร้อยละ 1
สกุลเงิน : บาท (Baht : THB)
ระบอบการปกครอง : ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

พระมหากษัตริย์ คือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร
นายกรัฐมนตรี คือ ประยุทธ์ จันทร์โอชา

 

 

ประเทศเวียดนาม

ชื่อทางการ : สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Socialist Republic of Vietnam)

ประเทศเวียดนาม
ที่ตั้ง : เป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพรมแดนติดกับประเทศจีน ทางทิศเหนือ ประเทศลาว และประเทศกัมพูชา ทางทิศตะวันตก และอ่าวตังเกี๋ย ทะเลจีนใต้ ทางทิศตะวันออก
พื้นที่ : 331,689 ตารางกิโลเมตร (0.645 เท่าของประเทศไทย)
เมืองหลวง : กรุงฮานอย (Hanoi)
ประชากร : ประมาณ 86.1 ล้านคน (กรกฎาคม 2551) เป็น เวียด 80% เขมร 10 %(บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงทางตอนใต้ของประเทศ) ต่าย 1.9% ไท 1.74% เหมื่อง 1.49% ฮั้ว(จีน) 1.13% นุง 1.12% ม้ง 1.03%

ประเทศเวียดนาม
ภูมิอากาศ : เป็นแบบมรสุมเขตร้อน ชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกเปิดโล่งรับลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดผ่านทะเลจีนใต้ ทำให้มีโอกาสรับลมมรสุมและพายุหมุนเขตร้อน จึงมีฝนตกชุกในฤดูหนาว สามารถปลูกข้าวได้ปีละ 2 ครั้ง (ฝนตกตลอดปี ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ) เป็นประเทศที่มีความชื้นประมาณ 84 % ตลอดปี มีปริมาณฝน จาก 120 ถึง 300 เซนติเมคร(47 ถึง 118 นิ้ว) และมีอุณหภูมิเฉลี่ยตั้งแต่ 5°C (41°F) ถึง 37°C (99°F)
ภาษา : ภาษาเวียดนาม (Vietnamese) เป็นภาษาราชการ ซึ่งเมื่อปี พ.ศ. 2463 วงการวิชาการเวียดนามได้ลงประชามติที่จะใช้ตัวอักษรโรมัน (quoc ngu) แทนตัวอักษรจีน (Chu Nom) ในการเขียนภาษาเวียดนาม

ประเทศเวียดนาม
ศาสนา : ส่วนใหญ่ชาวเวียดนามนับถือศาสนาพุทธ นิกายมหายานสูงถึงร้อยละ 70 ของจำนวนประชากร ร้อยละ 15 นับถือศาสนาคริสต์ ที่เหลือนับถือลัทธิขงจื้อมุสลิม
สกุลเงิน : ด่อง (Dong : VND)
อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 461 ด่อง/ 1 บาท (มกราคม 2550)
ระบอบการปกครอง : ระบอบสังคมนิยม โดยพรรคคอมมิวนิสต์เป็นพรรคการเมืองเดียว

ประมุข-ประธานาธิบดี คือ เจิ่น ดั่ย กวาง
หัวหน้ารัฐบาล-นายกรัฐมนตรี คือ เหงียน ซวน ฟุก (Nguyen Tan Dung)
เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ คือ นายหน่ง ดึ๊ก หมั่น (Nong Duc Manh)
ประธานาธิบดีเจือง เติ๋น ซาง